สั่งฟันผิด สนามแข่งรถโบนันซ่า ชี้บุกรุกป่าชัดเจน

กองทัพภาคที่ 2 บุกตรวจ สนามแข่งรถโบนันซ่า เขาใหญ่ ชี้บุกรุกป่าชัดเจน ไม่มีเอกสารสิทธิ์ผู้ถือครองกว่า 100 ไร่ แจ้งข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ

วันนี้(1 เม.ย.) พ.อ.สมหมาย บุษบา คณะทำงานด้านกฎหมาย กองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสนามแข่งรถและพื้นที่ปลูกบ้านพัก ที่มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาเสียดอ้า เขานกยูง เขาอ่างหิน บ้านโบนันซ่า รีสอร์ทเขาใหญ่ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา รวมพื้นที่กว่า 151 ไร่

สนามแข่งรถโบนันซ่า

สนามแข่งรถโบนันซ่า

โดยพ.อ.สมหมาย เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว พบว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าคือ มีการแผ้วถางที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ และจากการตรวจสอบในพื้นที่ยังพบว่ามีการสร้างสิ่งปลูกสร้างมากกว่า 10 หลังคาเรือน อีกทั้งยังมีการสร้างสนามแข่งรถ ที่ได้ไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ดินในบริเวณดังกล่าวนั้นจากการตรวจสอบมีเนื้อที่เกือบ 200 ไร่ แต่เมื่อตรวจเอกสารสิทธิ์ของทางผู้ที่ครอบครองที่ได้มีการนำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ มีอยู่จริงประมาณ 47 ไร่ และที่ไม่มีเอกสารในการนำมาแสดงกว่า 100 ไร่

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าวหน้าได้มีการใช้กฎหมายทั้งหมด 2 ส่วน คือ การให้องค์การบริหารส่วนตำบลขนงพระ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ได้มีการใช้กฎหมายความควบคุมอาคาร ให้ได้มีการพิจารณาออกคำสั่งเพิกถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ และกรมป่าไม้ก็สามารถที่จะใช้มาตรา 25 ของ พ.ร.บ.ป่าสงวน พ.ศ.2507

หลังจากนี้ทางคณะทำงานด้านกฎหมายกองทัพภาคที่2 ก็จะติดตามความคืบหน้าทางด้านการดำเนินคดี กับหน่วยงานที่ได้มีการมอบหมายไปว่ามีความคืบหน้าในขั้นตอนใด สำหรับหน่วยที่จะต้องดูแลรับผิดชอบในการตรวจสอบโบนันซ่า ที่ อ.ปากช่อง นั้นคือกรมป่าไม้ ที่จะต้องเป็นผู้ดำเนินการดูแลในขั้นตอนต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่รับผิดชอบในการดูแล โดยจากการสอบตรวจรายชื่อก็พบว่า เป็นผู้ที่มีอำนาจในการดูแลและบริการสนามแข่งขันรถ ในข้อหาบุกรุกแผ้วถางถือครองที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตนยืนยันจะต้องนำพื้นที่ดังกล่าวกลับคืนมาอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ที่จะต้องอยู่คู่กับลูกหลานเราต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลน์

MThai News

นายกฯ ย้ำไม่ใช้ ม.44 เกินขอบเขต ขออย่ากังวล

นายกฯ ขออย่ากังวล ย้ำไม่ใช้ ม.44 เกินขอบเขต แนะข้าราชการนำปรัชญาในหลวงปรับใช้ในการทำงาน

วันนี้ (1 เม.ย. 58) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายมีความกังวลใจเกี่ยวกับการเตรียมใช้ประกาศ คสช.ที่ออกตามมาตรา 44 ดูแลสถานการณ์ภายในประเทศแทนกฎอัยการศึก ว่า

ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วันข้าราชการพลเรือน

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ขออย่าให้กังวลว่าเป็นการยึดอำนาจจนมากเกินไปเพราะข้อเท็จจริงแล้ว เป็นการให้อำนาจตนในการแก้ปัญหาในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและเป็นเครื่องมือให้เจ้าหน้าที่ใช้ในการปฏิบัติงานซึ่งภาพรวมเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ และขับเคลื่อนงานด้านต่างๆ

พร้อมกันนี้พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้ฝากไปถึงข้าราชการทุกทุกกระทรวง ทบวง กรม เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน 1 เม.ย. ด้วยว่า ขอให้ข้าราชการทุกคนน้อมนำพระบรมราโชวาทวันข้าราชการพลเรือน “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ไปปรับใช้ในการทำงาน

และขอให้ข้าราชการทุกคนปฏิบัติราชการด้วยหัวใจที่รักประชาชน เพื่อประชาชน สังคม และประเทศชาติ ด้วยความซื่อสัตย์ ทุ่มเท และให้ยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนข้าราชการในทุกด้าน เพื่อจะได้ช่วยกันพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน

ภาพจาก INN

MThai News

รู้ตัวมือยิงตำรวจสภ.มะนัง ชี้เป็นลูกผู้มีอิทธิพล

ตำรวจจ่อออกหมายจับมือยิงตำรวจสภ.มะนังอีก 2 ราย เผยมีประวัติยาเสพติด-ฆาตกรรม ชี้เป็นลูกชายผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ปัดโยงไฟใต้

วันนี้ (1 เม.ย.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าคดีคนร้ายใช้อาวุธสงครามกราดยิงพ.ต.ท. จิรภาส เซ่งเส้ง รอง ผกก.สส. และ จ.ส.ต.ธนศักดิ์ ทรพิศ ผบ.หมู่งานสืบสวน สภ.มะนัง จ.สตูลเสียชีวิต เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า

ตร.เผยรู้ตัวมือยิงตำรวจสภ.มะนัง ชี้เป็นลูกผู้มีอิทธิพล

ตร.เผยรู้ตัวมือยิงตำรวจสภ.มะนัง ชี้เป็นลูกผู้มีอิทธิพล

จากการสอบสวนผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัว 1 คน ให้การเป็นประโยชน์ เชื่อมโยงถึงผู้ร่วมก่อเหตุคนอื่น ทำให้ตำรวจทราบตัวผู้กระทำผิดเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 คน ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ และมีประวัติคดีอาชญากรรม ทั้งคดียาเสพติดและคดีฆาตกรรม โดยสาเหตุมาจากความไม่พอใจการทำหน้าที่ของตำรวจในการทำคดีต่างๆ อย่างเคร่งครัด ซึ่งหลังจากนี้เตรียมขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองราย พร้อมยอมรับว่าคนร้ายอาจเป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จริง

อย่างไรก็ตาม โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าเหตุดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่หลังจากนี้ ตำรวจจะต้องทบทวนและปรับยุทธวิธีการสะกดรอย ติดตามจับกุมคนร้ายให้รัดกุมมากกว่านี้ ป้องกันเหตุซ้ำรอย

MThai News