หึงโหด! ทหารเผาแฟนสาหัส ลูกร้องปวีณาจี้คดี

พลทหารค่ายธนะรัชต์หึงโหด ราดน้ำมันจุดไฟเผาแฟนสาวทั้งเป็นเจ็บสาหัสปางตาย ลูกสาวโร่ร้องปวีณาขอความเป็นธรรม พร้อมเร่งจับกุมผู้ก่อเหตุลงโทษ

วันที่ 14 พ.ค ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี จ.ปทุมธานี นายสราวุธ เจียงชัย อายุ 31 ปี พร้อมด้วยเด็กหญิง 2 คน เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ กรณีนางสาวสินิทรา คุ้มไม้ อายุ 34 ปี พี่สาว และเป็นแม่ของเด็กหญิงทั้ง 2 คน ถูกพลทหารสุนัย อายุ 22 ปี สังกัดกองพันบริการ ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ ซึ่งเป็นแฟนหนุ่มใช้น้ำมันราดและจุดไฟเผาทั้งเป็น ขณะนอนหลับที่บ้านพัก ย่านหนองแขม กทม.บาดเจ็บสาหัส ก่อนจะหลบหนีไป เหตุเพราะหึงหวงเกรงว่าฝ่ายหญิงจะไปมีชายอื่น

ทหารหึงโหด! จุดไฟเผาแฟนสาวสาหัส

ทหารหึงโหด! จุดไฟเผาแฟนสาวสาหัส ลูกร้องปวีณาจี้คดี

โดยเหตุเกิดช่วงเช้ามืดวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ขอให้ทางมูลนิธิปวีณาฯให้ความเป็นธรรมด้านคดี และขอให้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว

นายสราวุธ กล่าวว่า นางสาวสินิทรา พี่สาวเลิกกับสามีเก่าและมีลูกสาว 2 คน ต่อมาได้คบหาเป็นแฟนกับพลทหารสุนัยตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ไม่นาน พลทหารสุนัยก็ถูกจับกุมในคดียาเสพติดติดคุกอยู่หลายเดือน ก่อนจะออกมาเข้ารับการเกณฑ์ทหารและเป็นทหารเกณฑ์อยู่ที่ค่ายธนะรัชต์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อมีวันหยุดก็จะมาหาพี่สาวเป็นประจำ ระยะหลังฝ่ายชายมักจะหึงหวง และหาเรื่องทะเลาะ มีปากเสียงกันแทบทุกครั้งที่พบหน้า

ล่าสุดพลทหารสุนัย มาหาพี่สาวที่บ้าน เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อปรับความเข้าใจ ก็ยังพูดจากันดี ไม่มีทีท่าจะทะเลาะกันแต่อย่างใด ทั้งพลทหารสุนัยยังขอนอนค้างที่ห้องรับแขก ส่วนพี่สาวตนก็นอนกับลูกสาวทั้งสองคนในห้องนอนชั้นล่าง จนกระทั่งเวลาประมาณ ตี 5 ของวันที่ 8 พ.ค. ขณะที่พี่สาวกับหลานๆ นอนหลับอยู่ พลทหารสุนัยได้เข้ามาในห้องนอนพร้อมกับเอาน้ำมันเบนซินราดบนตัวพี่สาวก่อนจุดไฟเผาทั้งเป็น ท่ามกลางความตกใจของเด็กทั้งสองคน ส่วนน้องสาวตนอีกคนที่นอนอยู่ชั้นบนได้ยินเสียงจึงรีบลงมาช่วยเหลือดับไฟและพาส่งโรงพยาบาล

ซึ่งพลทหารสุนัยได้อาศัยช่วงชุลมุนขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป หลังเกิดเหตุหลานสาวคนโต เล่าว่า เห็นพลทหารสุนัย สูบน้ำมันออกจากรถจักรยานยนต์ใส่ขวดไว้ตั้งแต่เย็นวันที่ 7 พ.ค.แต่ก็ไม่ได้เอะใจสงสัยอะไร จนกระทั่งมาเกิดเรื่องดังกล่าวกับแม่

นายสราวุธ กล่าวอีกว่า จากการสอบถามแพทย์ทราบว่า ผิวหนังบริเวณใบหน้า หน้าอก แขนขา ของผู้ได้รับบาดเจ็บถูกไฟไหม้กว่า 40 เปอร์เซ็นต์ แผลลึกระดับ 3 อยู่ในขั้นวิกฤต ต้องรักษาอยู่ในห้องไอซียู และต้องดูอาการวันต่อวัน จึงอยากขอความเป็นธรรมให้กับพี่สาวและครอบครัวด้วย ตั้งแต่เกิดเรื่องหลานสาว 2 คน ไม่กล้าที่จะนอนที่บ้าน มีอาการหวาดผวาตลอด เพราะเสียขวัญที่เห็นสภาพแม่ถูกเผาทั้งเป็น

ด้านนางปวีณา กล่าวว่า หลังรับเรื่องได้ประสานไปยังพ.ต.อ.ณรงค์ ถัดทะพงษ์ผกก.สน.หนองค้างพลู และพ.ต.ท.อดิศร แก้วโหมดตาด พงส.ผนพ.เพื่อติดตามทางด้านคดี และขอให้เร่งจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเร็ว พร้อมกันนี้จะทำหนังสือไปยังพล.ต.นพดล ยิ้มถนอม ผู้บัญชาการศูนย์ทหารราบค่ายธนะรัชต์ ต้นสังกัด เพื่อขอให้ส่งตัวพลทหารสุนัยมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

MThai News

เหน็บ! UNHCR ช่วยตั้งอาชีวะ แต่ลอยแพโรฮิงญา

โลกออนไลน์โพสต์ภาพ ถามหาจุดยืน UNHCR กรณีช่วย ตั้ง อาชีวะ ผู้ต้องหาหมิ่นสถาบัน แต่ชาวโรฮิงญา ไร้แผ่นดิน

วันนี้ (14พ.ค.) ผู้คนบนโลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อภาพโปสเตอร์ ที่มีนายเอกภพ เหลือรา หรือ ตั้ง อาชีวะ ผู้ต้องหาหนีคดีหมิ่นเบื้องสูง ป.อาญา มาตรา 112 และแฟนสาว ที่ขณะนี้อาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศนิวซีแลนด์ ในฐานะผู้ลี้ภัย ด้วยความช่วยเหลือของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) เมื่อช่วงปี 2557 ที่ผ่านมา

mm

พร้อมทั้งมีการนำภาพของกลุ่มโรฮิงญา (Rohingya) มาเปรียบเทียบ ซึ่งขณะนี้ถือว่าพวกเขาคือ กลุ่มคนที่ไร้สัญชาติ ไร้ที่อยู่อาศัย ต้องดิ้นรนต่อสู้ด้วยการลักลอบเดินทางลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม จนกลายเป็นปัญหาค้ามนุษย์

พร้อมกันนี้ยังมีการระบุข้อความด้วยว่า  “ตั้ง อาชีวะ หมิ่นสถาบัน UNHCR ช่วยหนีและเปลี่ยนสัญชาติ ชาวโรฮิงญา (Rohingya) อยากถามว่า UNHCR where are you when we needed you the most?”

อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 ให้คำนิยาม และความหมายของสถานภาพผู้ลี้ภัยว่า ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติสมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง

ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างรวมไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ บ้านเรือน และแม้แต่ครอบครัว ผู้ลี้ภัย แตกต่างจากแรงงานต่างด้าวเพราะแรงงานต่างด้าวเดินทางออกนอกประเทศของตนโดยสมัครใจเพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ ผู้ลี้ภัยไม่อาจพึ่งพาความคุ้มครองจากรัฐบาลของตนเอง พวกเขาถูกบังคับให้หนีจากประเทศของตนเอง จึงจำเป็นที่ประชาคมนานาชาติต้องให้ความช่วยเหลือ และให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยเหล่านั้น

MThai News

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติม จาก เว็บไซต์ unhcr

คุก2ปี6เดือน น้องชาย’ธาริต’ อ้างเบื้องสูงซื้อที่

ศาลอาญาสั่งจำคุก5 ปี “เสฏฐวุฒิ เพ็งดิษฐ์” น้องชายธาริต  อ้างเบื้องสูงซื้อที่ดินโคราช สารภาพลดโทษเหลือ 2 ปี 6เดือนขณะ “ป๋าชื่น” ปฏิเสธสู้คดี

วันที่14พ.ค. ศาลอาญารัชดา นัดสอบคำให้การจำเลยคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา9 เป็นโจทก์ฟ้องนายเสฏฐวุฒิ เพ็งดิษฐ์ อายุ 52ปี อาชีพนายหน้าค้าที่ดิน น้องชายนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายบุญธรรม หรือป๋าชื่น บุญเทพประทาน อายุ 65 ปี นักธุรกิจด้านที่ดิน ร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112

จำคุก2ปี6เดือน น้องชาย'ธาริต'

จำคุก2ปี6เดือน น้องชาย’ธาริต’

จากกรณีเมื่อระหว่างปี พ.ศ.2550-พ.ศ.2551 ที่ดินบริเวณเขาหนองเชื่อม ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีบางส่วนที่สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน บางส่วนเป็นเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับที่ดินที่ทางฝ่ายทหาร มีหนังสือขอใช้พื้นที่อย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.2534 และบางส่วนเป็นพื้นที่ที่คณะกรรมการจัดสรรดินแห่งชาติกันไว้ เพื่อใช้เป็นพื้นที่ทดแทนพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งไม่สามารถออกเป็นโฉนดที่ดินได้

ต่อมานายบุญธรรม ซึ่งเป็นเจ้าของและกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท บ้านชุมทอง จำกัด และบริษัท เขาใหญ่ เบเวอร์ลี่ฮิลล์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจจัดสรร และค้าขายที่ดิน มีความประสงค์ที่จะนำที่ดินบริเวณดังกล่าว มาขอออกโฉนดที่ดิน เพื่อจัดสรรจำหน่ายให้กับผู้ที่ต้องการซื้อที่ดินไปปลูกบ้านพักตากอากาศในราคาสูง เพื่อทำกำไร โดยนายบุญธรรมได้ร่วมมือกับนายเสฏฐวุฒิ ให้ไปดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินบริเวณดังกล่าวเนื้อที่หลายร้อยไร่

ซึ่งนายบุญธรรม ระบุกับนายเสฏฐวุฒิ บางตอนว่า ตนมีความสนิทสนมกับ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. และ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผบช.ก. ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของอดีตหม่อมศรีรัศมิ์ (ขณะเกิดเหตุ) หากนายเสฏฐวุฒิ มีปัญหา หรืออุปสรรคในขั้นตอนใดๆ ในการขอออกโฉนดที่ดินให้บอกได้ทันที

ทั้งนี้ถ้อยคำดังกล่าวของนายบุญธรรมเป็นการแอบอ้าง จาบจ้วง ล่วงเกิน ใส่ร้าย ใส่ความดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เพื่อให้ตนเองสมประโยชน์ โดยศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองฟังจนเข้าใจ แล้วสอบถามว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธ ปรากฏว่า นายเสฏฐวุฒิ ให้การรับสารภาพ ส่วนนายบุญธรรม ให้การปฏิเสธและขอต่อสู้คดี

ศาลจึงพิพากษาเฉพาะในส่วนของนายเสฏฐวุฒิ ว่ากระทำผิดจริง กฎหมายอาญา มาตรา112 สั่งจำคุก 5 ปี คำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกไว้ 2 ปี 6 เดือน

ส่วนนายบุญธรรม ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว และให้พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องคดีนายบุญธรรม เข้ามาใหม่ภายใน7วันตามกฎหมาย

ป๋าชื่น

ป๋าชื่น

ขอบคุณภาพจาก กลุ่มสายตรงภาคสนาม

MThai News