นักเรียนม.5 ถามกระทรวงศึกษา ถ้าคุณยังคงทำกับพวกผมอย่างนี้ ประเทศเราคงไม่พัฒนาหรอก
วันนี้ (21พ.ค.) กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนบนโลกออนไลน์พากันวิพากษ์วิจารณ์ หลังจากสมาชิกพันทิปหมายเลข 2236384 ได้มีการตั้งกระทู้หัวข้อ ” กระทรวงศึกษาครับ ถ้าคุณยังคงทำกับพวกผมอย่างนี้ ประเทศเราคงไม่พัฒนาหรอก!!!! “
ผู้โพสต์ได้ระบุเรื่องราวว่า ตนเพิ่งขึ้น ม.5 ศึกษาอยู่ในโรงเรียนประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง การเรียนที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร เกรด 2 ขึ้นตลอด ครูสอนหลายคนและมีการสั่งงาน ส่วนใหญ่ผมก็ไม่ได้คัดค้านอะไร แต่มีงานอยู่หนึ่งงานที่ตนทนไม่ได้ มันคือการ ท่อง อาขยาน

เทอมที่แล้วๆ มาก็มีการท่องแบบนี้ แต่ส่วนมากเป็นกลอนแปด โคลงสี่สุภาพ ซึ่งตนคิดว่า พอจะมีประโยชน์ในการจำฉันทลักษณ์หรือให้แง่คิดอะไรบ้าง แต่พอเป็นอันนี้มันเป็นร่าย ซึ่งฉันทลักษณ์มันแทบไม่มีอะไรสัมผัสน้อยทำให้จำยาก
แต่ที่ตนคิดคือ เหมือนว่าทางคนแต่งหรือใครก็ตามที่บังคับให้ท่อง ต้องการแค่ให้เราทำอะไรยากๆ โดยที่ไม่ได้ให้ประโยชน์ หรือเอาความรู้ไปต่อยอดใดๆ ได้เลยแล้วแบบนี้พวกเราจะเรียนไปเพื่ออะไร
ทั้งนี้ผู้โพสต์ได้มีการระบุรายละเอียดเพิ่มเติ่มว่า ตนสามารถท่องบทอาขยานดังกล่าวได้ โดยใช้เวลาฝึกประมาณ 2 ชั่วโมง สำหรับประเด็นที่ตนอยากให้ทุกคนเห็น คือการการตระหนักถึงประโยชน์ หากนำเวลา 2 ชั่วโมง ไปคุยกันว่า นางมัทรีนี่รักลูกแค่ไหน ทำไมพระเวสสันดรไม่รักลูกเลยหรอ อะไรทำนองนี้สิ่งที่เราจะได้คือ กระบวนการคิด และวิจารณญาณ มีคนกล่าวไว้ว่า การศึกษาที่ดีควรสอนให้นักเรียนคิดเป็น แล้วที่ทำกันอยู่นี่คืออะไร แม้แต่ทรงผมยัง ไม่มีโอกาสได้คิดเองเลย
ทั้งนี้แฟนเพจ Drama-addict ได้แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวด้วยว่า การเรียนวรรณกรรม การศึกษาเค้าโครงของบทกลอนในงานประพันธ์นั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกเล่นการใช้ฉันทลักษณ์ สัมผัส คล้องจอง พ้องเสียง มันมีประโยชน์ในการฝึกเขียนบทกลอนด้วยตัวเองในภายหลัง
ซึ่งทางเจ้าของกระทู้ระบุว่า อยากให้เด็กๆ ได้ถกเนื้อหาในวรรณกรรมที่ได้เรียนมา เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะการกระทำแต่ละอย่างของตัวละคร มันจะสะท้อนแนวคิด ค่านิยม ทรรศนะคติของผู้ประพันธ์ และสภาพสังคม ณ เวลานั้น บางอย่างมันก็ขัดกับค่านิยมในยุคปัจจุบัน เช่น พ่อแม่พี่น้องที่เคยอ่านเรื่องพระเวสสันดร คงน่าจะเคยสงสัยกันบ้าง ว่าการยกลูกยกเมียให้คนอื่นนี่มันถูกต้องแล้วหรือ
หากเปิดโอกาสให้เด็กได้อภิปรายถกเถียง วิเคราะห์วรรณกรรม มันจะช่วยให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ แตกแขนงความรู้ และฝึกค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มได้มากมาย เป็นประโยชน์กับตัวเด็กมาก ในระยะยาวจะมีประโยชน์มากกว่าด้วยซ้ำ ถ้าทำได้ทั้งสองรูปแบบ จะดีมาก
MThai News
ขอบคุณภาพและเรื่องราวจาก สมาชิกหมายเลข 2236384



