ว่าด้วยเรื่อง ‘การชุมนุมสงฆ์’หากย้อนในสมัยพุทธกาล เปรียบดั่ง วันมาฆบูชา คือ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหารในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย เพื่อรวมตัวประชุมสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา พร้อมรับฟัง โอวาทปฎิโมกข์ จากพระพุทธเจ้า
แต่…ด้วยยุคสมัยกาล เปลี่ยนผ่าน บ้านเมืองนานาประเทศถูกแบ่งเขตแดน สรรค์สร้างผู้บริหารปกครอง เขียนอักษรจารึกกฏจารีตปฏิบัติ สามัญชนทั้งหลายรวมถึง “พระสงฆ์” จึงต้องอยู่ในกรอบของ ‘กฏหมาย’ เพื่อความสงบระเบียบเรียบร้อย
หากเหล่าสงฆ์ จะชุมนุมใด กฏหมายบ้านเมืองจะเป็นหลักค้ำว่ากระทำการอะไรได้บ้าง และส่วนใหญ่ ทิศทางการชุมนุม ‘การเมือง’คือ ประเด็นหลัก ส่วน ‘ธรรมะ’ หลุดกรอบไปจากยุคนี้ … นานเสียแล้ว

ดั่ง บ้านเรา ที่ในไม่กี่วัน สงฆ์เรือนหมื่นจะเคลื่อนขบวนชุมนุมสวดเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลและให้กำลังใจรัฐบาล ในการปกป้องพระพุทธศาสนาและสังฆมณฑล ต่อต้านร่างแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ตามที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. เสนอแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาฯ 4 ด้าน คือ
1.ให้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุ
2.เสนอให้แก้กฎหมายมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ หรือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ในสาระสำคัญ คือ การกระจายอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์ แทนการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ
3.ต้องมีกลไกนำหลักปฏิบัติตามพุทธบัญญัติที่ทรงไว้ซึ่งความดี ถูกต้อง และบริสุทธิ์ของพระพุทธศาสนามาปฏิบัติ เพื่อไม่ให้มีการบิดเบือนหรือแอบอ้างพระธรรมวินัย
4.ปฏิรูปการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ทันเหตุการณ์ โดยราชการต้องให้ความสำคัญด้านการศึกษาของคณะสงฆ์ด้วย โดยเน้นเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของพระและวัด
โดยคณะสงฆ์ทั่วโลก แย้งชัด ไม่เห็นด้วยกับมติของ สปช. เพราะมีการจาบจ้วงคณะสงฆ์อย่างรุนแรง อาจนำไปสู่การล้มล้างการปกครองคณะสงฆ์โดยสิ้นเชิง

ส่วนหัวเรือหลักเรื่องนี้ หนีไม่พ้น พระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ปรึกษาสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา(สนพ.) และพระมหาโชว์ ทสฺสนีโย ผู้อำนวยการส่งเสริมพุทธศาสนามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ที่หันหัวเรือรบยิงใส่ให้ยกเลิก คณะทำงานของนายไพบูลย์
หากไม่สำเร็จ จะเคลื่อนไหวใหญ่ 12 มี.ค.ที่่ผ่านมา แต่ ผลเกินคาด ประธาน สปช.ชิงยุบคณะทำงานชุดนี้ทันที หลังทำงานได้เพียงเดือนเศษ
ซึ่งปมยุบคณะทำงานชุดนี้…มาจาก มติ มหาเถระสมาคม(มส.) ไม่ปาราชิก พระธัมมชโย จน พระพุทธอิสระ ออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบเรื่องนี้ และต้องปาราชิก พระธัมมชโย และที่สำคัญควรมีการปฏิรูปสงฆ์ นอกจากเดินเรื่องมาหลายที่
ที่ที่เป็นชนวนเหตุ คือ ยื่นเรื่องกับนายไพบูลย์ ที่ดูท่าทีเหมือนตามน้ำข้อเสนอของพระพุทธอิสระ บานปลายจนองค์กรชาวพุทธ ออกต่อต้าน ชี้ คณะทำงานชุดนี้มีความไม่โปร่งใส ลามไปสู่การยุบคณะทำงานชุดนี้ได้สำเร็จ
ใช่ว่า ยุบแล้ว เรื่องจะจบ กลับหนักหนากว่าเก่า เพราะร่างแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ที่นายไพบูลย์ เสนอ สปช.ก่อนหน้านั้น กลับผ่านฉลุย กลายเป็นชนวนเหตุใหญ่ของการเคลื่อนไหว ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า เวลา 14.00 น.วันที่ 31 มี.ค.นี้
ภายใต้ชื่อกลุ่ม เครือข่ายชาวพุทธแห่งประเทศไทย (คพท.) โดยมี ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทยฯทบเท่าเข้าร่วม

ฝากรัฐบาล ไม่รอช้า ออกลูกรับว่ายังไม่ได้รับรายงานในร่างดังกล่าวของคณะทำงานชุดนายไพบูลย์ ดึงเวลาคลายสถานการณ์ให้ เหล่าสงฆ์ ชะล่าใจว่า รัฐบาลยังไม่มีท่าทีใดในเรื่องนี้
โดยนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกโรงโต้ ยังไม่เห็นรายงาน หากเห็นแล้ว จะเร่งตั้งทีมศึกษารายละเอียด และฟังข้อมูลให้รอบด้าน เพราะถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก
ที่สำคัญ แนวทางการรับมือชุมนุมสงฆ์ใหญ่ครั้งนี้ อยู่ระหว่างหารือกับพระเถระผู้ใหญ่ ห่วงสถานการณ์บานปลาย หวังให้ทุกฝ่ายปรับความเข้าใจกัน แม้อยู่บนความคิดที่ขัดแย้ง เชื่อ ทุกฝ่ายหวังดีต่อพระพุทธศาสนาไทย
รัฐบาล…เด้งรับเรื่องนิ่มๆเเบบนี้ ไม่รู้ว่า ฝากที่ออกมาเคลื่อนไหว จะพึงพอใจระดับใด เพราะหากไม่นับ กลุ่มพระที่เคลื่อนไหวการเมืองเลือกข้างแล้ว
การชุมนุมครั้งนี้ อาจเป็นหน้าประวัติศาสตร์พระสงฆ์ไทย ที่ต่อต้าน ปกป้องข้าศึกเข้าบ้าน โดยมุ่งหวังยึดหลักให้สงฆ์ปกครองและจัดการกันเอง ห้ามฝ่ายอาณาจักรกระทำการเหยียบย่ำฝ่ายศาสนจักร อีกต่อไป
แต่…สปช.มุ่งหวัง ออกกฏ ปฏิรูปพระพุทธศาสนาไทย หรือ “ล้อมคอกผ้าเหลืองไ ป้องกันไม่ให้สงฆ์ประพฤติเสื่อม หรือ ฉาว เฉกเช่นที่ผ่านมา
แกล้วนลิน
MThai News


