เพิ่งผ่านพ้นไปกับวันครบรอบ “1 ปี คสช. กับการคืนความสุขให้คนในชาติ” โดย ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่เดินหน้าทำงานชนิดไม่หยุดยั้ง
ซึ่งโพลหลายสถาบัน เผยว่า ประชาชนต่างพอใจการทำงานของ คสช. ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสไตล์การทำงานที่ทั้ง บู๊ และ บุ๋น ของ ‘บิ๊กตู่’ ทำให้ได้ใจประชาชนไปไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว
ทั้งเรื่องแก้ไขปัญหาบ้านเมือง จัดระเบียบสังคมให้เรียบร้อยมากขึ้น ลดปัญหาความวุ่นวายทางทางการเมือง แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ ปัญหา ที่ต้องทยอยแก้ไขกันไป…
แม้แต่ปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ส่งผลต่อประชาชน และภาคธุรกิจโดยตรง ก็ยังไม่เข้าตามากนัก
และอีกหนึ่งปัญหาที่สังคมจับตามองคือ การลดปัญหาด้านอาชญากรรม ที่นับวันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น… รวมทั้งผู้ต้องหาในคดีต่างๆ ทั้งคดียาเสพติด ชิงทรัพย์วิ่งราว และคดีอุกฉกรรจ์ รวมถึงผู้มีอิทธิพลที่ถูกต้องขัง
ที่สังคมต่างยังเป็นกังวลว่านักโทษในกลุ่มเหล่านี้ จะไม่ออกมากระทำผิดซ้ำอีก ซึ่งที่ผ่านมามีคดีดังๆ อาทิ
– คดี “พรชนก ไชยะปะ” หญิงมหาภัยฆ่าหั่นศพครูชาวญี่ปุ่น เมื่อช่วง ต.ค. ปี 57 ที่ผ่านมา
– คดี นายกิตตินันท์ หอมชง ฆ่ายกครัว น้อยใจพ่อแม่-หวังฮุบมรดก เมื่อช่วง เม.ย. 58 ที่ผ่านมา
– และล่าสุดคดียาเสพติด ที่ตำรวจภาค 5 สามารถจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด เครือข่ายคุกบางขวาง ยึดยาบ้าได้กว่า 1.5 ล้าน เม็ดเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 58 ที่ผ่านมา

จากสถิติของกรมราชทัณฑ์ พบว่ามีผู้ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำปีละ 180,000 คน และปล่อยออกปีละ 120,000 คน จึงต้องวางมาตรการเพื่อเฝ้าติดตาม และส่งเสริมอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พ้นโทษไม่ให้กลับมากระทำผิดซ้ำอีก
และวางมาตรการในการจัดหาอาชีพรองรับ ติดตามดูแลพฤติกรรมผู้พ้นโทษ เพื่อคืนคนดีสู่สังคม อีกทั้งบริษัทเอกชนให้โอกาสผู้พ้นโทษด้วยการรับเข้าทำงาน โดยรับจะออกมาตรการทางภาษีจูงใจบริษัทเอกชน
พร้อมหาแนวทางผลักดันให้มีองค์กรที่เข้ามาดูแลจัดการในเรื่องนี้โดยเฉพาะ… ทั้งนี้เมื่อช่วง เม.ย.58 ที่ผ่านมาได้มีการพระราชทานอภัยโทษผู้ต้องขัง 38,000 ราย
สำหรับนักโทษรายสำคัญที่ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษในช่วงที่ผ่านมา อาทิ
– พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ หรือผู้พันตึ๋ง ต้องโทษคดีฆ่าอดีต ผวจ.กาฬสินธุ์
– นายสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ ต้องโทษคดีทุจริตที่ดินเขาไม้แก้วและจ้างวานฆ่า
– และนักโทษเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. และนักโทษตระกูลสุวะดี ได้รับลดหย่อนโทษในคดีอื่นๆ แต่ยกเว้นความผิดคดีมาตรา 112 ไม่ลดโทษ

ในส่วนผู้ต้องขังสูงอายุ ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 65 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้พิการ ซึ่งเดิมหลักเกณฑ์กำหนดให้ต้องรับโทษมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ ทำให้ต้องเร่งแก้ไขข้อกฎหมาย แต่ไม่เอื้อกับการปล่อยตัวผู้ต้องขัง หรือหากใช้มาตรการที่ออกโดยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ก็ต้องคัดเลือกผู้ต้องขังที่เข้าข่ายหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จึงจะสมเหตุ สมผล
แม้ที่ผ่านมายังคงมีผู้ต้องหาบางราย เพิ่งพ้นโทษออกมา แล้วกระทำความผิดซ้ำซากอีก ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย ส่งผลให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษ ให้กลุ่มระดับพฤติกรรมดี ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมตามไปด้วย…
ก็ต้องดูกันต่อไปว่าแต่ละฝ่ายจะมีการแก้ไขปัญหา และมาตรการ พร้อมติดตามเฝ้าระวัง ผู้ต้องหาที่ได้รับการปล่อยตัว ไม่ให้ออกมาก่อเหตุซ้ำอีก… ในทางกลับกันสังคมพร้อมหรือยัง…? ที่จะให้โอกาสคนกลุ่มนี้ได้มีที่ยืน…
MThai News



