เป็นประเด็นที่ผู้คนต่างพากันพูดถึงอยู่ตลอด สำหรับปัญหาน้ำท่วมขังของกรุงเทพ หากเมื่อไหร่ที่ฝนตกหนัก ท่อระบายน้ำไม่ทัน สิ่งที่ตามมาคือน้ำท่วมขัง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นประชาชนตาดำๆ คงนึกถึงผู้ว่ากทม.เป็นคนแรก และได้แต่สงสัยว่า ทำไมเรื่องเช่นนี้ถึงเกิดขึ้นอีกแล้ว MThai ข่าวภาคซ่าส์ จะมาพูดถึงเรื่องนี้กัน
ฝนตกหนัก! อุโมงค์ยักษ์ แก้ปัญหาได้จริง ?
ดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกจริงๆ สำหรับการเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ของกทม. แม้จะมีการขุดท่อขนาดใหญ่ เพื่อรองรับปริมาณน้ำไปแล้ว แต่ฝนตกหนักทีไรปัญหานี้ก็ยังคงวนเวียนกลับมาอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา พายุฝนโหมกระหน่ำจนน้ำท่วมขังบนพื้นถนน การจราจรบางพื้นที่ไม่สามารถใช้งานได้
ซึ่งขณะนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ไปปฏิบัติราชการที่ต่างประเทศ และเดินทางไปดูระบบระบายน้ำที่เนเธอร์แลนด์ เนื่องจากเนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศที่มีระบบระบายน้ำดีที่สุดในโลก
อุโมงค์ยักษ์ เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในกทม. ซึ่งอุโมงค์ยักษ์พระราม9-รามคำแหง เป็นอุโมงค์ระบายน้ำแห่งแรกในโครงการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ สามารถระบายน้ำได้ปริมาณมากกว่า 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 5 เมตร ระยะทางยาว 5 กิโลเมตร แก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตพื้นที่ ลาดพร้าว วังทองหลาง บางกะปิ ห้วยขวางและสะพานสูง แต่จากปัญหาที่พบคือ ขยะมากถึงวันละ 10 ตัน อุดตัน เป็นอุปสรรคในการระบายน้ำ เพราะไปขวางทางเครื่องสูบน้ำ
ผ่านมา 4 ปี มาดูความคืบหน้าของอุโมงยักษ์แห่งที่สอง ขณะนี้ อยู่ระหว่างการก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ใต้คลองบางซื่อ ระบายน้ำจากคลองลาดพร้าวไปแม่น้ำเจ้าพระยา มีความยาวตลอดเส้นทาง 6.4 กิโลเมตร คาดแล้วเสร็จตามเป้าหมายในปี 2559
นอกจากนี้ กทม.ยังมีแผนก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์แห่งที่ 3 อุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน งบประมาณกว่า 5,900 ล้านบาท อยู่ระหว่างจัดทำร่างประกวดราคา เริ่มดำเนินการก่อสร้างปลายปี 2558 กำหนดแล้วเสร็จในปี 2562

หากคิดว่าปัญหาคือ คนมือบอนทิ้งขยะไม่เป็นที่ แล้วกฎหมายลงโทษคนเหล่านี้อย่างไรบ้าง?
เมื่อปัญหาเกิดประชาชนมักจะทวงถามความรับผิดชอบของผู้บริหารกทม. แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือต้นเหตุหลักของการเกิดน้ำท่วม นั่นคือขยะมูลฝอยที่ไปอุดตันท่อระบายน้ำ จนทำให้บางพื้นที่ระบายน้ำไม่ทัน
ซึ่งพฤติกรรมการทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในพื้นที่สาธารณะนั้นถือว่า มีความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 โดยความผิดในการทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย ในสถานสาธารณะนอกภาชนะหรือที่ที่ราชการส่วนท้องถิ่นจัดไว้
มาตรา 31 (2) โทษสูงสุดปรับไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนการเทหรือทิ้งสิ่งปฏิกูลมูลฝอย น้ำโสโครก หรือสิ่งอื่นใดลงบนถนนหรือในทางน้ำ มาตรา 33 โทษสูงสุดปรับไม่เกิน 10,000 บาท โดยหากเจ้าหน้าที่เทศกิจพบเห็นผู้กระทำการในลักษณะดังกล่าวสามารถจับและเปรียบเทียบปรับได้ทันที
สำหรับประเทศสิงคโปร์นั้นได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและปลอดภัยในระดับที่ดีมาก หากท่านมีโอกาสได้ไปประเทศนี้ ต้องทิ้งขยะลงถังขยะทุกครั้ง
มิฉะนั้นหากถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับได้ จะถูกปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญสิงคโปร์ (ประมาณ 25,000 บาท) หากทำผิดซ้ำสองจะถูกปรับเป็นเงิน 2,000 เหรียญสิงคโปร์ (ประมาณ 50,000 บาท)
และอาจจะต้องทำงานบริการสังคมด้วย เช่น การทำความสะอาดในที่สาธารณะ นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ว่า ทำไมสิงคโปร์เป็นประทศที่สะอาด
มีผู้คนจำนวนหนึ่งมองว่า การเพิ่มโทษทางกฎหมาย อาจเป็นอีกหนึ่งทางออกในการแก้ไขปัญหาพวกที่ชอบทิ้งขยะไม่เป็นที่ หรือทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบหมายให้ คสช. ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมใน กทม.และต่างจังหวัด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถหาทางออกกับปัญหานี้ได้ในเร็ววัน
MThai News


