มันส์เว่อร์!สงกรานต์พระประแดงวันสุดท้าย

มันส์เว่อร์ ! สงกรานต์’พระประแดง’วันสุดท้าย ทำรถติดหนักมาก! แนะเลี่ยงเส้นทาง ถนนสุขสวัสดิ์ ขาออกต่อเนื่องถึงแยกพระราม 2

วันนี้ (19 เม.ย.) วันสุดท้ายของการจัดงานประเพณีสงกรานต์พระประแดงคึกคัก โดยมีประชาชนร่วมสาดน้ำอย่างสนุกสนาน พร้อมชมขบวนแห่ ซึ่งเวลา 14.00 น. ชมพิธีเปิดงานประเพณีสงกรานต์พระประแดง ขบวนแห่นางสงกรานต์ และขบวนรถบุปผชาติที่สวยงามตระการตา

ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอเมืองพระประแดงตลอดงานชมการละเล่นพื้นเมือง (สะบ้ารามัญ) ณ บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ป้อมแผลงไฟฟ้า และหมู่บ้านรามัญ การแสดงทะแยมอญ การกวนกาละแมของดีเมืองพระประแดง

 

โดย สภ.พระประแดง แจ้งประชาสัมพันธ์ ปิดการจราจรเนื่องจากมีขบวนแห่สงกรานต์พระประแดง สภาพการจราจรถนนสุขสวัสดิ์ ขาออก รถหนาแน่นติดขัด ท้ายแถวต่อเนื่องถึงแยกพระราม 2

แนะนำหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว ใช้เส้นทางถนนราษฎร์บูรณะ, ถนนราษฎร์บูรณะ, ถนนประชาอุทิศ แทน และงานจะแล้วเสร็จในเวลา 18.00 น.ของวันนี้

MThai News

เตรียมเฮ! ’เอกชน’ ขอ ’เรกูเลเตอร์’ ลดค่าเอฟที 15 สต. ปลายเดือนนี้

เตรียมเฮ! ‘เอกชน’ขอ‘เรกูเลเตอร์’ลดค่าไฟ15สต. ในงวดใหม่เดือน พ.ค.-ส.ค. ย้ำส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเเน่นอน

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ภาคเอกชนต้องการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ พิจารณาปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดใหม่เดือน พ.ค.-ส.ค. ที่จะพิจารณาปลายเดือนนี้อย่างต่ำ 15 สตางค์ต่อหน่วย

เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้นทุนหลักในการผลิตไฟฟ้าปรับลดลงแล้วเช่นกัน หากค่าเอฟทีปรับลดลงขั้นต่ำ 15 สต.ต่อหน่วย จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจแน่นอน เพราะจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของภาคประชาชน และลดต้นทุนการผลิตของภาคเอกชน

“ค่า เอฟทีงวดที่ผ่านมา ม.ค. – เม.ย. ปรับลดค่าเอฟทีแค่ 10 สตางค์ต่อหน่วยถือว่า น้อยเกินไป เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันที่ปรับลดลงต่อเนื่อง งวดนี้จึงอยากเห็นค่าเอฟทีขั้นต่ำต้องลดลง 15 สตางค์ต่อหน่วย

ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศราฐกิจอย่างมาก ส่วนหนึ่งก็เป็นผลทางด้านจิตวิทยากับประชาชน เห็นรายจ่ายครัวเรือนลดลง ก็ช่วยเพิ่มกำลังซื้อประชาชนได้อีกที และยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถภาคเอกชน เพราะช่วยลดต้นทุนค่าไฟ ซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักในการผลิตสินค้า”

Mthai News

แหล่งที่มา

ย้ายฟ้าผ่า11ขรก.ศธ.ชี้ผลงานเงียบทุจริตสะสม

เผยข้อมูล คสช.ใช้ ม.44 ย้ายฟ้าผ่า 11 ขรก.ศธ ระดับสูง เหตุ ผลงานไม่เป็นรูปธรรม ทุจริตเพียบ 

จากกรณีหัวหน้ คสช. ใช้มาตรา 44 มีคำสั่งโยกย้ายนางสุทธศรี วงษ์สมาน พ้นจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.), นายพินิติ รตะนานุกูล พ้นจากเลขาธิการ สกศ.ไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.), นพ.กำจร ตติยกวี พ้นจาก เลขาธิการ กกอ.ไปเป็นปลัด ศธ., นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร พ้นจากเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ศธ.,

นายอดินันท์ ปากบารา พ้นจากผู้ตรวจราชการ ศธ.ไปเป็นเลขาธิการ กช.และนางรัตนา ศรีเหรัญ พ้นจากรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) โดยคำสั่งดังกล่าวนั้้น มีผลตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา

ย้าย11 ขรก.ศธ, ย้ายข้าราชการ, ย้ายข้าราชการกระทรวงศึกษา, สุทธศรี วงษ์สมาน, ม.44

ล่าสุด วันที่ 18 เม.ย.58 ผู้ แหล่งข่าวระดับสูงจากศธ. เปิดเผยถึงการการโยกย้ายครั้งนี้ว่า ที่ผ่านมาผลงานพัฒนาด้านการศึกษาของศธ. ไม่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะที่อยู่ในความรับผิดชอบชองสำนักงานปลัดศธ. ดังนั้น รมว.ศธ. จึงต้องสลับเปลี่ยนให้ผู้ที่เหมาะสมมาทำหน้าที่แทน ซึ่งก็ได้มีการทาบทาม นพ.กำจร นั่งในตำแหน่งปลัดศธ. แทนนางสุทธิศรี แต่หากสลับให้นางสุทธิศรีไปนั่งในตำแหน่งเลขาธิการกกอ. แทน ก็อาจถูกกระแสคัดค้านจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

ดังนั้น จึงย้ายนายพินิติ กลับไปนั่งเป็นเลขาธิการ กกอ.แทน ส่วนนางสุทธิศรี ก็ให้ย้ายกลับไปเป็นเลขาธิการสกศ. ซึ่งก็ถือว่าเป็นหน่วยงานเดิมที่มีความเชี่ยวชาญ

และอีกประเด็นที่สำคัญของการโยกสลับครั้งนี้ เพื่อให้ปลัดคนใหม่เข้ามาสางปัญหาการทุจริตภายใน สกสค. และองค์การค้า ซึ่งถือว่ามีปัญหาร้องเรียนในการดำเนินโครงการต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องหลายรัฐบาล

โดยเฉพาะกรณีการทุจริตการก่อสร้างอาคารพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาภาค จ.เชียงใหม่ จำนวน 360 ล้านบาท และล่าสุดกรณีที่ถูกร้องเรียนว่า บอร์ดสกสค. นำเงินสมาชิกโครงการการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา

ซึ่งได้จากดอกเบี้ยที่ครูและบุคลากรทางการศึกษา กู้จากธนาคารออมสิน โดยหักให้กองทุนร้อยละ 50 สตางค์ เพื่อเป็นสวัสดิการช่วยเหลือครูและบุคคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ปัจจุบันมียอดกว่า 6,000 ล้านบาท ไปลงทุนกับบริษัทเอกชน จำนวน 2,100 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการนำเงิน ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ มติชน

MThai News