จากปฏิบัติบุกทลายเครือข่าย บริษัท ยูฟัน สโตร์ จำกัดที่เข้าข่ายเป็นธุรกิจ “แชร์ลูกโซ่ข้ามชาติ” ภายใต้การนำของพล.ต.ท. สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. และเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นำหมายศาล บุกค้นทลายที่พักของเหล่าผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ยูฟัน สโตร์ พร้อมคุมตัวผู้บริหารและยึดทรัพย์หลายร้อยล้านบาท เมื่อวันที่10 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น

ทำให้คำว่า “แชร์ลูกโซ่” ที่เปรียบได้ว่าเป็น อาชญกรรมทางเศรษฐกิจ ตุ๋นเงินคนอยากรวย ได้ถูกปลุกกระแสขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมา “ยูฟัน” อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูมากนัก ได้กลับเป็นข่าวครึกโครม และอยู่ในความสนใจของประชาชน
เนื่องจากก่อนหน้านี้ประชาชนจำนวนไม่น้อย ร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมและศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงว่าถูก ยูฟัน สโตร์ หลอกลวงในลักษณะแชร์ลูกโซ่ โดยไม่ได้เงินปันผลตั้งแต่ปี 2557 และจากการสืบสวนของตำรวจพบว่าบริษัทดังกล่าวเข้าข่ายเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่จริง จึงได้มีการยึดทรัพย์และออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องหลายบุคคล
ยูฟัน คือ? บริษัท ยูฟัน สโตร์ จำกัด เป็นบริษัทสัญชาติมาเลเซียก่อนเข้ามาปักหลักตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย เลขที่ 18 ซอยบางนา-ตราด 25 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2556 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท โดยแจ้งประกอบธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ทั้งยังมีการออกสกุลเงินเองเรียกว่า ยู โทเคน (UToken Cash) ใช้แทนสกุลเงินปกติ แต่อยู่ในรูปแบบดิจิตอล ซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราในโลกออนไลน์ โดยมีค่าสมัครเป็นสมาชิกคนละ 17,000 บาทฃ

ส่วนวิธีการฉ้อโกงมี 3 รูปแบบคือ ไม่จ่ายผลตอบแทนตามแผนที่ระบุต่อนายทะเบียน มีการชักชวนให้สมาชิกเข้ามาร่วมเครือข่ายโดยได้รับผลตอบแทนจากการชวนบุคคลอื่นเข้าร่วม และกู้ยืมเงินเพื่อฉ้อโกงประชาชน โดยมีผู้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อถูกหลอกสูญเงินเป็นจำนวนมาก
ซึ่งเจ้าของบริษัทแท้จริงยังระหว่างหลบหนี แต่ได้ให้บุคคลอื่นดำเนินการถือหุ้นไว้แทนในลักษณะนอมินี และเปิดบริษัทจำนวน 2 แห่ง คือ บริษัทยูฟัน สโตร์ จํากัด ดำเนินธุรกิจขายตรงจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเครื่องสำอาง ซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา และบริษัทยูฟัน พร็อพเพอร์ตี้ (ไทยแลนด์) จำกัด ดำเนินธุรกิจประเภทกิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์
แต่ 2 บริษัท มีชาวมาเลเซียเป็นเจ้าของที่แท้จริงอีกทอดหนึ่ง ซึ่งมีการว่าจ้างให้นอมินี เข้าดำเนินการถือหุ้นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงจากตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัทดังกล่าว ดำเนินธุรกิจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการขอจดทะเบียนเป็นบริษัทขายตรง เพราะไม่พบว่ามีการซื้อขายสินค้าเหมือนธุรกิจขายตรงอื่น และดำเนินธุรกิจโดยออกสกุลเงินของตนเองใช้ในหมู่สมาชิก ซึ่งเป็นสกุลเงินสมมุติ สำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในโลกออนไลน์
โดย สคบ.ได้เพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทไปเมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมาและ ปปง.ได้ยึดทรัพย์จากเครือข่ายดังกล่าวได้แล้วกว่า 250 ล้านบาท ขณะที่ยอดรวมความเสียหายทั้งสิ้น 3.8 หมื่นล้านบาท ผู้เสียหาย 120,000 ราย และเข้าแจ้งความแล้ว 130 ราย มูลค่า 35 ล้านบาท

จากการร้องเรียนของประชาชนผู้ตกเป็นเหยื่อ จากหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าธุรกิจยูฟันนั้นเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่อย่างแท้จริง แต่อีกด้านของสมาชิกกว่า 100 คน รวมตัวเรียกร้องความยุติธรรม อ้างได้รับผลกระทบจากการถูกกล่าวหา พร้อมยืนยันเต็มใจ ไม่ได้ถูกหลอกลวง แต่กลับต้องเสียหาย…
หากเปรียบเทียบธุรกิจ “ยูฟัน กับ แชร์ลูกโซ่” ที่มีลักษณะไม่ได้เน้นบริการขายของ แต่เน้นการหาสมาชิกจำนวนมากๆ คล้ายสินค้าที่ทำให้ผู้คนติดพันนั้นอาจไม่ต่างกัน เป็นการระดมทุนจากประชาชนที่แพร่และขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจ่ายผลตอบแทนสูง
ระยะแรกผู้ที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ จะต้องเสียเงินในอัตราสูงเป็นค่าสมาชิกหรือค่าสินค้าต่างๆ และสมาชิกใหม่ต้องหาสมาชิกเพิ่ม ซึ่งก็คือการหลอกคนอื่นต่อไปอีกเป็นทอดๆ เพื่อจะได้เงินคืน ยิ่งหาได้มากก็จะได้เงินคืนกลับมามาก ได้ผลกำไรมากกว่าที่ลงทุนไป
เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ในกลุ่มสมาชิกไม่สามารถนำเงินมาหมุนได้อีกต่อไป ทั้งบริษัทและผู้จัดการก็จะหนี ทิ้งไว้แต่เพียงหนี้สินกับคนที่อยู่ในระดับล่าง เกิดความเดือดร้อนอย่างกว้างขวาง
ยูฟัน จะใช่แชร์ลูกโซ่หรือไม่ สุดท้ายเรื่องจะจบอย่างไร คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของตำรวจดำเนินการ และคงต้องรอผู้บริหารใหญ่ออกโรงชี้แจงข้อเท็จจริงให้กระจ่าง
แต่สิ่งที่เป็นอุทธาหรณ์ของเรื่องนี้ คงทำให้นักลงทุนที่อยากรวยด้วยวิธีง่ายๆได้ฉุกคิดมากขึ้น ก่อนที่จะตกเป็น “เหยื่อ” ธุรกิจเหล่านี้…
MThai News