อีกมุมกล้อง! เหตุเก๋งพุ่งข้ามเลนชนกระบะ

เก๋งเสียหลักพุ่งข้ามเลนชนกระบะ ที่นครปฐม ไฟลุกท่วมจนมีคนเสียชีวิต 2 ราย

วานนี้ (24 พ.ค. 58) เพจ @Somsak Young ได้มีการเผยแพร่คลิปนาทีชีวิต ขณะรถเก๋งเสียหลักพุ่งข้มเกาะกลางชนรถกระบะ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต ทราบชื่อผู้ตาย คือ นายนัฐพล บุญญานุสาสน์ ผู้โดยสารที่ขับขี่มาในรถกระบะ ส่วนอีกรายไม่ทราบชื่อทราบเป็นชาย คนขับขี่รถเก๋งคันที่พุ่งข้ามเลนมา นอกจากนี้ยังพบผู้บาดเจ็บอีก 1 คน คือนายชยกร ธีรโชติธนกุล คนขับรถกระบะ

รถชน, ข่าวจังหวัดนครปฐม

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นคลิปภาพจากกล้องวงจรปิดภายในรถกระบะ ได้เผยเหตุการณ์ที่ผู้ขับขี่รถคันดังกล่าวเดินทางอยู่บนถนน เพชรเกษมฝั่งขาเข้า กทม. ใกล้กับศาลเจ้าแม่ปราสาททอง ม.4 ต.ท่าตำหนัก อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม จากนั้นไม่นานได้มีรถเก๋งสีขาวเหินข้ามเลนพุ่งชนรถกระบะอย่างจัง ก่อนที่ทุกอย่างจะแน่นนิ่งไป

ทั้งนี้จากการสอบสวนนายไพฑูรย์ ชูศิลป์กุล อายุ 48 ปี ญาติของนายเกียงไกร ชูศิลป์กุล นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลกำแพงแสน เป็นผู้ขับรอพบเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยความตกใจในเหตุการณ์ ทราบว่า ขณะที่ขับรถมาบนถนนเพชรเกษม เพื่อจะมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ โดยได้วิ่งอยู่เลนขวาสุด จู่ๆ เครื่องยนต์ได้เกิดการกระตุกจึงได้ชะลอความเร็วและเปลี่ยนเลน มาอยู่เลนที่ 2 กลางถนน

โดยมีรถกระบะคันเกิดเหตุขับแซงขึ้นหน้าไป แต่จากนั้นไม่กี่วินาทีได้เห็นรถรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีขาว ขับพุ่งข้ามเกราะกลางถนนมาจากฝั่งตรงข้ามมาชนกับรถกระบะคันที่ขับนำหน้ามาแทนที่รถของตนในเลนขวาสุด จากนั้นรถเก๋งได้เกิดไฟไหม้ลุกท่วมทันที ด้วยความตกใจตนจึงเร่งแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ จนพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตดังกล่าว

MThai News

รถชน, ข่าวจังหวัดนครปฐม

รถชน, ข่าวจังหวัดนครปฐม

อีกมุมเหตุเก๋งเสียหลักพุ่งชนกระบะไฟลุกไหม้

ทำแผนยิง ‘ทิวะพันธ์’ ญาติไม่อโหสิฯ ทิ้งพานขอขมา

คุมมือยิง “ทิวะพันธ์ เปาอินทร์” ทำแผน พร้อมขมาพ่อแม่ ด้านญาติไม่ยอมอโหสิกรรม โยนพานขอขมาทิ้ง ก่อนเข้ารุมประชาทัณฑ์ ตร.เร่งคุมขึ้นรถกลับทันที

ภายหลังแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวนายเขมทัต มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านของผู้เสียชีวิต บริเวณซอยงามวงศ์วานซอย 3 จำนวน 3จุด คือ จุดที่ผู้ต้องหาลงจากรถ เพื่อมาก่อเหตุ ,จุดซุ่มที่ทำการยิงที่เป็นเนินดินที่ผู้ต้องหาสามารถมองเห็นหน้าบ้านพักของนายทิวะพันธ์ได้อย่างชัดเจนและจุดสุดท้ายจุดที่มีพยานซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์รับจ้างมาเห็นตัวผู้ต้องหาก่อนที่จะหลบหนี

จากนั้นนำตัวนายเขมทัต พร้อมพานขอขมา ไปกราบพ่อแม่ผู้เสียชีวิตที่หน้าบ้าน โดยนายเขมทัตได้ก้มลงกราบพร้อมขอให้ ครอบผู้ตายอโหสิกรรมให้ ซึ่งทางพ่อแม่ผู้ตายนั้นมีสีหน้าเรียบเฉย พูดแต่เพียงสั้นๆว่า “ไม่น่าทำกันเลย”

และทันทีที่ทำแผนเสร็จ ญาติผู้เสียชีวิต 3-4 คน ได้บุกเข้ามาทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาด้วยความโกรธแค้น ก่อนเจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้และนำผู้ต้องหาขึ้นรถทันที

ด้านญาติผู้เสียชีวิตบางส่วน โยนพานขอขมาของผู้ต้องหาทิ้ง เพราะไม่ยอมรับการขมา ก่อนออกมาขอร้องสื่อให้ช่วยกันตรวจสอบหาตัวผู้บงการ เพราะไม่เชื่อที่มาของปืน และยอมรับว่ายังติดใจตัวผู้ก่อเหตุ

…………………………………………………..

ตำรวจภาค 1 คุมมือยิง “ทิวะพันธ์ เปาอินทร์”แถลง เจ้าตัวเผยเป็นมือขวารับทวงหนี้ สารภาพแค้นถูกผู้ตายเบี้ยวเงินส่วนแบ่ง ตำรวจยืนยันไม่ใช่แพะ

วันที่ 25 พ.ค. จากกรณีคนร้ายลอบสังหารนายทิวะพันธ์ เปาอินทร์ นักธุรกิจนำเข้ารถอิสระ หรือเกรย์มาร์เก็ต บุตรชาย พ.ต.อ.อนันต์ เปาอินทร์ อดีตนายตำรวจ และหลานชายของพล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขณะอุ้มบุตรสาววัย 2 ขวบ อยู่หน้าบ้านพักย่านจังหวัดนนทบุรี เมื่อเวลา 02.00น. วันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา

ยิงทิวะพันธ์

เขมทัต เลิศลักขณากุล มือปืนยิงนายทิวะพันธ์ เปาอินทร์

ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุม นายเขมทัต เลิศลักขณากุล หรือ คิม มือปืนที่ก่อเหตุยิงนายทิวะพันธ์ได้แล้ว วานนี้ (24 พ.ค.) โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่คอนโดเดอะไลท์เฮ้าส์ เลขที่ห้อง 8/295 ชั้้น 6 ถ.เจริญนคร แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กทม. พร้อมกับยึดรถยนต์ ฮอนด้าซีวิค สีขาว หมายเลขทะเบียน กน.-1552 ลพบุรี ที่สวมทับป้ายแดง ร-8360 กทม. ซึ่งเป็นรถที่นายเขมทัต ในการใช้ก่อเหตุ โดยเมื่อเวลา 14.00 น.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ควบคุมตัวนายเขมทัต มาแถลงข่าวที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี

จากการสอบสวนนายเขมทัต ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือยิงนายทิวะพันธ์ โดยอ้างว่าก่อนหน้านี้ เคยทำหน้าที่ขับรถและยังเป็นมือขวาคอยทำหน้าที่ทวงหนี้ให้กับนายทิวะพันธ์ด้วย ซึ่งล่าสุดสามารถติดตามทวงหนี้มาให้นายทิวะพันธ์ได้จำนวนกว่า 4 ล้านบาท และได้ขอเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งในการทวงหนี้ตามที่นายทิวะพันธ์เคยรับปากไว้ แต่กลับถูกบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา จึงเกิดความโกรธแค้นที่ถูกหักหลัง ประกอบกับนายทิวะพันธ์มีศัตรูในวงการค้าหลายราย จึงถือโอกาสสังหารเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น และให้ตำรวจสงสัยว่าเป็นฝีมือของศัตรูรายอื่น

พล.ต.ท.อำนวย ระบุว่า ผู้ต้องหายอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุเพียงคนเดียว แต่ตำรวจก็ยังไม่ปักใจเชื่อ ซึ่งคงต้องรอผลการพิสูจน์เพื่อความแน่ชัดต่อไป แต่ยืนยันผู้ต้องหารายนี้ไม่ใช่แพะ ส่วนที่ผู้ก่อเหตุลงมือได้แม่นยำนั้น เนื่องจากเคยผ่านการยิงปืนแบบรณยุทธ์ หรือยิงปืนแบบต่อสู้ในการรบมาก่อน จึงสามารถยิงในระยะ 118 เมตรได้ในระยะหวังผลได้อย่างแม่นยำ

ยิงทิวะพันธ์

MThai News

‘วันชัย’ซัด’แม้ว’ จ้อสื่อนอก หวังทำลายรัฐบาล

‘วันชัย’ โต้ ‘แม้ว’  ให้สัมภาษณ์ สื่อนอก หวังทำลาย ทหารและสถาบัน แจง ไม่เห็นด้วยในทำประชามติ เหตุ ต้องให้ประเทศชาติสงบก่อน

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 58 นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.กล่าวถึง กรณีพ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ กับสื่อมวลชนต่างประเทศว่า นัยยะสำคัญของการเคลื่อนไหว ครั้งนี้ คือ ครบรอบ 1ปี ของการรัฐประหารและพ.ต.ท ทักษิณอยากจะวิจารณ์การทำงานที่ผ่านมาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช.ผ่านสายตาตน

56054

ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่เป็นที่น่าพอใจในสายตา พ.ต.ท.ทักษิณอยู่แล้ว และ การออกมาเช่นนี้ก็เพื่อให้รุู้ว่าไม่ได้หายไปไหนและยังสามารถขับเคลื่อนมวลชนได้อยู่ และเพื่อจะโจมตีกระบวนการยุติธรรมของไทยโดยเฉพาะกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงความไม่ได้รับความเป็นธรรมซึ่งมีลักษณะคล้ายกับตนเอง

ประการสุดท้ายในการออกมาให้สัมภาษณ์ คือเพื่อ โจมตี องคมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เพื่อลดความน่าเชื่อถือ ของคณะคสช.โดยนำบุคคลเหล่านี้มาเชื่อมโยงกันของ การัฐประหารที่เกิดขึ้น ซึ่งบอกว่าเกิดจากคำสั่ง

ซึ่งเมื่อมองดูแล้วก็ตรงกับคำสัมภาษณ์ ของ พลเอกประยุทธ์ ที่กล่าวว่า สิ่งที่ พ.ต.ทักษิณ ต้องการทำลายมี2 ส่วน คือ ทหารและสถาบัน ซึ่งถ้าทำลายได้ก็เท่ากับว่าว่าเขายึดอำนาจเบ็ดเสร็จของประเทศได้ ซึ่ง การเคลื่อนไหว ของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงมีเป้าหมายทำลายสถาบัน และองคมนตรี

นายวันชัยกล่าว อีกว่า ขณะนี้คสช.สามารถดูแลความสงบเรียบร้อยในประเทศได้แล้ว แต่เหลือเรื่องเศรษฐกิจปากท้องประชาชน ซึ่งถ้าสามารถคุม 2เรื่องนี้ อยู่ ก็สามารถที่จะอยู่ได้ 1-2ปีได้โดยที่ไม่มีใครคัดค้าน เพราะถ้า เศรษฐกิจไม่ดี อาจจะเป็นเหตุของการปลุกประชาชนออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองได้

อย่าไงรก็ตามยังได้กล่าวถึง กรณี การประชามติรัฐธรรมนูญ ว่า การทำประชามติ สุ่มเสี่ยงเกินไปเพราะจะเปิดโอกาสให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ เนื่องจากเป็นการเปิดประชามติให้คนกลุ่มกว้างทุกกลุ่ม

ดังนั้น ตนจึงเห็นว่ายังไม่ควรที่จะมีการทำประชามติในระยะนี้ เพราะความสงบ ต้องมาก่อน ซึ่งอาจจะมีกลุ่มอำนาจเก่า ถือโอกาสเคลื่อนไหวทางการเมืองคว่ำรัฐธรรมนูญได้

MThai News