‘ภาษีพระ-วัด’ ปมร้อนใหม่ ชนวนเคลื่อนไหวสงฆ์

ผ่านไปหมาดๆ สำหรับผลงานรัฐบาลท็อปบู๊ต (ครบ 1 ปี) ที่ “พอใจ” แต่ “ไม่ภูมิใจ” คำพูดจากใจ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้พร่ำบอก “ขี่ม้าขาว” ล่วงก้าวมาปฏิรูปบ้านเมือง ให้หลุดโคจรแห่งความขัดแย้ง แม้โพลหลายสำนักจะกำหน่ำเทคะแนน “ผลงานเข้าตาประชาชน” บ้านเมืองสงบ สยบโจร ถอนรากโคนทุจริต

แต่…ติดขัด อยู่เรื่องเดียว “พิษเศรษฐกิจ” ปัญหาหิน ดิ้นรนเพียงใด ก็ยังไม่ได้ใจประชาชน

เท่านี้ …ถือว่า…คะแนนเสียงท่วมท้น กลบส่วนแย่ได้ระดับหนึ่ง “ใจ”กว่าจะได้มา นับว่า “ยาก” ต้องขยันทำงาน “เลือดตากระเซ็น” และที่ยากยิ่งกว่า คือ…รักษาฐานเสียง … กลับต้องมา “ผจญสู้-ปัญหานอกบ้าน” อีกระลอกใหญ่

วัดใจกันไป…ไทยต้องร่วมแก้ปัญหาระดับโลก ปมร้อน “โรฮีนจา” -“ค้ามนุษย์” 29 พ.ค.นี้ ในฐานะเจ้าภาพ ความชัดเจน-บทสรุปจาก 15ประเทศ ร่วมถกปัญหา …จะบังเกิดขึ้น !!

ระหว่างถก-เถียงกันไปในเรื่องนี้…ยังมีอีกเรื่อง “ร้อน” รอระอุ ปะทุเดือด สั่นสะเทือน “วงการสงฆ์” กันอีกครั้ง

หลังครั้งก่อน สงฆ์เรือนหมื่นยอมใส่เกียร์ถอย ยุติเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่ 31 มี.ค.ที่่ผ่านมา ปมต้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน และคัดค้านแนวทางปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาฯ 4 ด้าน ของ สปช.

ซึ่งขณะนั้น มติสงฆ์ส่วนใหญ่ เห็นพ้องต้องกัน …. แนวทางนี้…ก้าวล่วงศาสนาจักรเกินไป!

และครั้งนี้..เป็นประเด็นต่อยอดจากครั้งก่อน แต่…หนักหนากว่า กระทบ สงฆ์ทุกรูป-ทุกวัด?

ภาษีพระ-วัด

เมื่อพระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) ที่ปรึกษาสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) ทำหนังสือ เรื่อง”การเตรียมกฎหมายเก็บภาษีพระ และตรวจสอบทรัพย์สินของวัด” ถึงเจ้าคณะพระสังฆาธิการทั่วประเทศ กว่า3หมื่นวัด พร้อมแนบแบบตอบรับแสดงความคิดเห็นที่ พร้อมส่งให้นายกรัฐมนตรี

สาระสำคัญดังนี้ คือ…

1. เก็บภาษีพระภิกษุที่มีรายได้มากกว่า 20,000 บาทขึ้นไป

2. วัดที่จัดกิจกรรมเชิงพุทธพาณิชย์ต้องเสียภาษี

3. ออกกฎหมายตรวจสอบทรัพย์สินของทุกวัด

4. ออกกฎหมายลงโทษพระอย่างรุนแรง

ทั้งหมดนี้ รับทราบโดย ครม.และมอบสำนักพุทธฯ นำไปศึกษา รายงานกลับภายใน 30 วัน หรือ วันที่ 12 มิ.ย.นี้

อีก 10 กว่าวัน ชี้เป็นชี้ตาย หาก สำนักพุทธฯ เห็นควร นำส่ง ครม. ออกเป็น “ระเบียบ หรือ กฏหมาย”

งานนี้… “ผ้าเหลืองมีร้อน”สะท้อนความไม่มั่นคงสงฆ์ อาจเคลื่อนไหวใหญ่อีกรอบ สมดั่งหวังพระเมธีธรรมาจารย์ ที่เดินหน้านำเรื่อง ปลุกกระแส “ค้าน-ต้าน” นายไพบูลย์ ที่ แฝงนัยสำคัญไว้ในแนวทางปฏิรูปศาสนา

คือ…“พระ” ต้อง ไม่จับ ต้อง “เงิน” หรือ พัวพันกับเงินและผลประโยชน์ ? และ วัดทั้งหลาย ต้อง จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ส่งตรวจสอบได้ เช่นเดียวกับ สมาคม หรือ มูลนิธิ

ผนวกกับข้อมูลจากหลายเจ้าคณะฯ-เจ้าอาวาสวัดดัง ต่างนั่งฝั่งเดียวกัน ลั่น ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่เห็นด้วย เพราะพระส่วนใหญ่ไม่มีเงินมาก หรือ รายได้ประจำ มีแต่รายจ่าย ด้วยยุคสมัยใหม่ พระจะทำอะไร ต้องใช้ปัจจัยหรือเงินทั้งสิ้น ทั้งค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ จะให้พระไม่จับต้องเงินเลย เป็นไม่ได้

ขณะที่พระต่างจังหวัด ยิ่งอัตคัดขัดสน หาเงินสร้างโบสถ์สร้างวัดแสนลำบาก ปรึกษาหารือกันแล้ว แนวทางนายไพบูลย์ จะเก็บภาษีพระ-วัด อ้างอิงจากส่วนไหน และ จะนำไปใช้ประโยชน์ใดบ้าง

หากเก็บจากปัจจัยญาติโยมถวาย ก็เป็นรายได้ไม่แน่นอน หากเก็บจากส่วนค่า“นิตยภัต”ต้องเป็นสังฆาธิการระดับเจ้าคณะใหญ่ขึ้นไปที่จะมีรายได้ถึง 2 หมื่นบาท ซึ่งเป็นพระส่วนน้อยที่มี “ฐานะศักดิ์”

ส่วนข้อเสนอให้จัดเก็บภาษีวัดที่มีการจัดกิจกรรมเชิงพุทธพาณิชย์ ยังมีพระบางรูป เห็นสมควร หากวัดใดมีรายได้จำนวนมาก แต่มีข้อแม้ ต้องเก็บจากศาสนาอื่นด้วย ไม่ใช่เฉพาะวัดพุทธ เท่านั้น!

แค่…เรื่อง “เก็บภาษี” ก็เดือดจนร้อน ยังไม่นับรวม ข้อเสนอที่ให้มีการ “หมุนเวียนตำแหน่งเจ้าอาวาสทุก 5 ปี” ยิ่งทวี ความร้อนระอุ จนเหม็นไหม้ ถึงขนาด ไม่มีพระสงฆ์รูปใดทนได้ ออกโรงโต้ กระทบต่อความศรัทธาของชาวบ้านแน่นอน

ขณะที่พระบางส่วน เชื่อ ข้อเสนอนี้ “วัดหลวง” อาจกระทำได้ แต่ “วัดราษฏร์” เป็นเรื่องยาก เพราะพระสงฆ์แต่ละรูป กว่าจะบวชและดำรงเป็นเจ้าอาวาสในแต่ละวัดได้ ต้องอาศัยเวลา และ ความศรัทธาของญาติโยมอย่างยาวนาน

เรื่องยาวสาวกันใหญ่ นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักพุทธฯ ไม่รอช้า เร่งชี้แจง หนังสือดังกล่าว ที่ ครม.มอบให้มาพิจารณา ระบุชัด ไม่ใช่เป็นการ “สั่ง” ให้ยกร่าง “ระเบียบ” หรือ “กฎหมาย” แต่เป็นเพียงการส่งเรื่องให้ศึกษา เพื่อตอบข้อสงสัยของ ครม. เท่านั้น

จะอย่างไร เรื่องนี้ ถึงหูสงฆ์-ประชาชนทั่วประเทศ ถูกจัดเป็น”วาระร้อน” ถึงขั้นฟาก “พระเทพวิสุทธิกวี” ในตำแหน่งเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ออกตัว ให้ สปช. ยุติข้อเสนอที่ก้าวล่วงศาสนจักร

หากยังดื้อดึง ถึงคราคณะสงฆ์พร้อมลุกฮือต้าน!!

กลางเดือน มิ.ย.นี้ เป็นที่น่าจับตา “บทสรุป” นี้ จะออกมาทิศทางใด เพราะไม่ใช่เพียงฝ่ายสงฆ์ที่ต้องเป็นฝ่ายลุ้น แต่…พุทธศาสนิกชน และ ประชาชนหลายฝ่าย ต่างตั้งคำถาม และ รอคำตอบว่า “ทั้งหมดแห่งข้อเสนอปฏิรูปสงฆ์” “เหมาะสม หรือ ล้ำเส้น” สำหรับพุทธศาสนาไทย ?

แกล้วนลิน

MThai News

เปิดใจ ‘ราชวงศ์ผู้ดี’ เสวยอาหารไม่ต่างสามัญชน

อดีตเชพที่เคยถวายการรับใช้ ครอบครัวของ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่า เผยถึงมื้ออาหารของเหล่าเชื้อพระวงศ์

‘คาโรลีนร็อบบ์ อดีตเชฟ’ ที่เคยถวายงานรับใช้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์แห่งอังกฤษและเจ้าหญิงไดอาน่า พร้อมด้วยเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี่ พระโอรสทั้งสอง ที่พระราชวังเคนซิงตัน ระหว่างปี พ.ศ.2532-2543 เป็นเวลาร่วม 11 ปี ให้สัมภาษณ์เชวี ลิเบอร์ นักข่าวสาวของเว็บ Racked เกี่ยวกับวิถีชีวิตของครอบครัวของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่า ในการรับประทานอาหารในแต่ละวัน ซึ่งส่วนใหญ่ ประชาชนจะมีความเข้าใจว่า มื้ออาหารในราชวงศ์ จะต้องเป็นอาหารหรูหรา ราคาแพง อาทิ คาเวียร์ หรือทรัฟเฟิล เห็ดที่มีราคาแพงยิ่งกว่าทองคำ แต่แท้ที่จริงแล้ว อาหารแต่ละมื้อเป็นอาหารธรรมดาง่ายๆ และปรุงจากพืชผักที่ทรงปลูกเอง

ราชวงศ์อังกฤษ,อังกฤษ,อดีพเชฟ,เสวยอาหาร,อาหารในราชวงศ์

คาโรลีน เปิดเผยว่า ‘คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาหารที่เหล่าพระองค์เสวยต้องเป็นอาหารแพงๆอย่างเช่นต้องมีคาเวียร์แทบทุกมื้อแต่จริงๆแล้วครอบครัวพระองค์ ไม่ได้เสวยอาหารพวกนั้นตลอดเวลาเมื่อประทับอยู่ที่พระตำหนัก พระองค์ทรงชอบเสวยอาหารเรียบง่าย สด และปรุงเองใหม่ๆ’

คาโรลีน เชฟชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งชอบเข้าครัวทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก และมีดีกรีมีประสบการณ์ทำงานด้านอาหารมายาวนานเล่าว่า ภายในครัวที่พระราชวังเคนซิงตันจะมีเห็ดป่าที่เก็บมาจากพระตำหนักในสกอตแลนด์ โดยพนักงานในห้องครัวจะไปเก็บเห็ดป่าที่นั่นทุกช่วงฤดูร้อน จากนั้นก็นำมาแช่เย็นไว้ในช่องฟรีซหรือช่องแช่แข็งในตู้เย็น ทำให้มีเห็ดป่าปรุงอาหารกินได้ตลอดทั้งปีส่วนคาเวียร์ หรือทรัฟเฟิล ส่วนใหญ่ก็มีคนนำมาถวายเป็นของขวัญ โดยคาโรลีนเล่าว่า ทางห้องครัวในพระตำหนักไม่เคยซื้อคาเวียร์และทรัฟเฟิล เองเลย

พร้อมกันนี้ คาโรลีน เปิดเผยต่อไปว่า นมวัว ที่สมาชิกราชวงศ์ในครอบครัวเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่า ทรงดื่ม มาจากโคที่ทรงเลี้ยงไว้เอง ส่วนเนื้อสัตว์ก็มาจากฝูงแกะที่ทรงเลี้ยงไว้ หรือบางครั้งก็เป็นเนื้อสัตว์ที่ได้จากสัตว์ที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงล่ามาได้ นอกจากนี้ยังเก็บอาหารที่เสวยเหลือ ไว้เพื่อใช้ในมื้อต่อๆไป

เธอเผยต่อไปว่า เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงมีนิสัย ประหยัดมัธยัสถ์มาก และทรงมีความคิดว่าไม่ควรมีของเหลือทิ้ง ดังนั้น ถ้าหากมีอาหารเหลือ อาหารเหล่านั้นก็จะต้องถูกนำไปใช้ต่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรือไม่ก็ถูกนำไปดัดแปลงเป็นอาหารในมื้อต่อไป ดังนั้น พวกเราจึงระมัดระวังอย่างมากเวลาปรุงอาหาร เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ไม่โปรดให้ทำอาหารจานใหญ่ เหล่าพระองค์ทรงประหยัด อย่างเช่น ถ้าเราทำแกะย่างและเหลือ เราก็อาจจะนำไปดัดแปลงทำเป็น พายในมื้อเย็น เป็นต้น

นอกจากนี้ นอกจากเรื่องราวที่เธอประสบพบเจอในอดีต ในปัจจุบัน เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีน หรือเจ้าหญิงเคทพระชายา ก็ไม่มีเชฟ หรือพ่อครัวคอยปรุงพระกระยาหารถวาย ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นครอบครัวเล็กๆ และสามารถทำอาหารเสวยกันเองได้ ซึ่งน่าจะมาจากสาเหตุที่เจ้าหญิงเคทเป็นสามัญชน มิได้เติบโตในราชวงศ์ และทรงทำอาหารรับประทานเองอยู่แล้ว นอกจากนี้ พวกเขาชอบรับประทานอาหารด้วยกันบนโต๊ะอาหารในครัวเหมือนกับครอบครัวชาวบ้านทั่วไป และฉันก็มั่นใจว่า ทั้งสองพระองค์ยังทำเช่นนั้นอยู่

สนับสนุนข้อมูลโดย มติชน

ฉุน! พี่เขยตบหัวกลางวงเหล้า คว้ามีดแทงดับ

หนุ่มใหญ่เดือด! ถูกพี่เขยหยามศักดิ์ศรี ตบศีรษะกลางวงเหล้าคว้ามีดปลายแหลมจ้วงแทงดับ

เมื่อเวลา 22.30 น. วานนี้(26พ.ค.) ตำรวจ สภ.ระเบาะไผ่ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี รับแจ้งเกิดเหตุชายถูกแทง ที่หน้าบ้าน ต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังถูกนำตัวส่ง รพ.ศรีมหาโพธิ จึงเดินทางไปตรวจสอบ

แทงพี่เขย

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเพิ่งปลูกสร้างได้ไม่นาน เจ้าของบ้านเตรียมสถานที่เพื่อจะทำบุญเลี้ยงพระขึ้นบ้านใหม่ในช่วงเช้าวันนี้ (27 พ.ค.) บริเวณหน้าบ้าน พบม้านั่งที่ยังมีขวดเหล้าวางอยู่จำนวนมาก ใกล้กันพบกองเลือดของผู้ที่ถูกแทงไหลหยดเป็นทาง และพบนายพิชัย ศรีชื่น อายุ 65 ปี ผู้ก่อเหตุแทง นายประจวบ พันธุ์แจ่ม อายุ 67 ปีเสียชีวิต โดยนายพิชัย อยู่ในอาการมึนเมาพูดจาวกวน จึงควบคุมตัวไว้สอบสวน

จากการสอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์ ทราบว่าทั้งสองคนเคยมีปัญหากันมาก่อน โดยก่อนเกิดเหตุ นายพิชัย ได้มานั่งดื่มเหล้าที่บ้านของนายประดิษฐ์ นวลจันทร์ ที่กำลังเตรียมทำบุญเลี้ยงพระขึ้นบ้านใหม่ โดยทางเจ้าของบ้านไม่ได้เชิญ แต่นายพิชัย กลับถือวิสาสะมานั่งดื่มที่หน้าบ้าน

จนกระทั่งช่วงก่อนเกิดเหตุ นายประจวบ ผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นพี่เขยนายพิชัย มาตามให้กลับบ้าน แต่นายพิชัยกลับพูดจากวนประสาท นายประจวบจึงใช้มือตบไปที่ศีรษะหนึ่งครั้ง ทำให้นายพิชัยไม่พอใจ ถือเป็นการหยามศักดิ์ศรีจึงคว้ามีดปลายแหลมที่อยู่ใกล้กัน แทงเข้าที่หน้าอกบริเวณใต้ราวนมซ้ายหนึ่งครั้ง จนนายประจวบทรุดและล้มลงก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

MThai News