สามีเห็น ภรรยาอยู่ห้องชายอื่น คว้ามีดแทงทั้งคู่

สามีหึงโหด เห็นภรรยาอยู่ห้องชายอื่น ในอพาร์ตเมนต์ย่านภาษีเจริญ ใช้มีดจ้วงแทงทั้งคู่อาการสาหัส

พ.ต.ต.ศุภชัย เขนสันเทียะ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ สน.บางขุนเทียน รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาท มีผู้ได้รับบาดเจ็บภายในอาคาร เอส.วี.เฮ้าส์ ซอยเทอดไท 71 ถนนเทอดไท แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ จึงเข้าตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์แบ่งให้เช่าสูง 5 ชั้น บริเวณทางขึ้นบันไดชั้น 2 เจ้าหน้าที่พบคราบเลือดหยดเป็นทางยาว 100 เมตรไปจนถึงในห้องพักเลขที่ 209

625138-01

จากการตรวจสอบพบร่องรอยการต่อสู้ มีข้าวของกระจุยกระจาย และมีมีดยาวประมาณ 7 นิ้ว ตกอยู่หน้าประตู 1 เล่มใกล้กันพบผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือ น.ส.สุวรรณา อายุ 36 ปี ถูกมีดแทงที่ใต้ราวนมซ้ายอาการสาหัส จึงช่วยเหลือนำส่ง ร.พ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า อีกรายคือ นายพรสวรรค์ อายุ 37 ปี ถูกมีดแทงที่ไหล่ซ้ายและต้นขาซ้าย ถูกนำส่ง ร.พ.สมเด็จพระเจ้าตากสิน

จากการสอบสวนพยานเบื้องต้นทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ สามีของ น.ส.สุวรรณา ซึ่งปกติจะพักอาศัยด้วยกันในห้องพักเลขที่ 409 ของอาคารดังกล่าว

โดยก่อนเกิดเหตุ ฝ่ายสามีกลับมาพบว่า น.ส.สุวรรณา อยู่กับ นายพรสวรรค์ ในห้องเลขที่ 209 จึงเกิดโมโหหึง ก่อนจะใช้อาวุธมีดแทงทั้งภรรยา และ นายพรสวรรค์ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส และรีบวิ่งหลบหนีไป ซึ่งตำรวจจะได้เร่งติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีต่อไป

ชาวเน็ตเรียกร้อง เมาขับ ต้องถูกจับ-ขังคุกเท่านั้น

ชาวเน็ตทวงความปลอดภัย เมาแล้วขับ ต้องโดนจับและขัง

เครือข่ายผู้ใช้จักรยานฯ ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ ได้มีการรณรงค์ผ่านสังคมออนไลน์ เพื่อผลักดันความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระแห่งชาติ บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด เฉียบขาด จริงจัง และลงโทษอย่างรุนแรง รวมถึงไม่รอลงอาญา กับคนที่เมา หรือขับรถอันตราย จนทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต หรือบาดเจ็บสาหัส

โดยชูคำขวัญสั้นๆ ว่า “เมา+ขับ = จับ+ขัง” ซึ่งมีเป้าหมายรายชื่อที่ 10000 รายชื่อและขณะนี้ใกล้ครบตามเป้าแล้ว โดยแคมเปญดังกล่าวระบุว่า

4e812a074733f0e4a1ac27a9569833bf

ทุกวันในประเทศไทยมีชีวิตคนต้องสูญสิ้นไปบนท้องถนน 38 คน โดยในจำนวนนี้พบว่าเกี่ยวข้องกับเมาแล้วขับ ร้อยละ 20-25 หรือประมาณ 2,800-3,500 คน/ปี และยังไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง ทุกๆ วันจะมีคนไทย 8-10 คนตายบนถนนจาก “เมาแล้วขับ” และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากมาย จำนวนไม่น้อยต้องพิการไปตลอดชีวิต ทั้งสร้างความสูญเสียทรัพยากรของชาติเป็นมูลค่ามหาศาล

โดยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558 เครือข่ายผู้ใช้จักรยานฯ ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี และยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกาเพื่อให้ศาลใช้ดุลยพินิจในการตัดสินคดีเมาแล้วขับด้วยบทลงโทษสูงสุดแล้ว

ซึ่งมีสาระขอให้กำหนดความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายกับคนเมาที่ขับรถและผู้ขับรถอันตราย เช่น ใช้ไหล่ทาง ขับเร็วในเขตเมืองหรือเร็วเกินกำหนด และให้รายงานผลการปฏิบัติต่อคณะรัฐมนตรีทุกเดือน

และในส่วนของศาลนั้นควรพิจารณาว่าการขับรถในขณะที่เมามายจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นการกระทำด้วยเจตนา เพราะรู้ทั้งรู้แล้วยังทำ และลงโทษด้วยการจำคุกทันที ไม่มีการรอลงอาญา รวมทั้งเพิกถอนใบขับขี่ด้วย โดยสรุปเป็นคำขวัญสั้นๆ ได้ว่า “เมา+ขับ = จับ+ขัง”

ผู้มีอำนาจตัดสินใจเริ่มรับฟังเสียงของพวกเราแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อความปลอดภัยในการใช้ถนนร่วมกันยังดำเนินต่อไป เราจึงขอให้ทุกคนร่วมลงชื่อสนับสนุนการรณรงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังเสียงจากภาคประชาชน

MThai News

เด็กส่ง จม.พร้อมคืนเงิน5บ.หลังเซเว่นทอนเกิน

ซื่อสัตย์! ด.ญ.ส่งจดหมายพร้อมคืนเงิน5บ. หลังเซเว่นทอนเกิน
กลายเป็นกระแสชื่นชมบนโลกออนไลน์ เมื่อมีการแชร์ภาพจดหมายฉบับหนึ่ง จ่าหน้าซองถึงผู้จัดการร้านเซเว่นอีเลฟเว่น อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเนื้อหาภายในจดหมายระบุว่า “สวัสดีค่ะ หนูชื่อเด็กหญิงสาริศา โกมลตรี ในวันที่ 6 พฤษภาคม หนูได้เงินทอนเกินมา5บาท จะขอส่งเงินคืนมาพร้อมจดหมายฉบับนี้ ขอบคุณค่ะ ”

10154058_1601625443291453_8377377244293540347_n

อย่างไรก็ตามหลังจากภาพดังกล่าวถูกแชร์บนโลกออนไลน์ได้มีคนเข้ามาแสดงความชื่นชมเด็กหญิงในจดหมายเป็นจำนวนมาก โดยนับถือในความซื่อสัตย์ของน้อง และอยากให้คนไทยทุกคนซื่อสัตย์แบบนี้บ้าง พร้อมทั้งชื่นชมไปถึงครอบครัวที่สอนให้น้องเป็นคนดี แต่ ทั้งนี้มีสมาชิกเฟซบุ๊คส่วนหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นในอีกแง่มุมทำไมไม่เอาไปคืนด้วยตัวเอง การส่งจดหมายแบบนี้แค่ค่าซองกับค่าสแตมป์น่าจะเกินราคา 5 บาทแล้ว

“เพียงแค่หนูไม่เห็นแก่เงินแค่ 5 บาท แต่มีคนเห็นคุณค่าในตัวหนูและครอบครัวของหนู หนูช่างเป็นเด็กดีจังเลย”

” มันเป็นสิ่งที่ดีครับ เห็นแบบนี้แล้วอยากให้ทุกคนในประเทศ รู้สึกคิดถึงสิทธิของคนอื่น ผลประโยชน์ของคนอื่น มากกว่าของตนเองบ้างครับ”