ปลุกตำนาน ‘ข้าวแช่ชาวมอญ’ ดับร้อนวันสงกรานต์ อาหารพื้นบ้านชาวมอญสมัยโบราณ สอดกับรับฤดูร้อนเป็นอย่างดี
เดือนมีนาคมผ่านไป เมษาย่างก้าวเข้ามา ฤดูร้อน…ช่างร้อนระอุจับใจ ชาวไทยได้เย็นฉ่ำทั่วหล้ากับ “มหาสงกรานต์” เล่นน้ำดับร้อน…ชื่นมื่นทุกสารทิศ
หากกล่าวถึงฤดูร้อนนี้ ต้องเทศกาลสงกรานต์ หรือ วันขึ้นปีใหม่ไทย อาหารดับร้อนช่วงเทศกาลนี้ คงหนีไม่พ้น “ข้าวแช่” อาหารพื้นบ้านของชาวมอญสมัยโบราณ ที่สอดรับกับอากาศร้อนๆเช่นนี้ได้เป็นอย่างดี
ข้าวแช่ หรือ ข้าวสงกรานต์ คนมอญเรียก “เปิงด้าจก์” แปลว่า ข้าวน้ำ (เปิง แปลว่า ข้าว ด้าจก์ แปลว่า น้ำ ) หากอยากลองลิ้มชิมรส ก็ต้องรอวันสงกรานต์เท่านั้น 1 ปี มีแค่ 1 ครั้ง

แต่เดิม “ข้าวแช่” เป็นอาหารที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม ขั้นตอนในการทำพิถีพิถันมาก เมื่อทำสำเร็จแล้วจะต้องนำไปถวายบูชาสังเวยเทวดา ถวายพระสงฆ์ และนำไปให้ผู้เฒ่าผู้แก่ ที่เคารพนับถือเพื่อเป็นสิริมงคล ที่เหลือจึงจะนำมาแบ่งกันในหมู่ญาติ
สันนิษฐานว่า น่าจะมีขึ้นในแผ่นดินไทยช่วงระยะเวลาที่ชาวมอญที่มีถิ่นฐานเดิม บริเวณประเทศพม่าตอนล่างพ่ายแพ้สงครามตั้งแต่ พ.ศ. 2082 – 2300 และเริ่มอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน ตามที่ราบลุ่มภาคกลาง อาทิ อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ เพชรบุรี และปทุมธานี

ตำนานความเป็นมาของ “ข้าวแช่ชาวมอญ” หาดูได้จากตำนานสงกรานต์มอญ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้จารึกไว้ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จำนวน 7 แผ่น ระบุเรื่องราวของ เศรษฐีผู้หนึ่งที่ไม่มีบุตรธิดา ทำการบวงสรวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ เป็นเวลา 3 ปี แต่ไม่สำเร็จ
จนถึงวันในคิมหันต์ฤดูฝน นักขัตตฤกษ์ต้นปีใหม่ เป็นวันมหาสงกรานต์ เศรษฐีจึงไปที่โคนต้นไทรริมน้ำพร้อมบริวาร และสั่งให้บริวารนำข้าวสารเมล็ดงามล้างน้ำถึง 7 ครั้ง จนบริสุทธิ์หมดมลทิน หุงเพื่อบูชาเทวดา พร้อมเครื่องเคียงมากมายที่ประจงทำอย่างประณีต แล้วตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร เทวดาจึงเมตตาให้เทพบุตรชื่อ ธรรมบาลกุมาร มาจุติเป็นบุตรสมความปรารถนา…
จากความเชื่อดังกล่าว ทำให้เป็นประเพณีสืบเนื่องของชาวมอญที่จะต้องทำพิธีบูชาสังเวยเทวดาในเทศกาลสงกรานต์เพื่ออธิษฐานขอพร ซึ่งเชื่อว่า หากได้กระทำพิธีที่ว่ามานี้ ขอสิ่งใดจะได้ดังหวัง ข้าวแช่จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเซ่นไหว้เทวดาไปด้วย
“ข้าวแช่” ต้องคัดสรรเมล็ดสวยอย่างดี มาซาวน้ำ 7 ครั้งให้สะอาด เตาไฟที่จะใช้หุงข้าวต้องตั้งที่ลานโล่งนอกชายคาบ้าน เมื่อหุงสุกพอเม็ดสวยนำไปซาวน้ำ ขัดกับผนังกระบุงด้านในหรือภาชนะอะไรก็ได้ที่พื้นผิวมีความสาก เพื่อเอายางข้าวออกและปล่อยให้สะเด็ดน้ำ ถ้าจะให้เต็มพิธีต้องปักราชวัตรฉัตรธง บริเวณที่หุงข้าวด้วย เทวดาที่จะทำการสังเวยนี้ประดิษฐานอยู่ที่ “ศาลเพียงตา” ที่พ่อบ้านสร้างขึ้นชั่วคราวในบริเวณบ้านก่อน 1 วัน
ศาลเพียงตา ถือเป็น “บ้านสงกรานต์” ที่ชาวมอญเรียกว่า “ฮอยซ้งกรานต์” มีไว้สำหรับวางอาหาร 1 สำรับ การตกแต่ง ใช้ผ้าขาวปู ผูกผ้าสี นำทางมะพร้าวใบสั้นผ่าซีก ผูกโค้งตกแต่งเสาทั้ง 4 ประดับด้วยดอกไม้สด ส่วนมากจะใช้ “ดอกราชพฤกษ์” หรือ ดอกคูน ชาวมอญเรียกว่า “ประกาวซ้งกรานต์” แปลว่า “ดอกสงกรานต์” เมื่อสร้างเสร็จแล้ว พรมน้ำอบน้ำปรุง รอการบูชาสังเวยเทวดาในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

ส่วนเครื่องเคียงที่รับประทานร่วมกับข้าวแช่นั้น บางถิ่นมีเครื่องเคียง 5 ชนิด บางถิ่นมีถึง 7 ชนิด แตกต่างกันไป แล้วแต่การนำประยุกต์ใช้ให้เข้ากับปัจจุบันมากขึ้น อาทิ ปลาแห้งป่น เนื้อเค็มฉีกฝอย หัวไชโป้เค็มผัดไข่ ไข่เค็ม กระเทียมดอง ปลาสลิด ปลาเค็มชุปแป้งทอด
นอกจากขั้นตอนการทำที่พิถีพิถันนั้น ยังมีพัฒนากระบวนการปรุงด้วยการหุงข้าวพร้อมใบเตย เพื่อให้ได้ข้าวที่ออกมามีสีและกลิ่นหอมหวนชวนรับประทาน จนโด่งดังเลื่อนขั้นจาก “ข้าวแช่ชาวมอญ” ธรรมดาๆ กลับกลายเป็น “ข้าวแช่ชาววัง”
ซึ่งปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่จะเคยได้ยินชื่อ “ข้าวแช่เสวย” หรือ “ข้าวแช่ชาววัง” หรือ “ข้าวแช่เมืองเพชร” ทั้งหมดนี้ล้วนมีแบบอย่างมาจาก “ข้าวแช่ชาวมอญ” ทั้งสิ้น…
จากตำนานเล่าขานมานั้น เชื่อได้ว่า หากผู้ใด..ได้ลองลิ้มชิมรส ถือเป็นการเพิ่มสิริมงคลให้แก่ชีวิตด้วยนั่นเอง และหากผู้ใด..ไม่ได้ลองลิ้มชิมรส “ข้าวแช่” ในปีนี้ คงต้องรอปีหน้าเป็นแน่…
ขอบข้อมูลประกอบการเขียนจาก กระทรวงวัฒนธรรม
MThai News


