ยิ่งลักษณ์ ลั่นพร้อมสู้คดีจำนำข้าว มั่นใจไม่ผิด

ยิ่งลักษณ์ ลั่นสู้คดีจำนำข้าว มั่นใจไม่ผิด หลังศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ประทับรับฟ้องและจะมีการพิจารณานัดแรกวันที่ 19 พ.ค.นี้

หลังจากที่ช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้รับฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีความผิดทุจริตจำนำข้าวตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว @Yingluck Shinawatra ยืนยัน่าไม่ได้กระทำผิด และพร้อมจะสู้ในคดี หวังศาลฎีกาฯพิจารณาคดีอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม ปราศจากอคติใดๆ เพื่อให้ความเป็นธรรมกลับคืนสู่สังคมไทย โดยระบุว่า

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, จำนำข้าว, ศาลฎีกา

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

“ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องดิฉันในคดีเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าวในวันนี้นั้น ตลอดระยะเวลาที่ดิฉันปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีนั้น ดิฉันทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รับใช้พี่น้องประชาชนตามที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาด้วยอุดมการณ์ที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

และได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างครบถ้วนถูกต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ข้อกฎหมาย ตลอดจนกฎระเบียบ ข้อบังคับ ของทางราชการทุกประการ และต้องการเห็นประเทศชาติเจริญก้าวหน้า ทุกคนมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไร่ชาวนาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอด

ดิฉันขอยืนยันอีกครั้งว่า คดีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่กล่าวหาดิฉันนี้ ถือเป็นคดีแรกที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำนโยบายเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศ อันเป็นนโยบายที่ประชาชนได้มอบหมายความไว้วางใจตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตยให้ดิฉันมาดำเนินการ และเมื่อมีการเสนอนโยบายดังกล่าวต่อประชาชนและเกิดเป็น “ฉันทามติ” ของประชาชนที่ต้องการให้ “กลไกตลาด” เป็นธรรม สะท้อนความเป็นจริงและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนา

เพราะที่ผ่านมาชาวนาเป็นผู้ผลิตไม่สามารถกำหนดราคาผลผลิตของตนเองในตลาดได้ การกำหนดราคาตกอยู่ในมือของผู้ซื้อโดยสิ้นเชิง คดีนี้จึงเป็นคดีที่จะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การเมือง ตลอดจนเกษตรกรและประชาชนอย่างกว้างขวาง ทั้งยังมีผลต่อบรรทัดฐานและการตัดสินใจในการจัดทำนโยบายที่จะช่วยเหลือประชาชนในอนาคต

ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตต่อเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะ “หลักนิติธรรม” ที่พึงต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาเพื่ออำนวยความยุติธรรมนั้น ได้ขาดหายไปในคดีที่เกี่ยวกับตัวดิฉัน เห็นได้จากรายงานและสำนวนคดีพร้อมความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เองก็ระบุอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีพยานหลักฐานว่าดิฉันกระทำการทุจริตหรือสมยอมให้ผู้ใดทุจริต”

แต่ก็มีการชี้มูลความผิดกับดิฉัน และก่อนหน้าที่อัยการสูงสุดจะฟ้องคดี อัยการสูงสุดได้ชี้ข้อไม่สมบูรณ์ของคดีนี้หลายเรื่องตามที่เป็นข่าวทราบกันโดยทั่วไป และต่อมาทั้งที่ทางอัยการยังไม่ได้มีการสืบพยานหลักฐานให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะฟ้องคดีนี้ แต่กลับมีการเร่งรีบที่จะส่งฟ้อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นไปตามกระบวนการปกติที่ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา

อย่างไรก็ดี แม้เมื่อศาลฎีกาฯ มีคำสั่งประทับฟ้องคดีนี้ ดิฉันมั่นใจในความบริสุทธิ์และเชื่อมั่นในพยานหลักฐานที่จะนำมาพิสูจน์ความจริงต่อศาลตามขั้นตอนกระบวนการพิจารณาคดีของศาลตามที่กฎหมายกำหนดว่า ดิฉันมิได้กระทำความผิดใดๆทั้งสิ้น

ดิฉันเพียงหวังว่าในการพิจารณาคดีในชั้นศาลฎีกาฯ ดิฉันจะมีสิทธิที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง และมีโอกาสเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของดิฉันในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ ที่สำคัญดิฉันขอให้มีการพิจารณาอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม ปราศจากอคติใดๆ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาดิฉันเห็นว่า ดิฉันยังไม่ได้รับสิทธิในกระบวนการยุติธรรมในชั้นที่ถูกกล่าวหา และมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองที่จะทำลายดิฉันเข้ามาแทรกซ้อนโดยตลอด

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้โปรดยุติการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ หยุดกดดันหรือชี้นำเพื่อประโยชน์ทางการเมือง จนกว่ากระบวนการพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ จะเสร็จสิ้น เพื่อให้ความเป็นธรรมกลับคืนสู่สังคมไทยต่อไป”

MThai News

กทม.สั่งรื้อบ้าน3,000หลัง ทำเขื่อนคลองลาดพร้าว

กทม.สั่งรื้อบ้านกว่า 3,000 หลัง ในพื้นที่ 8 เขต ที่รุกล้ำแนวคลอง สร้างเขื่อนคลองลาดพร้าว พร้อมประสาน พม.จัดหาที่อยู่อาศัยทดแทน

17-1

นายกังวาฬ ดีสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. เปิดเผยถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการรุกล้ำคูคลองว่า คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้า คสช. เป็นประธาน ได้พิจารณาอนุมัติงบให้ กทม.เร่งดำเนินการก่อสร้างเขื่อนบริเวณคลองลาดพร้าว งบประมาณ 2,400 ล้านบาท ซึ่ง กทม.จะเร่งประกวดราคาหาผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ในเดือน พ.ค. 58 ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี

ทั้งนี้ จะก่อสร้างเขื่อนทั้ง 2 ฝั่งตลอดแนวคลองระยะทาง 24 กิโลเมตร และความกว้างคลองที่ 38 เมตรตลอดแนว ซึ่งคลองลาดพร้าวจะเริ่มจากด้านเหนือของกรุงเทพฯ ที่บริเวณคลองสองพื้นที่สายไหม มุ่งหน้าลงใต้ผ่านพื้นที่เขตดอนเมือง เขตบางเขนมีชื่อว่า คลองถนน จากนั้นเข้าพื้นที่เขตจตุจักรชื่อ คลองบางบัว และเปลี่ยนชื่อ คลองลาดพร้าวในพื้นที่เขตห้วยขวาง ลาดพร้าว วังทองหลาง ไปบรรจบที่คลองแสนแสบบริเวณบางกะปิ

สำหรับโครงการดังกล่าว จำเป็นต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำเข้ามาตามแนวคลอง โดยจากการสำรวจเบื้องต้น คลองลาดพร้าวผ่านพื้นที่ 8 เขต ได้แก่ เขตห้วยขวางมีบ้านเรือนรุกล้ำ 792 หลัง เขตจตุจักร 1,063 หลัง เขตหลักสี่ 818 หลัง เขตดอนเมือง 279 หลัง เขตสายไหม 1,383 หลัง เขตลาดพร้าว 25 หลัง เขตวังทองหลาง 29 หลัง และเขตบางเขน ซึ่งรวมบ้านรุกล้ำทั้งหมดจำนวนกว่า 3,000 หลังคาเรือน มีประชาชนจำนวนกว่า 13,900 คน

ซึ่งหลังจากนี้ กทม.จะดำเนินการประสานกับทางกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชน และให้สำนักงานเขตลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านที่รุกล้ำแนวดังกล่าว เพื่อรื้อย้ายออกจากเขตคลอง

อย่างไรก็ตาม มาตรการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำคูคลองเพื่อเปิดทางน้ำไหลตามนโยบายของรัฐบาล ครั้งนี้ ได้เร่งให้ กทม.ดำเนินการทั้งหมด 9 คลอง ได้แก่ 1.คลองเปรมประชากร 2.คลองบางเขน 3.คลองสามวา 4.คลองลาดบัวขาว 5.คลองพระยาราชมนตรี 6.คลองบางซื่อ 7.คลองประเวศบุรีรมย์ 8.คลองพระโขนง และคลองลาดพร้าว เริ่มเป็นคลองแรก

MThai News

ฟลายโมโจ สายการบินใหม่ เครื่องใหม่ฟูลเซอร์วิส

มาเลเซียเปิดตัว ‘ฟลายโมโจ‘ (Flymojo) สายการบินใหม่ ให้บริการแบบฟูลเซอร์วิสด้วยเครื่องบิน บอมบาดิเยร์ ซีเอส 100 ใหม่ทั้งหมดกว่า 20 ลำ

มาเลเซียเปิดตัวสายการบิน ‘ฟลายโมโจ’ (Flymojo) สายการบินน้องใหม่ที่ให้บริการแบบฟูลเซอร์วิส โดยจะให้บริการด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่บอมบาดิเยร์ ซีเอส 100 สั่งซื้อจากแคนาดาทั้งหมดกว่า 20 ลำ มูลค่าเกือบ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 48,000 ล้านบาท จุผู้โดยสารได้มากถึง 125 ที่นั่ง

ฟลายโมโจ, มาเลเซีย, สนามบินซไน, สนามบินโกตากินาบาลู, บอมบาดิเยร์ ซีเอส 100

ฟลายโมโจเป็นสายการบินแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ใช้เครื่องบินรุ่นนี้

โดยสายการบินดังกล่าวจะใช้สนามบินนานาชาติเซไน ใกล้กับเมืองยะโฮร์บาห์รู ทางตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลย์ และสนามบินนานาชาติโกตากินาบาลู ในรัฐซาบาห์ บนเกาะบอร์เนียว ด้านตะวันออกของประเทศ เป็นฐานการบินหลัก

ขณะที่กระทรวงคมนาคมของมาเลเซีย เปิดเผยว่า สายการบินฟลายโมโจจะเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดการบินระดับภูมิภาคในอนาคต และจะช่วยให้การเดินทางระหว่างคาบสมุทรมาเลย์กับรัฐซาบาห์เกาะบอร์เนียว สะดวกมากขึ้น

ทั้งนี้ฟลายโมโจมีแผนจะซื้อเครื่องบินรุ่นเดียวกันนี้เพิ่มเติมอีก 20 ลำในอนาคต ทำให้มีมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ฯ หรือราว 96,000 ล้านบาท ทำให้เป็นสายการบินแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ใช้เครื่องบินรุ่นนี้

ติดตามข่าวสาร ‘การตลาด’ คลิ๊กเลย>>>>>>>

MThai News