ชาวอุดรฯ สวดยับ สร้างส้วมยักษ์ กลางทุ่งศรีเมือง

ชาวอุดรธานีโวย สร้างส้วมยักษ์กลางทุ่งศรีเมืองไม่เหมาะสม เปรียบเสมือนสร้างส้วมไว้หน้าบ้าน

วันนี้(5ก.พ.)กลายเป็นประเด็นที่ผู้คนบนโลกออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ หลังจากแฟนเพจ ข่าวอุดรวันนี้ ได้แชร์ภาพและข้อความเกี่ยวกับ โครงการพัฒนาสนามทุ่งศรีเมืองอุดรธานี สิ่งที่สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้ชาวบ้านเห็นจะเป็นการ การสร้างส้วมในทุ่งศรีเมือง

เนื่องจากมองว่า การทำเช่นก็เปรียบเสมือนสร้างส้วมไว้หน้าบ้าน มีกิจกรรมเพียงปีละไม่กี่ครั้งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างส้วมเลย อีกทั้งการทำเช่นนี้ควรที่จะสอบถามคนอุดรธานีเสียก่อน ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้เข้ามาแสดงความเห็นจะเป็นห่วงเรื่องสิ่งไม่ดีที่จะเกิดขึ้นหากมีการสร้างส้วมสำเร็จ

ส้วมยักษ์กลางทุ่งศรีเมือง

ส้วมยักษ์กลางทุ่งศรีเมือง

ทั้งนี้บริเวณสนามทุ่งศรีเมือง ตั้งแต่ถนนอ้อมลานน้ำพุ ไปจนถึงถนนเชื่อมประตูจีน-ประตูอีสาน มีการปักหมุดไม้กำหนดแนวพื้นที่ปรับปรุง ที่เชื่อมต่อไปพื้นที่ปรับปรุงก่อนหน้านี้ โซนศักดิ์สิทธิมาถึงถนนเชื่อมประตู โดยไม่มีป้ายแสดงโครงการแต่อย่างใด สำหรับจุดที่ระบุสร้างห้องส้วมมี 2 แห่ง กว้าง 6 ม.ยาว 22 ม. แห่งแรกอยู่ใกล้กับประตูอีสาน แห่งที่สองอยู่ถนนด้าน อบจ.อุดรธานี อยู่ห่างจากแนวรั่วมากถึง 15-20 เมตร หรือออกมาจากแนวต้นไม้ 2 เท่า ได้ก่อสร้างถึงการเทคานคอดิน และวางระบบท่อน้ำดีและเสีย กำลังเตรียมผูกเหล็กเทเสา
ขณะตรงกลางสนามมีการขุดหลุม เทปูนปรับระดับก่อนผูกเหล็ก เป็นวงกลมเตรียมเทคอนกรีต คล้ายกับเตรียมอาคารขนาดใหญ่ แต่ไม่มีคนงานทำการก่อสร้างต่อ มีเพียงแคมป์คนงานอยู่ติดรั่ว ติดป้ายชื่อ ” NP บริษัท นิลเพาเวอร์ จำกัด” มีเพียงเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ และวัสดุก่อสร้างอยู่รอบแคมป์ และคนงานเฝ้าอยู่เพียง 1 คน สอบถามทราบว่าเป็นคนงานของผู้รับเหมา เข้ามาทำงานประมาณ 2 สัปดาห์เศษ แต่เมื่อวานมีคำสั่งจากโยธาธิการและผังเมืองอุดรธานี ให้หยุดการงานทั้งหมดไว้ก่อน คนงานจึงไปทำงานที่อื่น และเหลือคนเฝ้าไว้ 1 คน

ทุ่งศรีเมือง

ทุ่งศรีเมือง

ข้อมูลจากเว็บไซด์ จ.อุดรธานีระบุว่า ระบบจัดซื้อจัดจ้าง ระบุโครงการชื่อ “ปรับปรุงภูมิทัศน์ทุ่งศรีเมือง เฟส 2″ ประกาศประกวดราคาด้วยวิธีการทางอีเลคทรอนิค เมื่อ 4 พ.ย.57 โดย สนง.โยธาธิการและผังเมืองอุดรธานี ราคากลาง 9,210,000 บาท ขายแบบ 4-10 พ.ย.57 ยื่นซองเอกสารข้อเสนอทางเทคนิค 14 พ.ย.57 และกำหนดเสนอราคา 1 ธ.ค.57 และแบบสรุปราคากลางแยกเป็น งานปรับภูมิทัศน์ วัสดุพืชพันธ์ 2,907,772 บาท , ปรับปรุงภูมิทัศน์ 2,603,948 บาท , งานปติมากรรม 472,350 บาท , เสารั้วสแตนเลสและโซ่คล้อง 72,156 บาท , ห้องน้ำสองหลัง 2,490,703 บาท , ระบบน้ำสปริงเกอร์ 506,517 บาท และม้านั่งสนาม 160,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่หาขอเท็จจริงที่ สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จ.อุดรธานี แต่ได้รับการปฎิเสธอ้างว่าผู้รับผิดชอบไม่อยู่ไปราชกาล ขณะที่สำนักช่าง ทน.อุดรธานี ก็ยืนยันไม่มีรายละเอียด เพราะเป็นโครงการและงบประมาณพัฒนา จ.อุดรธานี การก่อสร้างไม่จำเป็นต้องขออนุญาต เพียงแจ้งให้ทราบเท่านั้น จนขณะนี้ยังไม่มีเอกสารแจ้งมา

นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย ประธานหอการค้า จ.อุดรธานี ตอบข้อซักถามว่า ได้ไปดูพื้นที่หลังเห็นสื่อออนไลน์ ขณะที่ออฟฟิตก็ตั้งอยู่บริเวณนั้น มองด้วยสายตาน่าจะเป็นห้องส้วม ซึ่งตนไม่เคยเห็นโครงการนี้มาก่อน เห็นแต่แผนงานในเฟสแรกที่ทำไปแล้ว พยายามติดต่อสอบถามโยธาฯจังหวัด ขอดูแผนงานโครงการแต่ยังติดต่อไม่ได้ ด้วยหลักการที่ยึดถือกันมาตลอด คือไม่สร้างอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างถาวร ในสนามทุ่งศรีเมือง ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็เพียงพออยู่แล้ว เบื้องต้นตอบได้เลยว่าไม่เห็นด้วย อยากให้หยุดก่อสร้าง และมาทบทวนโครงการใหม่ โดยเฉพาะส้วมที่กำลังสร้าง

โครงการพัฒนาสนามทุ่งศรีเมืองอุดรธานี

โครงการพัฒนาสนามทุ่งศรีเมืองอุดรธานี

MThai News  

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก ข่าวอุดรวันนี้

พระชื่อดัง เตือนหยุดด่าพระ ไม่คุ้มไปอเวจี

พระชื่อดัง โพสต์เตือน หยุดด่าพระ ไม่คุ้มกับการไปอเวจี

วันนี้(5 ก.พ.)แฟนเพจ พระนพดล สิริวํโส ได้โพสต์เตือนชาวสังคมออนไลน์ กรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์เดินธุดงค์ธรรมชัย โดยระบุว่า กรรมหนัก!!!บริภาษด่าว่าพระในโลกโซเชี่ยลพระสงฆ์ คือ ส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัยใครทำกรรมใด ได้กรรมนั้นว่าร้ายคนปกติธรรมดายังได้รับกรรมเลยพระศีล 227 ข้อนะครับ ด้วยความปรารถนาดี…

10408072_418481818361436_4600194122365650925_n

พร้อมกับได้หยิบยกคลิปวิดีโอเกี่ยวกับกรรมหนัก หากบริภาษด่าว่าพระในโลกโซเชี่ยล โดยถือว่าเป็นกรรมหนักต้องตกนรกอเวจี จึงอยากให้ชาวสังคมออนไลน์คิดก่อนด่าว่าพระภิกษุ บางคนแค่ฟังเขาเล่าว่าต่อๆกันมาก็ผสมโรงร่วมด่าด้วยความคึกคะนอง กรรมนี้น่ากลัวนักยิ่งในโลกปัจจุบันยิ่งต้องระมัดระวังมีสติไม่แห่ทำบาปตามใคร

ส่วนพระที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์นั้นอยู่ได้ไม่นานเดี๋ยวก็ต้องออกไปเองตามกรรม แนวทางที่ถูกต้องคือไม่ควรไปบริภาษด่าว่าพระภิกษุสงฆ์ หากไม่รู้จริงแต่เอาเวลาไปประพฤติปฏิบัติธรรมกับพระภิกษุที่เราศรัทธาเลื่อมใสจะดีกว่า

MThai News

แกะรอยคดี ‘ไปป์บอมบ์’ ฝ่ากฎอัยการศึก จาก สยามถึงมีนบุรี ?!

เสียงระเบิด 2 จุด บริเวณทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานี สยาม (ระเบิดสยาม) กับศูนย์การค้าสยามพารากอน ถนนพระราม 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม.เมื่อช่วงค่ำ วันที่ 1 ก.พ.ที่่ผ่านมา สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชน และแรงระเบิดยังสร้างความเสียหายและฝังร่องรอยทรงจำให้กับสถานที่นั้นและผู้ที่ได้รับเจ็บ 2 ราย โดยไม่ใครเสียชีวิต

หลักฐานชิ้นโบแดงในที่เกิดเหตุ คือ “ระเบิดแสวงเครื่อง” ชนิด “ไปป์บอมบ์” ที่คนร้ายได้ใช้ท่อเหล็กขนาดความยาว 20 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม. ใช้แผ่นเหล็กเชื่อมปิดก้นกระบอก ส่วนปากกระบอกเป็นเกลียวใช้ฝาเหล็กหมุนปิดปากกระบอก ใช้ดินระเบิดแรงต่ำ หรือดินเทาที่อาจนำมาจากประทัดยักษ์มาใส่ บรรจุตะปู น็อตทำเป็นสะเก็ด รัศมีฉกรรจ์ประมาณ 5 เมตร รัศมีสะเก็ดระเบิดอยู่ในระยะ 5-10 เมตร อานุภาพระเบิดขึ้นอยู่กับดินระเบิดที่ใส่ลงไป

สยาม, ระเบิดสยาม, ระเบิดมีนบุรี, ระเบิดสมานแมนชั่น, ระเบิด, คนร้าย, วงจรปิด, ระเบิดแสวงเครื่อง, ไปป์บอมบ์

ซึ่งภาพวงจรปิดบริเวณนั้น ชี้ชัดว่า คนร้ายจุดระเบิดด้วยสายชนวนที่ใช้ดินเทาอัดบรรจุใส่ท่อเหล็กและใช้ตะปูขนาด 2 นิ้ว เป็นสะเก็ดระเบิด เคราะห์ดี ที่คนร้ายใส่ดินระเบิดไม่ถึง 1 กก. อนุภาพจึงไม่รุนแรงพอ แต่หากใส่ดินระเบิดเต็มที่ อนุภาพทำลายล้างถึง 20-40 เมตร

ที่สำคัญ…ชิ้นส่วนระเบิดนี้ กลับมีลักษณะคล้ายคลึงกับ ระเบิดแสวงเครื่อง แรงดันต่ำชนิดไปป์บอมบ์ที่ใช้ นาฬิกาแบบดิจิตอลจุดชนวน เมื่อครั้งเหตุระเบิดที่ย่านมีนบุรี เมื่อช่วงต้นปี 2557

2 เหตุการณ์จึงถูกเชื่อมโยง และเข้าประเด็นการเมืองทันที ?

ย้อนไป เมื่อครั้งเหตุระเบิดย่านมีนบุรี นายบุญเลื่อน ปินตา และนายเกรียงไกร ศิลป์อำนวย พกพาระเบิดแสวงเครื่องชนิดไปป์บอมบ์ขณะขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพักภายในซอยราษฏร์อุทิศ ย่านมีนบุรี แต่ระหว่างทาง ระเบิดที่พกมากลับระเบิดขึ้น ทำให้ทั้งสองคนเสียชีวิต เมื่อตำรวจตรวจสอบบ้านเช่าของทั้ง 2 พบระเบิดไปป์บอมบ์ซุกซ่อนอีก 5 ลูก

ซึ่งเป็นระเบิดที่ทำจากท่อเหล็ก ขนาดเส้นทางศูนย์กลาง 6 นิ้ว ยาว 1 ฟุต และใช้ดินดำเป็นส่วนประกอบ และยังมีอุปกรณ์ประกอบระเบิดอีกหลายรายการ และตำรวจก็ออกหมายจับผู้เชื่อมโยงได้หลายราย แต่ไร้การจับกุมเพิ่มเติม ประกอบกับคดีระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทอง เมื่อปี 2553 ตำรวจสามารถจับกุมผู้เชื่อมโยงได้ คือ อัมพร ใจก้อน หรือ ครูแขก แต่นายกษิ ดิษฐ์ธนรัตน์ ยังหลบหนี

3

ฉะนั้น รายละเอียดการประกอบระเบิดชนิดนี้ มีลักษณะเดียวกัน เปรียบเหมือนลายเซนต์ของบุคคล เพียงแต่ 2 เหตุการณ์นี้ ต่างตรงวิธีการจุดระเบิด ?

533402-01

ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยันเสียงแข็งมาตลอดการสืบสวนคดีนี้ว่า เป้าหมายการก่อเหตุครั้งนี้ เป็นเรื่องการเมือง โดยวิเคราะห์จากเหตุลอบวางระเบิดส่วนใหญ่มาจากสร้างสถานการณ์ทางการเมือง และเหตุระเบิดครั้งนี้มีความคล้ายคลึงกับเหตุระเบิดที่มีนบุรีและสมานแมนชั่น บางบัวทอง และที่สำคัญ คนร้ายต้องเคยก่อเหตุมาหลายครั้ง เพราะมีความเป็นมืออาชีพ

และก่อนหน้านี้ มีหลายฝ่ายต่างออกมาแสดงความคิดเห็นในเหตุดังกล่าวในหลายทิศทาง บ้างก็ว่าเกิดจากเหตุความไม่พอใจที่อดีตนายกหญิงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูก สนช.ถอดถอนฯ เกิดจากฝีมือฝ่ายการเมืองตรงข้ามบ้าง เกิดจากกลุ่มเครือข่ายที่ก่อเหตุระเบิดที่มีนบุรีบ้าง และเกิดจากฝ่ายรัฐบาลที่สร้างสถานการณ์เอง เพื่อคงกฏอัยการศึก

แต่…พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผบ.ทบ. ออกมาอ้ำอึ้ง ชี้ชัดไม่ได้ว่า เหตุระเบิดครั้งนี้เชื่อมโยงการเมืองหรือไม่ และขอให้หลายฝ่ายมองไปที่ประเด็นอื่นบ้าง ซึ่งหากจับคนร้ายได้ ทุกโจทก์ก็จะมีคำตอบเอง

อย่างไรก็ตาม คดีระเบิดครั้งนี้ นอกจากมีชิ้นส่วนระเบิด เป็นหลักฐานแล้ว “ภาพวงจรปิดยังเป็นไม้เด็ด”ที่สามารถจับภาพ 2 คนร้ายเพศชายรูปร่างสันทัดได้ชัดเจน ซึ่งโดยสารมารถแท๊กซี่ คนแรกสวมหมวกสีขาวปิดบังใบหน้า สวมเสื้อยืดคอกลมสีขาว นุ่งกางเกงขายาวสีดำ สวมรองเท้าผ้าใบ ในมือถือผ้าขนหนูผืนเล็กสีขาวไว้

ส่วนชายต้องสงสัยอีกคน สวมหมวกสีดำปิดบังใบหน้า ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว นุ่งกางเกงขายาวสีดำ ซึ่งทั้งคู่มีพฤติกรรมน่าสงสัยตลอดระยะเวลาประมาณ 19.00 – 20.00 น. หลังจากนั้นก็เกิดระเบิดขึ้นทั้ง 2 จุด ภายในเวลาไม่กี่วินาที

5

และขณะนี้ ศาลได้อนุมัติออกหมายจับชายต้องสงสัยทั้ง 2 คนแล้ว และอยู่ระหว่างติดตามตัวของตำรวจ โดยแนวทางการสืบสวน เชื่อว่า มีผู้ร่วมก่อเหตุมากกว่า 2 คน ซึ่งตำรวจต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าจะสามารถเชื่อมโยงถึงใครได้บ้าง

แม้คดีนี้ ยังไม่สามารถระบุถึงแรงจูงใจก่อเหตุของคนร้ายได้ว่ามุ่งหวังประโยชน์ใด แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายในการควบคุมกฎอัยการศึก หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจทางการเมือง ไม่รีรอ ตบเท้าคงอัยการศึกต่อ พร้อมเพิ่มมาตรการเฝ้าระว้งเข้มงวดทุกพื้นที่ แม้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม จะเสียงแข็งว่าเฝ้าระวังเป็นอย่างดี ก็ยังพลาดได้

จากนี้ เป็นเรื่องท้าทายของรัฐบาล ที่จะต้องรักษาความน่าเชือในความมั่นคงของประเทศไว้ให้ได้ ไม่ว่า กลุ่มคนร้าย หรือ เครือข่ายใด จะท้าท้ายเข้ามาปั่นป่วนหรือสร้างสถานการณ์ด้วยวิธีใดก็ตาม

ชัยพัฒน์ รายงาน

MThai News