จะเห็นได้ว่าช่วงนี้ใครๆต่างก็ชวนไปไหว้พระเขาคิชฌกูฏ ที่นั่นมีอะไรทำไมคนถึงแห่ไปกันนักในช่วงต้นปี วันนี้ MThai ข่าวภาคซ่าส์จะพามาแตกประเด็นเกี่ยวกับเขาคิชฌกูฏ ทั้งเรื่องตำนานความเชื่อ ความขัดแย้งเกี่ยวกับธุรกิจและผลประโยชน์บน เขาคิชฌกูฏ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้
ความเชื่อ-ตำนาน
เขาคิชฌกูฏ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏเป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงกว่า 1,050 เมตร จากระดับน้ำทะเล ถือว่าสูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ “รอยพระพุทธบาท” มีลักษณะเป็นรอยบนหินแผ่นใหญ่ มีรอยลึกประมาณ 2 เมตรเศษ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ค้นพบที่ยอดเขาพระบาทห่างจากที่ทำการอุทยานเขาคิชฌกูฏราว 4 กม. “รอยพระพุทธบาท” นี้ถูกค้นพบโดยนายพรานหาของป่าที่เดินขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏเมื่อปี พ.ศ.2397 เดิมทีนั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “พระบาทพลวง” ตามตำนานเล่าว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับที่นี่และฝากรอยพระบาทไว้
ขึ้น เขาคิชฌกูฏ กันทำไม ?

การนมัสการรอยพระพุทธบาท เขาคิชฌกูฏจะ เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ช่วงประมาณปลายเดือนมกราคม – เดือนมีนาคม (ในปี 2558 นี้ คือวันที่ 19 มกราคม – 19 มีนาคม 2558) หรือแค่ประมาณ 2 เดือน ต้องเดินทางไปต่อรถโฟลวีลที่ถูกจัดไว้ให้เนื่องจากหนทางหวาดเสียวแล้วเดินต่อทางชันอีก3กิโลเมตร เรียกได้ว่าต้องมานะพยายามมาก จึงทำให้เชื่อกันว่าหากใครได้ไปไหว้พระบาทพลวงจะทำให้ได้บุญใหญ่รวมถึงขอพรอะไรก็ได้หนึ่งอย่างด้วย ซึ่งแสวงบุญบนเขาคิชฌกูฏไม่ใช่เพิ่งฮิต แต่ทำกันมานานกว่า 161ปีแล้ว มีคนหลั่งไหลไปไม่ต่ำกว่า2ล้านคนต่อปี
ความขัดแย้งบนผลประโยชน์ของคิชฌกูฏ
หากจำกันได้เมื่อต้นปี มีข่าวว่าชาวบ้านได้ขนดินมาปิดทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ เกิดจากความขัดแย้งของ2วัดซึ่งแบ่งกันเป็น2ฝ่ายคือฝ่ายวัดกะทิง และ วัดพลวง โดยทางทั้งสองวัดเป็นจุดลงรถก่อนที่ผู้แสวงบุญจะเปลี่ยนขึ้นรถโฟลวีลขึ้นไปยังเขานั่นเอง และมีผลประโยชน์ร่วมบนเขาคิชฌกูฏมานาน ซึ่งชนวนของปัญหาปิดทางขึ้นเขามาจากการที่ คณะศิษยานุศิษย์และคณะกรรมการของวัดกระทิง ไม่พอใจคณะกรรมการของวัดพลวง ที่ไม่ยอมให้พนักงานและลูกศิษย์ของวัดกระทิงไปร่วมงานที่บนยอดเขา
รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ทางฝ่ายวัดกระทิงก็ไม่รู้เรื่อง เนื่องจากอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ทำให้กลุ่มวัดกระทิงต้องมาปิดทางขึ้นเขา สร้างความเดือดร้อนให้กับนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงาน เดือดร้อนถึงจังหวัดต้องเข้ามาเคลียร์ โดยได้ข้อสรุปว่า ให้วัดกระทิงเป็นกองอำนวยการ ในการจัดซื้อสิ่งของขึ้นเขา ส่วนคณะสงฆ์ จ.จันทบุรี จะดูแลอำนวยความสะดวกด้านบนเขา ส่วนรายได้ให้จัดตั้งเป็นกองทุน และใช้จ่ายตามเจตนารมณ์ ที่ท่านพ่อเขียน อดีตเจ้าอาวาสวัดกระทิง เคยวางแนวทางไว้
รายได้บนเขาคิชฌกูฏไม่ธรรมดานะจ๊ะ
สาเหตุที่ใครต่างก็อยากจะเป็นจัดงานบนเขาคิชฌกูฏเพราะมีรายงานตัวเลขว่า มีเม็ดเงินสะพัดกว่า200-300 ล้านบาท ทั้งจากเงินทำบุญ ค่าดอกไม้ธูปเทียน และค่าจ้างรถโฟร์วีลขึ้นเขาโดยเจ้าของรถโฟร์วีล มีรายได้ตกรายละ 3-4 แสนบาท หลังจากปิดเทศกาลขึ้นเขา โดยผลประโยชน์เงินบริจาคบนเขาจะแบ่งเป็น3ส่วน ให้อำเภอคิชฌกูช 30% วัดกะทิง 30 % และ คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี 40% เพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งกัน จะเห็นได้ว่าจากงานบุญแค่2เดือนกลายเป็นธุรกิจพุทธพาณิชย์ที่ใครๆต่างหมายปอง จนกระทั่งบางคนถึงกับเอือมและไม่อยากเข้าไปนมัสการรอยพระพุทธบาท
MThai News
