นักวิทยาศาสตร์จากอังกฤษ วิเคราะห์ร่างมัมมี่สัตว์ เพื่อไขปริศนา นำไปสู่ความเชื่อทางศาสนาในอดีตกาล

สำนักข่าว ‘บีบีซี’ เผยแพร่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ จากพิพิธภัณฑ์แมนเชสเตอร์ ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็น มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และแพทยศาสตร์ ในสหราชอาณาจักร เพื่อไขปริศนา การดองศพหรือการแช่น้ำยาพิเศษ หรือ ‘มัมมี่’ ในสัตว์หลากหลายชนิด ซึ่งเป็นประเพณี หรือธรรมเนียมที่โดยปกติชาวอียิปต์โบราณ จะทำมัมมี่ของฟาโรห์และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ และนำไปฝังในลักษณะแนวนอนภายใต้พื้นแผ่นทรายของอียิปต์ เนื่องจากมีความเชื่อทางศาสนา เกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย โดยการใช้เครื่องสแกน
ทั้งนี้รายงาน ระบุว่า ‘มัมมี่สัตว์’ สารพัดชนิด กว่า 800 ชิ้น เช่น แมว นก จระเข้ สุนัขถูกนำมาวิเคราะห์ถึงที่มา และจุดประสงค์ในการเก็บรักษาร่างเหล่านี้ไว้ ด้วยการใช้รังสีเอกซ์ และ เครื่องซีทีสแกน ซึ่งผลปรากฏว่า หนึ่งใน 3 ของจำนวนมัมมี่ที่ค้นพบทั้งหมดอยู่ในสภาพสมบูรณ์จากการเก็บรักษาไว้อย่างดี แต่ผลของการสแกน แสดงให้เห็นว่าร่างบางส่วน ได้บุบสลายเหลือเพียงความว่างเปล่า ผลการวิเคราะห์เผยให้เห็นว่าสัตว์เหล่านี้เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงเข้าสู่ยุคโรมัน ก่อนคริสตกาล ถึง 800 ปี หรือราว 2,800 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าชาวอิยิปต์นำร่างสัตว์ต่างๆกว่า 70 ล้านชีวิตมาเก็บรักษาด้วยวิธีการเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า สัตว์เหล่านี้ถูกสังหารอย่างจงใจตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อนำมาทำมัมมี่โดยเฉพาะ โดยร่างของมัมมี่สัตว์เหล่านี้มีข้อแตกต่างจากมัมมี่มนุษย์ เนื่องจากร่างกายมนุษย์ถูกเก็บรักษาไว้ เพราะความเชื่อในด้านชีวิตหลังความตาย แต่ร่างมัมมี่สัตว์ จะมีการนำมาเสนอขาย เพื่อจุดประสงค์บางอย่างที่มีความเกี่ยวโยงกับความเชื่อทางศาสนา คล้ายกับการบูชาเครื่องรางของขลัง หรือสื่อของที่จะนำมาบูชาเทพเจ้า ถึงขั้นที่ว่า อิยิปต์โบราณเป็นแหล่งอุตสาหกรรม มัมมี่สัตว์ที่มีชื่อเสียงก็ว่าได้

มัมมี่ ที่จัดแสดงในงาน ‘ชีวิตนิรันดร์ในแดนไอคุปต์’ ซึ่งจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติสมิธโซเนียนในกรุงวอชิงตัน ดีซีเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2011

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวอิยิปต์โบราณ

มัมมี่จระเข้
MThai News
ที่มา BBC


