อีกมุมมองของตำรวจ อาชีพที่น่าสงสารที่สุด

อีกมุมมองของตำรวจ อาชีพที่น่าสงสารที่สุด

แฟนเพจตำรวจไทยสู้ๆ ได้เผยแพร่ข้อความเกี่ยวมุมมองของอาชีพตำรวจ จากมุมมองของนักธุรกิจ โดยเผยว่า อาชีพ ตำรวจเป็นอาชีพที่น่าสงสารที่สุด ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ถ้าคุณเป็น “คนดี” และได้ประกอบอาชีพ 1 อาชีพ อาชีพที่ทำแล้วน่าสงสารที่สุด คือ ตำรวจ คิดแล้วจงเปรียบเทียบ

ตำรวจไม่มีวันหยุด = คุณๆ หลากหลายอาชีพอาจคิดว่าเงินเดือนน้อยแต่ถ้าคุณเทียบเป็นชั่วโมงละ พวกคุณทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ค่าแรงขั้นต่ำ300 บาท /8 = ชั่วโมงละ 37.5 บาทแต่ตำรวจทำงาน 24 ชั่วโมง ค่าแรงต่อชั่วโมง คือ 12.5 บาท และต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดการปฏิบัติหน้าที่ ถามคุณจริงๆแค่จ้างคุณเฝ้าเป็ด1 ชั่วโมง 12.5 บาท ห้ามให้เป็ดหายถ้าหายคุณต้องซื้อเป็ดคืนเจ้าของตัวละ 200 บาท คุณจะรับจ้างหรือเปล่า

1908149_759774560798862_4459732038200641874_n

หลายคนอาจอยากเปรียบเทียบทหารกับตำรวจเหลือเกิน ว่าทำไมตำรวจจะน่าสงสารกว่าทหารไปได้คิดแล้วจงเปรียบเทียบทหารบอกว่าเป็นรั้วของชาติเสียสละแต่เรารู้เรื่องของทหารน้อยมาก วันๆพวกเขาทำอะไร ยกเว้น ทหาร 3จังหวัดชายแดนใต้เป็นแค่ 5 % เท่านั้นของทหารทั้งหมด

และทหารที่อยู่แนวชายแดน 10% นอกนั้นเราไม่รู้เลยสมัยนี้มีสงครามที่ต้องกลัวว่าจะไปรบแขนขาขาด หรือตายไหมบอกเลยว่าตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่ 2รถถังแทบจะจอดอยู่กับที่ และมีไว้สำหรับซ้อมรบเท่านั้น
เมื่อเกิดอาชญากรรมตำรวจคือปราการด่านแรกที่ผู้ร้ายต้องปะทะ และสถิติการสูญเสีย ตำรวจที่บาดเจ็บและตายในการปฏิบัติหน้าที่ (โดนยิงในร้านทอง,ปะทะอาชญากร, โดนรถชน ) มากกว่าทหารที่ถูกระเบิด หรือโดนยิงหลายเท่านัก

คุณอาจจะบอกว่า ทหารที่ใต้โดนระเบิดกันทุกวัน แต่อย่าลืม ทุกที่มีตำรวจ ที่ใต้ก็มี ตำรวจภูธร และตำรวจ ตชด. แต่ที่สำคัญ คือ แล้วทหารค่ายอื่นๆ เขามีสถิติการบาดเจ็บ ล้มตายหรือไม่ แต่ตำรวจ ไม่จำเป็นต้องอยู่ชายแดนใต้พวกเขาก็มีความเสี่ยงในตัวตลอดเวลาทั้งนี้ทั้งสองอาชีพมีความสำคัญ แต่นี่คือการยกตัวอย่างในเรื่องที่กำลังเจาะประเด็น อย่าน้อยใจ หรือมีความคิดแปลกแยก

ขอบคุณภาพและที่มาจากแฟนเพจตำรวจไทยสู้ๆ

MThai News

เมียนมา กลับลำร่วมประชุมถกปมโรฮิงญา

ทางการเมียนมา เปลี่ยนท่าที ในการเข้าร่วมการประชุม ถกปัญหาวิกฤตกลุ่มชาติพันธุ์ โรฮิงญา ย้ำไม่ยอมรับข้อกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของวิกฤตเพียงผู้เดียว

เมียนมา,พม่า,วิกฤตโรฮิงญา,ผู้ลี้ภัย,ผู้อพยพ,กลุ่มคนไร้แผ่นดิน

วันนี้ (19พ.ค.)สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวกรณีที่ รัฐมนตรีสารสนเทศของเมียนมา กลับลำ เปลี่ยนท่าทีตอบตกลงเข้าร่วมประชุมแก้ไขปัญหาโรฮิงญา ในวันที่ 29 พ.ค. โดยล่าสุดออกมาบอกว่า เข้าใจกระแสิพากษ์วิจารณ์จากประชาคมโลก เกี่ยวกับเรื่องการอพยพชาวโรฮิงญา แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมถูกกล่าวหา แต่เพียงผู้เดียวว่า เป็นต้นเหตุของวิกฤตการณ์ผู้อพยพในภูมิภาค

โดย นายเย ทุต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของเมียนมา กล่าวที่นครย่างกุ้ง ว่า เมียนมา เข้าใจถึงความกังวลของประชาคมโลกเกี่ยวกับผู้อพยพชาวโรฮีนจา แต่แทนที่จะมาโทษเมียนมา ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดนี้ ทุกฝ่ายในภูมิภาคนี้ควรที่จะมาร่วมกันแก้ปัญหา

MThai News

สนับสนุนข้อมูลโดย INN

นายกฯมอบวิลาศทำหน้าที่โฆษกสำนักนายกฯ

พล.อ.ประยุทธ์ มอบ พล.อ.วิลาศ เลขาฯ นายกฯ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีควบอีกตำแหน่ง

สรรเสริญ แก้วกำเนิด, พล.อ.วิลาศ,พล.อ.ประยุทธ์,โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า จากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 122/2558 เรื่อง มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ดังกล่าว เพื่อให้งานด้านการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อยอย่างต่อเนื่องเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับมาตรา 14 และมาตรา 16 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 นายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งให้ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกหน้าที่หนึ่งจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 เป็นต้นไป