“ธิดา” ค้านมติ กสท.สั่งปิด PEACE TV ชี้มีเบื้องหลังสั่งการ ระบุเป็นการปิดปากคนเห็นต่าง ไม่ส่งผลดีกับคสช. ขณะ “ณัฐวุฒิ” ลั่นสู้ตามกฎหมายเต็มที่ ชี้มีการตั้งธงไว้ก่อนแล้ว
วันนี้(28 เม.ย.) นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คเพจ “อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ” ถึงกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติต่อกรณีออกอากาศรายการของช่อง PEACE TV ว่า มีเนื้อหาขัดกฎหมาย ก่อนมีคำสั่งปิดสถานี 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. และสามารถออกอากาศได้อีกครั้งในวันที่ 17เม.ย.ที่ผ่านมา

ซึ่งทางสถานีโทรทัศน์ PEACE TV ได้กลับมาออกอากาศตามปกติแล้วนั้น และวานนี้ (27 เม.ย.) ทางกสท. มีมติในที่ประชุมให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์สถานี PEACE TV
โดยนางธิดา ระบุว่า มีหลายคนเขียนใน Facebook ในทำนองว่า “อ.ธิดา ต่อว่ากสทช.ว่าไม่เข้าใจการเมืองที่ลงมติปิดพีซทีวี” ความจริงแล้ว ดิฉันพูดถึงคณะเบื้องหลังที่มีการสั่งการมายัง กสท. มากกว่า ว่าไม่เข้าใจสถานการณ์การเมือง การปิดพีซทีวี มีแต่จะทำให้สถานการณ์อึดอัดของประชาชนเพิ่มมากขึ้น การปิดปากคนที่เห็นต่างในระยะเวลาที่สำคัญเช่นนี้ ไม่เป็นผลดีกับประเทศ ไม่เป็นผลดีกับประชาชน และไม่เป็นผลดีกับ คสช.เอง
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ทางสถานียังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ แต่ที่ทราบจากข่าวคิดว่าคงจะเป็นมติให้เพิกถอนจริง ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังจะดำเนินการคัดค้านหรือปกป้องสิทธิ ในการดำเนินของ PEACE TV โดยอาจจะยื่นอุทธรณ์มติของ กสท. หรือไปที่ศาลปกครอง เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจาก PEACE TV เป็นองค์กรภาคเอกชน ที่ประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
มตินี้นอกจากกระทบสิทธิเสรีภาพลแล้ว ยังกระทบการประกอบธุรกิจของสถานี้ด้วย ดังนั้นฝ่ายกฎหมายจึงใช้ช่องทางตามกฎหมายเพื่อปกป้องสถานีอย่างเต็มที่
ส่วนตัวเชื่อว่ามติแบบนี้มาจากอำนาจที่เหนือกสท. หากอธิบายว่าหยุดออกอากาศไปแล้ว 7 วัน แล้วกลับมาออกอีกทีเมื่อวันที่ 18 แล้วยังทำผิดอีกนั้น คงเข้าใจได้ทันทีว่า การหยุดออกอากาศครั้งที่แล้ว เพราะมีธงจะเพิกถอนในวันนี่้ เปรียบเป็นการให้ใบเหลืองก่อน เพื่อเป็นการสร้างความชอบธรรมในการให้ใบแดง
ตนก็ไม่เข้าใจผู้มีอำนาจในขณะนี้ว่า สถานการณ์ที่จำเป็นต้องได้รับความเห็นที่หลากหลาย เพื่อประโยชน์ในการร่างรัฐธรรมนูญ หรือสร้างความปรองดอง แต่กลับปิดกั้นช่องทางแสดงความเห็นที่แตกต่าง ก็เท่ากับว่าความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ตรงกับผู้มีอำจ ถูกปฏิเสธที่จะรับฟัง แล้วแบบนี้บ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร
MThai News