นักวิชาการสื่อ เผยรูปแบบพาดหัวล่อให้คลิ๊ก ชี้สื่อหลักไม่ควรทำตาม
ทุกวันนี้ใครที่เล่นเฟซบุ๊คคงจะเห็นลิงก์ข่าวแบบแปลกๆที่ล่อให้คนอ่านคลิ๊กเข้าไปอ่านรายละเอียดซึ่งมีการใช้พาดหัวข่าวแตกต่างจากสำนักข่าวออนไลน์ทั่วไป
ล่าสุด นายธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับพาดหัวข่าวแนวใหม่นี้ รวมถึงให้ความรู้กับคนบนโลกออนไลน์
โดยเผยว่า พาดหัวข่าวนี้เรียกว่า “NEWS CLICKBAIT” / ลิงก์ข่าวหลอกคลิ๊กมีลักษณะรูปประโยคที่จับสายตา ดึงดูดความกระหายใครรู้ ความสงสัย จากผู้อ่าน ด้วยวิธีการพาดหัวข่าวหลอกล่อ ปกปิด ซ่อนเร้นเนื้อหาสาระใจความของข่าวนั้นจริงๆ เมื่อคลิ๊กเข้าไปดู ก็ไม่พบว่า “มีเนื้อหาสาระอะไร” มากนัก ก็แค่ข่าวสั้นๆ

หรือบ่อยครั้ง ก็พบว่าข่าวมีลักษณะเขียนสั้นๆ เสียเวลาผู้อ่านมากที่ต้องเข้าไปกดดู ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ ต้องการเพิ่มยอดการคลิ๊กในเว็บไซต์ตนเอง “CTR-Click Through Rate” เพราะสามารถนำไปเพิ่มยอดการเข้าอ่าน และอ้างอิงไปสู่การซื้อ ขายยอดวิว และเม็ดเงินโฆษณาในเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ได้
ผลคือ เว็บไซต์ข่าวปัจจุบันจะหลงลืมการพาดหัวข่าวแบบเดิม คือ “5Ws+1H” คือ ใคร/ทำอะไร/ที่ไหน/เมื่อไหร่/ทำไม/อย่างไร (Who,What,Where,When,Why,How) ซึ่งเป็นพาดหัวข่าวในยุคสื่อหนังสือพิมพ์ที่ต้องแข่งขันกันสรุปความเพื่อช่วยให้ผู้อ่านรับรู้เรื่องราวได้จากพาดหัวข่าวที่สำคัญ แล้วค่อยเข้าไปอ่านรายละเอียดในข่าวจริงๆ แตกต่างกับพาดหัวข่าว/หรือชื่อบทความออนไลน์สมัยนี้ ที่ต้องใช้รูปแบบ “ลิ้งก์หลอกคลิ๊ก” เพื่อทำให้ผู้ชม “ไม่รู้ หรือ รุ้บางส่วนของเรื่องราว และหมกเม็ดความจริง ข้อทเจริงบางชุดเอาไว้” เพื่อนำไปสู่การคลิ๊กเปิดดูหรือเปิดอ่าน
พาดหัวข่าวแบบ “ลิ้งก์หลอกคลิ๊ก” (clickbaiting) ถูกพัฒนามาจากเว็บโฆษณาออนไลน์ ที่พยายามดึงดูดผู้อ่านให้เข้ามากดดูโฆษณาสินค้าหรือบริการ แต่ในยุคหลังๆ มานี้ เริ่มที่จะระบาดมาในเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ จนกระทั่งสื่อบางสำนักในประเทศไทยก้ยังเริ่มเอาพาดหัวข่าวแบบนี้ไปใช้
ซึ่ง “สื่อเองก็ควรระมัดระวัง” อย่าให้คลิปข่าวแบบลิงก์หลอกคลิ๊ก เช่นนี้ เพราะมันจะเข้ามาทำลายไวยากรณ์ของข่าว มันดูตลก และไร้สาระมากขึ้น แต่แน่นอนว่าสำนักข่าวออนไลน์จะชอบ เพราะมันไม่ต้องกังวลเรื่องเนื้อที่ที่จำกัดของตัวพิมพ์บนหน้ากระดาษ พอเป็นสื่อออนไลน์จะยาวเท่าใดก็ได้ (3-4 บรรทัดยังมีเลย) เพราะมันเร้าใจ ยั่วยวนคนอ่านให้สงสัยใคร่รู้จริงๆ ขอเพียงว่า อย่าลามมาที่สื่อสารมวลชนวิชาชีพเลย!
ที่มา Time Chuastapanasiri


