คลิปทึ้ง! เมฆคล้ายพระพุทธรูป เหนือกว๊านพะเยา

ชาวเน็ตแห่ชมคลิปภาพก้อนเมฆคล้ายพระพุทธรูปศิลา ลำแสงทอประกายพวยพุ่งเหนือเศียรองค์พระ ลอยสูงเหนือกว๊านพะเยา เชื่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ในโลกออนไลน์กำลังมีการแชร์คลิปกันอย่างแพร่หลาย โดยในคลิปเป็นภาพก้อนเมฆที่มองดูคล้ายพระพุทธรูป ซึ่งมีลำแสงทอประกายพวยพุ่งออกจากด้านบนของเศียรองค์พระที่ลอยสูงอยู่เหนือกว๊านพะเยา ซึ่งคลิปดังกล่าวนักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มหนึ่งเป็นผู้บันทึกไว้ระหว่างชมทิวทัศน์กว๊านพะเยา ทำให้ต่างพากันถ่ายรูปกลุ่มเมฆนี้ไว้ และยกมือขึ้นไหว้เพื่อขอพร

เมฆ,พระพุทธรูป,กว๊านพะเยา,นักท่องเที่ยว

คลิปเมฆคล้ายพระพุทธรูป เหนือกว๊านพะเยา

หลังจากมีการเผยแพร่คลิปดังกล่าว ชาวโซเซียลต่างแสดงความเห็นว่า น่าจะเป็นความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อศิลากว๊านพะเยา พระพุทธรูปหินทรายอายุกว่า 500 ปี ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดติโลกอารามกลางกว๊านพะเยา และเป็นที่รู้จักศรัทธาของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเป็นอย่างดี

ขอบคุณภาพ รวมคลิปHOT

MThai News

ตีแผ่พฤติกรรมกระหายยอดไลค์ สู่การประกาศหา “เอฟซี”

โลกสังคมออนไลน์ เป็นที่รู้กันดี มีความต่างจากสังคมที่แท้จริง ในยุคปัจจุบัน เครือข่ายอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตปัจจุบันมากขึ้น ไม่ว่าจะเดินเหินไปไหน ทำอะไร สามารถรายงาน และรับรู้ได้ผ่านโลกโซเชียล

ด้านดีก็มีมาก แต่หากมองอีกด้าน เมื่อเอาฉากชีวิตไปโลดแล่นในสังคมออนไลน์มากเกินไป จะกลับกลายเป็นเป็นภาวะอาการของการติดโซเชียล เกิดความเหินห่างกับบุคคลภายนอก

unnamed (1)

พฤติกรรม ความต้องการการยอมรับในสังคมออนไลน์ เราจะเห็นได้จากคำชื่นชม การกดไลค์เป็นกำลังใจ หากมียอดกดไลค์น้อย จะทำให้รู้สึกด้อย ไม่เป็นที่สนใจ จึงมีความพยายามหาเรื่องราว ตกแต่งภาพ ถ่ายคลิปพฤติกรรมแปลกๆ มาเผยแพร่ในแวดวงเพื่อนฝูง

พักหลังเริ่มจะเห็นคลิปพฤติกรรมประหลาด อย่าง การยืนขับรถโชว์ การโชว์เกรียนแก้ผ้าในร้านสะดวกซื้อ การเต้นเปิดอก โชว์เป้า เต้าหก ทำท่าทางประหลาด เป็นต้น หากคลิปไหนได้รับการกดไลค์เป็นจำนวนมาก และมีการแชร์ส่งต่อกัน ทำให้บุคคลในคลิปเหล่านั้น เป็นที่ยอมรับไปโดยทันที

unnamed

อาการหนัก ที่บ่งบอกถึงภาวะการติดโซเชียล คือพฤติกรรมกระหายยอดไลค์ พร้อมคำเอาใจจากคอมเม้น ตัวอย่างดังจะเห็นได้จากการโพสต์ภาพประกาศขอจำนวนไลค์

-ขอ100ไลค์ #จะไปเข้าฝัน
-ไลค์ครบ100 จะเปลี่ยนรูปโปรไฟล์
-ไลค์หน่อยนะ ไลค์มาไลค์กลับ แถมบอกทิ้งท้ายหากใครไม่กดไลค์ จะยกเลิกความเป็นเพื่อนกันไปเสียดื้อๆ

และลักษณะการแสดงความคิดเห็นก็จะผิดแปลกไปจากเดิม

-เม้นท์อะไรก็ได้ เดี๋ยวไปบอกรักหน้าวอลล์
-ใครไลค์โพสต์นี้จะไปบอกฝันดี
-หรือส่งคำขอความเป็นเพื่อนทั้งที่ไม่รู้จักกัน ระบุว่า หากไลค์รูป ไลค์สเตตัส จะไลค์กลับ ไม่เอาเปรียบแน่นอน

ข้อความลักษณะนี้มักพบเห็นในกลุ่มเด็กนักเรียน แม้ไม่มีอะไรแฝงอยู่ แต่ผู้ที่ได้พบเห็นบางคนคงเกิดคำถามขึ้นว่า ต้องการอะไรจากสังคม? สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การสร้างเรื่องราว ก่อดราม่าเรียกไลค์ ทำร้ายตัวเอง กรีดแขนตัวเองประชดรัก สร้างเรื่องโกหก ทะเลาะกันเพื่อสร้างกระแส หรือแม้แต่การถ่ายรูปตัวเองขณะร้องไห้

ความนิยมในตัวดารา นักแสดง คนดังเน็ตไอดอลทั้งหลาย ก็มีอิทธิพลต่อการแสดงออกในโลกโซเชียล เมื่อเห็นว่า หน้าตาดี แต่งตัวน่ารัก จะมียอดกดไลค์จากแฟนคลับ หรือเอฟซีสูง สิ่งเหล่านี้กำลังนำไปสู่กระแสการประกาศหาแฟนคลับ หรือ “เอฟซี” ของตัวเองผ่านทางสังคมออนไลน์

แต่ละคนจะกำหนดเงื่อนไขต้องเป็นเพื่อนที่ดี ซื่อสัตย์ ตั้งอายุและต้องส่งของขวัญมาให้ หากใครส่งของขวัญจะได้รับยกย่องเป็นเพื่อนพิเศษ โดยผู้ที่ประกาศจะระบุชื่อ ตัวตนของตัวเองที่แท้จริงให้รับรู้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ หากเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว อาจเป็นอันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้างได้

อย่างไรก็ตาม คนที่อยู่ในแวดวงสังคมโซเชียล ก็คงจะเข้าใจดี เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่ใครๆ ก็เป็น มากบ้างน้อยบ้าง ด้วยเหตุผลทางจิตวิทยาว่า ทุกคนย่อมต้องการแสดงตัวตน และต้องการการยอมรับ

เพียงแต่จะต้องใช้ให้ถูกทางและเป็นประโยชน์ อย่ายึดติดกับคำเชยชมบนโลกออนไลน์ หากแต่ลองใส่ใจบุคคลรอบข้าง สร้างความสัมพันธ์ที่ดี ในชีวิตจริงให้มากขึ้น แบบนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

เพชรพิริยะ

MThai News

ขอบคุณภาพจาก theguardian.com

ปิดเกาะปูยูค้น5จุด-‘โกชัย’ เอี่ยวโรฮีนจามอบตัว

ตำรวจ ทหาร บุกจู่โจมปิดล้อมเกาะปูยู ค้นบ้านนายก อบต.ปูยู และเครือข่ายอีก 5 จุด เตรียมยึดทรัพย์ตรวจสอบ ขณะที่ คสช.ยังไม่คุย ม.44 แก้โรฮีนจา 

วันนี้ 14 พ.ค.ชุดคอมมานโด ตำรวจ ทหาร ตำรวจน้ำ สนธิกำลังเข้าแผนเปิดปฏิบัติการจู่โจมปิดปลายทางขบวนการค้ามนุษย์พื้นที่เกาะปูยู ต.ปูยู อ.เมือง จ.สตูล 5 จุดเป้าหมาย กระจายกำลังเข้าตรวจค้นและอายัดทรัพย์ที่ โดยเชื่อว่าจะเกี่ยวพันกับขบวนการค้ามนุษย์

เร่งปิดเกาะ ปูยู

ซึ่งปฏิบัติการสนธิกำลังผสมในครั้งนี้ ภายใต้การนำของ พล.ต.ต.เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 รักษาราชการแทน ผู้บังคับตำรวจภูธรจังหวัดสตูล กล่าวว่า การปิดเกาะตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก สภ.เมืองหาดใหญ่ ได้ออกหมายจับ 4 หมาย เก่าค้างอยู่ในพื้นที่สตูล และคดีใหม่ที่ นายมาเลย์ โต๊ะดิน นายก อบต.ปูยู เดินทางเข้ามอบตัวเมื่อวานนี้นั้น ทางตำรวจจึงจำเป็นต้องเข้ายึดอายัดทรัพย์ที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิดเพื่อตรวจสอบ

โดยมั่นใจว่าหลังจากมีการแสดงกำลังในการป้องกันปิดล้อมกวาดล้างในครั้งนี้จะทำให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดไม่มีเกิดขึ้นอีก และในขณะนี้พบว่ามีหมายจับจากท้องที่อื่นที่เกี่ยวพันกับคนในพื้นที่ จ.สตูล ที่ก่อคดีมากกว่า 10 คน ในเรื่องการค้ามนุษย์ และในเร็ว ๆ นี้ ทาง จ.สตูล เตรียมรวบรวมพยานหลักฐานในการออกหมายจับตัวการใหญ่ค้ามนุษย์แม้จะติดขัดในบางประการ ก็เชื่อว่าจะสามารถออกหมายจับมาดำเนินคดีทางกฎหมายได้ในเร็ว ๆ นี้เช่นกัน

คสช.ยังไม่คุย ม.44 แก้โรฮีนจาตั้งค่ายผู้อพยพ

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยกับสำนักข่าว INN ว่า ในส่วนของการแก้ปัญหาและการให้ความช่วยเหลือชาวโรฮีนจานั้น ขณะนี้แต่ละหน่วยงานในพื้นที่ที่รับผิดชอบได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

โดยในส่วนของ คสช. ยังไม่มีการหารือที่จะใช้กฎหมายพิเศษตาม มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ในการเร่งแก้ปัญหาแต่อย่างใด คาดว่าคงต้องรอดูปัญหาและอุปสรรคในการทำงานอีกครั้ง รวมถึงเรื่องข้อเรียกร้องการจัดตั้งศูนย์อพยพ หรือค่ายผู้ลี้ภัยก็ยังไม่มีการพูดคุยในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

‘เอก’ เผยจับแก๊งค้าโรฮีนจาแล้ว26ราย
ความคืบหน้าการสืบสวนคลี่คลายคดีเครือข่ายค้ามนุษย์โรฮีนจา ล่าสุด พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมทีมสืบสวนสอบสวนได้ร่วมกันแถลงความคืบหน้าคดี โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้แล้วทั้งสิ้น 26 คน จากที่ออกหมายจับทั้งหมด 61 คน

โดยผู้ต้องหารายล่าสุดที่ได้เข้ามอบตัวเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาคือ นายสุรียา อาหะหมัด หรือ โกชัย เครือข่ายค้ามนุษย์ใน จ.สตูล ยังเหลือผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับอีก 35 คน รวมถึง นายปัจจุบัน อังโชติพันธุ์ หรือ โกโต้ง ตัวการใหญ่ที่ยังคงหลบหนี

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้ยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายค้ามนุษย์ใน จ.ระนอง สตูล และนครศรีธรรมราช มูลค่ากว่า 204 ล้านบาท แยกเป็นเครือข่ายค้ามนุษย์ ที่ จ.ระนอง กว่า 100 ล้านบาท จ.สตูล 29 ล้านบาท และ จ.นครศรีธรรมราช 75 ล้านบาท ซึ่งทาง ปปง.กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบในรายละเอียด หากผู้ต้องหาไม่สามารถชี้แจงในรายละเอียดที่มาของทรัพย์สินได้ก็จะตกเป็นของแผ่นดินทั้งหมด

MThai News