อึ้ง! ขาย มะกรูด 3 เดือนครั้ง แต่ครั้งละ 4 แสน ช่วยสร้างรายได้หลังเกษียณ
นาย ศิวาวุธ สงวนทรัพย์ อดีตผู้ช่วยทนายความ เปิดเผยว่า หลังจากผันตัวเองมาเป็นเจ้าของสวนมะกรูด บ้านสนามจันทร์ อ.เมือง จ.นครปฐม ซึ่งตอนแรกคิดจะปลูกมะนาวนอกฤดู เพราะหน้าแล้งมะนาวมีราคาแพงทุกปี
แต่ด้วยไม่มีความรู้การทำเกษตรแม้แต่นิดเดียว ประกอบกับช่วงนั้นศูนย์วิจัยและพัฒนาไม้ผลเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จัดอบรมการผลิตมะนาวนอกฤดูกับการทำสวนมะกรูดระยะชิด

ไปอบรมเรียนรู้ ถ้าปลูกมะนาวนอกฤดูได้แม้รายได้จะงาม แต่การดูแลนั้นยุ่งยาก ต้องใส่ปุ๋ยฉีดยาเกือบทุกวัน…เลยเบนเข็มหันมาสนมะกรูดแทน เพราะดูแลง่ายกว่า
แต่ก่อนลงมือทำผมไปหาข้อมูลการซื้อขายในตลาดค้าส่ง-โรงงานแปรรูป แรกๆไม่มีใครอยากคุยด้วย แถมบางรายบอกว่า มีมะกรูดเมื่อไรแล้วค่อยมาเจอกัน ยอมรับว่าอายมาก
แต่ความอยากมันมีมากกว่าเลยเก็บข้อมูลไปเรื่อย ซึ่งเรื่องแบบนี้เกษตรกรบ้านเราไม่ค่อยศึกษา คิดปลูกอะไรก็ลงมือทำเลย ถึงได้มีปัญหาเป็นหนี้กันมากมาย

การสำรวจตลาดทำให้รู้ตลาดใบมะกรูดไม่ธรรมดา ความต้องการมีมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ราคาไม่แกว่งเหมือนมะนาว ในประเทศราคาอยู่ระหว่าง กก.ละ 7-15 บาท แต่ถ้าปลูกได้ดี ทำให้ใบมะกรูดมีคุณภาพส่งออกได้ ราคารับซื้ออยู่ที่ กก.ละ 100-150 บาท

นอกจากนี้ ศิวาวุธ จึงมองไกลไปยังต่างประเทศ จากที่จะปลูกมะกรูดในที่โล่งกลางแจ้ง ปรับมาเป็นสร้างโรงเรือนติดมุ้ง เพื่อให้การจัดการปัญหาศัตรูใบมะกรูด หนอนชอนใบ เพลี้ยไฟ ไรแดง และแคงเกอร์ ได้ง่ายขึ้นเพื่อให้ได้ใบมะกรูดมีคุณภาพ สีสวย รูปทรงไม่บิดเบี้ยวตามมาตรฐานส่งออก

ลงมือไปแล้วมันไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ แม้จะผ่านการอบรมมา แต่เพราะเราไม่มีความรู้การปลูกพืชเลย ช่วงมะกรูดออกใบใหม่ เห็นก้อนเล็กๆสีขาว เคลื่อนไหวได้ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
จึงต้องตัดใบมะกรูดใส่ถุง ขับรถไปหาอาจารย์ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนถึงรู้ว่ามันคือเพลี้ยแป้ง ต้องตัดแต่งกิ่งนำออกไปกำจัดข้างนอก เสียเวลาเสียรายได้ไปถึง 9 เดือน
จากความไม่รู้กลายมาเป็นความรู้ เป็นประสบการณ์ ทุกวันนี้มะกรูด 4 ไร่ ทุกๆ 3 เดือน จะตัดใบขายได้ 4 ตัน หากเป็นใบสด จะส่งไปขายมาเลเซีย, สิงคโปร์ ส่วนใบแห้ง, ใบแช่แข็ง ส่งไปญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา
‘ช่วยสร้างรายได้หลังเกษียณให้พอมี พอกิน…1 ไร่ 3 เดือนตัดขาย 1 ครั้ง ได้เงินแค่ 4 แสนบาทเท่านั้นเอง.’
ติดตามคอลัมน์108อาชีพได้ที่นี่>>>>>>>>>>>>>>>>
MThai News
ขอขอบคุณแหล่งที่มา


