มั่วข้อมูลก๊าซหมดใน 7 ปีรสนาตั้งคำถาม ก.พลังงาน

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และนักเคลื่อนไหวด้านพลังงาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ‘รสนา โตสิตระกูล’ โดยมีเนื้อหาระบุว่า “กระทรวงพลังงานมั่วตัวเลขเรื่องก๊าซหมดใน7ปี หรือไม่ ? “

รสนา โตสิตระกูล

รสนา โตสิตระกูล

กระทรวงพลังงานอ้างว่าก๊าซจะหมดในอีก7ปี เพื่อบีบให้รีบเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ21 โดยไม่ต้องแก้ไขพ.ร.บ ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ทั้งที่เป็นกฎหมายที่ใช้มาแล้ว44ปี และมีมาตราจำนวนมากที่ล้าหลัง ล้าสมัยทำให้ประเทศและประชาชนเสียเปรียบเอกชนต่างชาติ

ในการคุย2ฝ่ายเมื่อบ่ายวันที่20ก.พ 2558 ที่ทำเนียบรัฐบาลระหว่างกระทรวงพลังงานฝ่ายเชียร์ให้เดินหน้าสัมปทานรอบ21 กับฝ่ายประชาชนที่เห็นว่าควรแก้ไขกฎหมายก่อนให้สิทธิเอกชนสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในการคุยนั้นกระทรวงพลังงานยอมรับว่าแหล่งก๊าซ2แหล่งใหญ่คือบงกชและเอราวัณ ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565,2566 คืออีก 7-8ปีนั้น

“ทั้งสองแหล่งยังมีปริมาณก๊าซสำรองเหลืออยู่” จึงต้องแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมเพื่อให้สามารถใช้ระบบอื่นนอกจากระบบสัมปทาน เช่นการจ้างผลิต หรืองระบบแบ่งปันผลผลิตเพื่อรองรับแหล่งก๊าซที่จะหมดสัมปทานเพื่อให้รัฐสามารถนำใช้ระบบจ้างผลิตมาใช้ในการดำเนินการแทนสัมปทานต่อไป

การกล่าวอ้างว่าก๊าซจะหมดใน7ปี ที่ถูกต้องคือสัมปทานหมดอายุ แต่ปริมาณก๊าซสำรองยังเหลืออยู่ แหล่งปิโตรเลียม 2แหล่งใหญ่ จะกลับมาเป็นของประเทศอีกครั้ง ซึ่งสมควรยินดี มากกว่าสร้างความตกอกตกใจว่าก๊าซจะหมดเพื่อบีบให้รัฐบาลรีบตัดสินใจเดินหน้าเปิดสัมปทานรอบ21โดยไม่แก้ไขกฎหมายที่เราเสียเปรียบก่อน การรีบร้อนเปิดสัมปทานก็เพื่อให้บริษัทเอกชนได้สัมปทานแหล่งใหม่ไปชดเชยแหล่งเก่าที่จะหมดอายุนั่นเอง

ที่ตั้งคำถามว่ากระทรวงพลังงานมั่วข้อมูลหรือไม่? เรื่องก๊าซจะหมดในอีก7ปีนั้น

เพราะไปอ่านพบข่าวเก่าเมื่อ3ปีที่แล้ว (26ก.ค 2555) ที่ปลัดกระทรวงพลังงานในขณะนั้นคือนายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ให้ข้อมูลในงานสัมนาของสถาบันวิทยาการพลังงานว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะหมดใน 18ปีและประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซ LNG มาใช้มากขึ้น

08

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลของกระทรวงพลังงานปัจจุบันกับข้อมูลของกระทรวงพลังงานเมื่อ3ปีก่อน พบว่ามีความแตกต่างเป็นเท่าตัวเกี่ยวกับจำนวนปีของก๊าซในอ่าวไทยที่เหลืออยู่

จึงมีคำถามเรื่องความเที่ยงตรงของข้อมูลที่มาจากกระทรวงพลังงาน รวมทั้งวิธีคิดเรื่องความมั่นคงทางพลังงานว่าขึ้นอยู่กับการให้สัมปทานเอกชนนั้นจริงหรือไม่?

หรือว่าเป็นการใช้ข้อมูลมั่วเพื่อสร้างความกลัวให้สังคมจะได้หลับหูหลับตายินยอมให้รัฐบาลให้สัมปทานปิโตรเลียมรอบ21ที่ผูกพันประเทศชาติไปอีก39ปี โดยไม่มีโอกาสแก้ไขข้อเสียเปรียบในกฎหมายปิโตรเลียม ส่วนประชาชนคนไทยยังคงต้องใช้ราคาก๊าซ ราคาน้ำมันในราคาตลาดโลกต่อไปอีกด้วย

การเร่งรีบให้สัมปทานปิโตรเลียมรอบ21ที่อ้างว่าไม่มีเวลาให้ไตร่ตรองอะไรอีกนั้น ที่กำหนดวันนับหนึ่งในวันที่ 16 มีนาคม 2558 และจะพิจารณามอบสัมปทานให้บริษัทที่เสนอตัวเข้ามาให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 4-6เดือนนั้น คือพิธีกรรมผ่องถ่ายสมบัติชาติให้บริษัทเอกชน ใช่หรือไม่?

ควรหรือไม่ที่รัฐบาลจากการรัฐประหารจะเป็นผู้ทำหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินของชาติให้บริษัทเอกชนต่างชาติ โดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้ขายหน้าต่างชาติ?

ต้องถามว่าการรีบร้อนเช่นนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน หรือเพื่อประโยชนฺของใครกันแน่?

MThai news

จับแล้ว! ทอมพม่าโหด จ้างฆ่าสาว หมกซอกหิน

ตำรวจสมุยแกะรอย รวบสาวทอมสัญชาติพม่า วางแผนจ้างฆ่าเพื่อนร่วมชาติ 3 หมื่นบาท พร้อมจัดฉากว่าถูกข่มขืน ทิ้งศพหมกซอกหินเกาะสมุย สารภาพแค้นผู้ตายไม่รับรัก ด้านตร.ยังไม่ปักใจเชื่อ

จากเหตุการณ์เมื่อช่วงสายวานนี้ (23 ก.พ.) ที่มีผู้พบศพหญิงสาวถูกฆ่า ทิ้งศพไว้ในซอกหิน ด้านล่างจุดชมวิวลาดเกาะ เกาะสมุย ม.3 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการฆาตกรรม แต่แพทย์ยังไม่ยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตถูกข่มขืนด้วยหรือไม่

จับแล้ว! ทอมพม่าโหด จ้างฆ่าสาวหมกซอกหินเกาะสมุย

จับแล้ว! ทอมพม่าโหด จ้างฆ่าสาวหมกซอกหินเกาะสมุย

ความคืบหน้าเรื่องนี้ ตำรวจสภ.เกาะสมุย ระบุว่า ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ เพื่อเร่งหาข้อมูลผู้เสียชีวิต จนทราบว่าหญิงสาวที่เสียชีวิต คือ น.ส.ชอ แฮ แฮ  อายุ 22 ปี สัญชาติพม่า โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ไปตรวจที่ห้องพักของผู้เสียชีวิต ซึ่งทำงานเป็นแม่บ้านของบ้านหลังหนึ่งในเกาะสมุย โดยมีนายวรชัย เฉลิมลาภอัศดร อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นคนดูแลบ้านหลังดังกล่าว เปิดเผยว่า ผู้ตายมาทำงานเป็นแม่บ้านได้ 7 วัน โดยการแนะนำจากเพื่อนชาวพม่าด้วยกัน และได้หายออกไปตั้งแต่คืนวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา จนทราบอีกทีว่าเสียชีวิตแล้ว

ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตได้ออกไปพบกับเพื่อนชาวพม่าที่ร้านหมูกระทะแห่งหนึ่งในเกาะสมุย ก่อนที่จะกลายเป็นศพ ซึ่งได้เร่งติดตามกลุ่มคนดังกล่าว โดยเชื่อว่าชาวพม่าที่ผู้ตายออกไปพบ น่าจะมีส่วนรู้เห็นในเหตุการณ์ครั้งนี้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้เร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุจำนวน 6 ตัว เพื่อติดตามจับกุมคนร้าย

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว คือ น.ส.ฝน ชาวพม่า ซึ่งเป็นสาวทอม หลังถูกนำตัวเข้าห้องสอบสวน และจำนนต่อหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ขณะซื้อเครื่องดื่มชูกำลังในคืนเกิดเหตุ ซึ่งตรงกับหลักฐาน ที่เจ้าหน้าที่พบขวดเครื่องดื่มชูกำลัง ถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุด้วย

ทั้งนี้ หลังจากถูกเจ้าหน้าที่เค้นสอบอย่างหนัก นางฝน ยอมรับสารภาพว่า เป็นคนวางแผนลงมือฆ่า น.ส.ชอ แฮ แฮ ซึ่งตัวเองหลงรัก แต่ผู้ตายไม่เล่นด้วย กลับไปรักน้องชายของตนแทน จึงเกิดความโกรธแค้น ว่าจ้างนางตันตันโซ เพื่อนร่วมงาน พร้อมนายซาว น้องชายนางตันตันโซ เป็นเงิน 30,000 บาท ให้ร่วมกันสังหาร น.ส.ชอ แฮ แฮ

โดยก่อนเกิดเหตุได้พาผู้ตายไปนั่งกินที่ร้านหมูกระทะ ก่อนชักชวนไปนั่งเล่นที่จุดชมวิวลาดเกาะ แล้วโทรศัพท์ไปหานายซาว ให้ไปพบตามที่ได้วางแผนกันไว้ โดยทั้ง 3 คน ได้ลงมือมัดผู้ตาย และใช้เทปกาวมัดบริเวณปาก ใบหน้า เพื่อไม่ให้ส่งเสียงดัง ก่อนที่นายซาว จะใช้มือบีบคอจนเสียชีวิต

จากนั้น น.ส.ฝน ได้ถลกเสื้อของผู้ตาย แล้วถอดเสื้อยกทรงออก และได้ใช้ฟันกัดบริเวณหน้าอก และต้นขาจนเป็นรอย พร้อมทั้งดึงกางเกงของผู้ตายลงไปใต้หัวเข่า เพื่อจัดฉากว่าถูกข่มขืน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การ จะต้องรอผลพิสูจน์จากแพทย์นิติเวชก่อน

โดยในเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 24 ก.พ. เจ้าหน้าที่จะมีการแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาคดีนี้อีกครั้ง และอาจนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในช่วงเที่ยง

ขอบคุณภาพจาก ข่าวสด

MThai News

รีดภาษี ขี้เมา-สิงห์อมควัน เหล้า-บุหรี่ จ่อขึ้น 2%

รีดภาษี ขี้เมา-อมควัน เหล้า-บุหรี่ จ่อขึ้นราคา 2% คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในไตรมาสแรกปีนี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังรอการประกาศ บังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การกีฬาแห่งประเทศไทย ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พ.ศ…

หลังจากผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว ตั้งแต่เดือนม.ค. 2558 ที่ผ่านมา คาดมีผลบังคับใช้ภายในไตรมาสแรกปีนี้

ตามกฎหมายฉบับนี้ จะมีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยให้กองทุนมีอำนาจเก็บเงินจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุรา และกฎหมายว่าด้วยยาสูบ

หรือเก็บภาษีจากผู้ผลิตและผู้นำเข้าสุราและยาสูบในอัตรา 2% ของภาษีที่เรียกเก็บ ซึ่งให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้ดำเนินการเก็บเงินและนำส่งให้กับกองทุน

“เงินนำส่งให้กับกองทุนกีฬานี้ ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสุราและบุหรี่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น โดยคำนวณจากฐานภาษีสรรพสามิต 2% โดยมีแนวโน้มว่าผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะผลักภาระส่วนนี้ไปยังผู้บริโภคด้วยการปรับขึ้นราคาขายประมาณ 2% ของราคาขายปลีก”

หากคำนวณจากฐานภาษีปี 2557 กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีจากสุรา และบุหรี่ปีละ 2 แสนล้านบาท โดยแยกเป็น

ภาษีบุหรี่ 6.1 หมื่นล้านบาท – ภาษีสุรา 6.4 หมื่นล้านบาท – ภาษีเบียร์ 7.6 หมื่นล้านบาท

หากเก็บเงินเข้ากองทุนพัฒนาการกีฬาในอัตรา 2% ของภาษีที่เรียกเก็บ ผู้ผลิตผู้นำเข้าบุหรี่และสุราต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน 3-4 พันล้านบาทต่อปี

แหล่งข่าวจากโรงงานยาสูบ เปิดเผยว่า กฎหมายฉบับดังกล่าว ทำโรงงานยาสูบมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกปีละ 1-1.2 พันล้านบาท จากปัจจุบันที่โรงงานยาสูบต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ (ไทยพีบีเอส) ปีละ 1.6 พันล้านบาทอยู่แล้ว หรือมีภาระจ่ายเงินอุดหนุนเพิ่มเป็นปีละ 2.6-2.8 พันล้านบาท ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับกำไรที่โรงงานทำได้ปีละ 6 พันล้านบาท

“ทราบมาว่า กฎหมายดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ช่วงไตรมาสแรกปีนี้ หากกฎหมายมีผล โรงงานยาสูบต้องปรับขึ้นราคาบุหรี่ เพื่อนำรายได้นำส่งกองทุนกีฬา โดยบุหรี่แต่ละยี่ห้อปรับขึ้นไม่เท่ากัน

โรงงานยาสูบกำลังพิจารณาต้นทุนของบุหรี่ที่ต้องปรับราคา แต่สูงสุดปรับขึ้นไม่เกิน 2% ของราคาขาย และคงจะปรับขึ้นทันทีหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยบุหรี่นอก จะได้รับผลกระทบเหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจว่า บุหรี่นอกจะปรับขึ้นราคาหรือไม่”

น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ โรงงานยาสูบ คาดว่า พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ…ได้ผ่านสนช.แล้ว คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งจะทำให้โรงงานยาสูบ และบุหรี่นอก

ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนกีฬา 2% ของภาษีสรรพสามิตที่ต้องจ่าย ซึ่งแยกต่างหากจากภาษีสรรพสามิต และเงินนำส่งรายได้เข้ารัฐ ที่ปัจจุบันนำส่ง 88% ของกำไรสุทธิอยู่แล้ว

สำหรับ ปีนี้โรงงานยาสูบมีเป้าออกผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 2 ยี่ห้อ เพื่อเน้นขายกลุ่มลูกค้าทั่วไป จากก่อนหน้าที่ออกบุหรี่กรองทิพย์ 7.1 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก

และในปี 2559 เตรียมออกบุหรี่พรีเมียมอีก 1 ยี่ห้อ เพิ่มรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด ปัจจุบันโรงงานยาสูบมีส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งหมด 76%

MThai News