น้าเน็กย่ำรอยพระพุทธบาท รู้เท่าไม่ถึงการณ์

เวิร์คพอยท์แจง คลิปน้าเน็กเหยียบรอยพระพุทธบาทลำปาง เปิดตัวรายการ Thailand’s Got Talent 5 บอกรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เล็งเข้าขอขมา 

รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (13 มิ.ย.58) บริษัทเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาชี้แจ้งกระแสสังคม กรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม หลังนายเกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา หรือ น้าเน็ก พิธีกรรายการ Thailand’s Got Talent ซีซั่น 5 ขึ้นไปเหยียบรอยพระพุทธบาทที่บริเวณปลายยอดเขาของวัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ หรือวัดพระบาทปู่ผาแดง ต.วิเชตนคร อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง

น้าเน็กเหยียบรอยพระพุทธบาท, ข่าวลำปาง, Thailand'sGotTalentซีซั่น5

น้าเน็กเหยียบรอยพระพุทธบาท

โดยทางบริษัทระบุ ว่า เป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของทีมงาน ซึ่งได้ขออนุญาตเจ้าอาวาสขึ้นไปถ่ายทำ และมีคนบอกว่าบนนั้นมีรอยพระพุทธบาท ทางทีมงานก็ได้ระมัดระวังแล้ว แต่ไม่ทราบจริงๆ ว่ารอยพระพุทธบาทอยู่ตรงบริเวณนั้นพอดี เพราะไม่มีป้ายบอกและไม่มีชาวบ้านในพื้นที่อยู่ด้วย จึงเกิดความผิดพลาดขึ้น ทั้งนี้ ทางบริษัท ได้เตรียมจะประชุม และทำจดหมายชี้แจงออกมาในเร็ว ๆ นี้

สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังคลิปเปิดตัวรายการได้ออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเผยให้เห็นพิธีกรชื่อดังขึ้นไปยืนอยู่บริเวณดังกล่าว และนำธงของรายการ Thailand’s Got Talent ไปปักอยู่ ซึ่งเมื่อภาพปรากฎออกไปสร้างความไม่สบายใจให้กับชาวลำปางที่เคารพนับถือ ก่อนจะรวมตัวเรียกร้องให้พิธีกรคนดังออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง และมาขอขมาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว

MThai News

น้าเน็กเหยียบรอยพระพุทธบาท, ข่าวลำปาง, Thailand'sGotTalentซีซั่น5

น้าเน็กเหยียบรอยพระพุทธบาท, ข่าวลำปาง, Thailand'sGotTalentซีซั่น5

จับจริง! แอดมินซ่าท้าคำสั่ง ตั้งเพจแจ้งเตือนตำรวจตั้งด่าน

ตำรวจเชียงใหม่รวบ3โจ๋ ท้าคำสั่งผบ.ตร. รวมกลุ่มตั้งเพจด่านเชียงใหม่ คอยแจ้งเตือนการตั้งด่านของตำรวจ สารภาพคึกคะนอง ไม่คิดเปิดช่องให้คนร้ายหลบหนี

หลังจากที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งกำชับตำรวจทั่วประเทศ ให้ดำเนินการตรวจสอบจับกุมเว็บไซต์ หรือไลน์ที่คอยแจ้งพิกัดด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะเกรงจะเป็นการเอื้อให้กับกลุ่มผู้ลักลอบทำผิดกฎหมาย ทั้งอาชญากรรมและกลุ่มค้ายา

รวบโจ๋ตั้งเพจแจ้งด่านตรวจ

ตร.เชียงใหม่รวบโจ๋ตั้งเพจแจ้งด่านตำรวจ

ในส่วนจังหวัดเชียงใหม่ทาง พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ทำการตรวจสอบพบว่าในจ.เชียงใหม่ มีเพจในเฟซบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มด่านเชียงใหม่” ซึ่งมีสมาชิกกว่า 60,000 คน คอยรายงานการตั้งด่านตรวจของตำรวจ ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายเติ้ล (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี นายเอ็กซ์ (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี และนายโด่ง (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มด่านเชียงใหม่ โดยจับกุมได้ที่ อ.แม่อาย

โดยนายเติ้ล สารภาพว่าเป็นผู้ก่อตั้งและดำเนินการการแจ้งด่านตรวจทั่วจ.เชียงใหม่ และต้องขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคน แต่ที่สร้างเฟซบุ๊คดังกล่าวขึ้นมา เพราะความคึกคะนอง และนึกสนุกจึงร่วมกับเพื่อนอีก 6 คน ทำขึ้นมาโดยการแจ้งให้ประชาชนทุกคนไม่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับวินัยจราจร แต่ไม่คาดคิดว่ากลุ่มอื่นจะนำไปใช้เป็นเส้นทางหลบหนี หรือเส้นทางขนส่งของผิดกฎหมาย

ด้าน พล.ต.ต.มนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้จับกุมได้แล้ว 3 ราย ต้องตรวจสอบต่อไปว่าการแจ้งข้อมูลทางเว็บไซต์หรือเพจหรือไลน์ ที่แจ้งข้อมูลตำแหน่งการตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอลล์ หรือด่านความมั่นคงด่านตำรวจจราจร ว่าจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และอาจเข้าข่ายสนับสนุนคนร้ายในคดีอาชญากรรมหรือไม่

ในจ.เชียงใหม่เท่าที่ทราบยังมีเว็บไซต์ ไลน์ และเฟซบุ๊คที่คอยแจ้งเตือนอีกกว่า 20 เว็บ ซึ่งจากนี้เราจะดำเนินการกวาดล้างทั้งหมด และในส่วนที่มีเจ้าหน้าที่การข่าวแจ้งว่ากลุ่มผู้ค้ายาเป็นคนก่อตั้งกลุ่มเหล่านี้ขึ้นมา และหาสมาชิกคนเชียงใหม่ทั้งหมด ซึ่งบางเว็บก็มีสมาชิกกว่า 1 แสนคนคอยแจ้งเตือนเพื่อจะได้หลบหลีกด่าน ตรงนี้กำลังเจาะลึกข้อมูล หากพบก็จะต้องดำเนินดคีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์

MThai News

มือดีถ่ายภาพแชร์ ผลดีสะท้อนสังคมหรือประจาน?

ภาพแชร์แฉในโลกออนไลน์ สร้างสรรค์สะท้อนสังคมหรือประจาน เสรีภาพเปิดกว้างไร้ขอบเขต แต่หลงลืมความรับผิดชอบ!?

สมัยนี้สังคมออนไลน์ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว หลายคนมักใช้เพื่อระบาย ด้วยข้อความ รูปภาพ ถ้อยคำ ที่บ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น โดยอาจลืมไปว่าโลกโซเชียลช่างรวดเร็วและกว้างขวาง

มือดีถ่ายภาพแชร์ ผลดีสะท้อนสังคมหรือประจาน?

โดย อีกสิ่งหนึ่งที่พบเห็นจนคุ้นชิน คือการแชร์ภาพและคลิป จากช่างภาพมือสมัครเล่นทั้งหลายที่ชอบนำมาส่งต่อพร้อมบอกเล่าเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอเรื่องราวของพลเมืองดีช่วยเหลือผู้คนเรียกรอยยิ้มและกระแสชื่นชม ขณะที่มีอีกด้านคือภาพบ่งบอกสะท้อนสังคม พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่างๆ ซึ่งอาจกระทบต่อบุคคลในภาพนำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล!?

ล่าสุด มีกระแสส่งต่ออย่างล้นหลามในโลกออนไลน์ กรณีอุทาหรณ์เตือนใจหากคิดทำผิด เมื่อมีการส่งต่อคลิปพร้อมเรื่องราวเปิดเผยโฉมหน้าสาวขโมยของแบรนด์เนม มูลค่ากว่าห้าหมื่นบาท ในงานออกบูธสินค้าชนิดหนึ่ง ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หลังจับพิรุธขโมยได้คาหนังคาเขา

สาวขโมยในคลิปแฉว่อนเน็ต

ซึ่ง คลิปดังกล่าวได้เปิดเผยหน้าตาของสาวขโมยอย่างชัดเจน โดยปรากฎภาพหญิงสาวขโมยยกมือไหว้ ร่ำไห้ พร้อมกล่าวขอโทษสำนึกผิด ขณะที่พนักงานได้ต่อว่าพฤติกรรมและกล่าวตักเตือน ก่อนจะนำส่งให้พนักงานรักษาความปลอดภัย คลิปนี้เป็นกระแสสนใจอย่างมาก จนผุดคำถามว่ากรณีนี้ทำให้บุคคลในคลิปไม่มีที่ยืนในสังคมหรือไม่?

ทั้งนี้ คลิปข้างต้นหญิงสาวในคลิปกระทำความผิดจริง จึงถือว่าคลิปสามารถเป็นเพียงหลักฐานได้ แต่ยังมีอีกหลายกรณีที่เปิดเผยหน้าตา การกระทำไม่เหมาะสม ด้วยการแอบถ่าย โดยผู้โพสต์ใช้คำด่าทอตัดสินด้วยอารมณ์ ก่อให้เกิดความเกลียดชังหรือ Hate Speech มากกว่าการติชมด้วยเหตุผล

พฤติกรรมเหล่านี้พบบ่อยในเพจต่างๆ ทั่วโลกออนไลน์ ที่มักนำเสนอเรื่องราว สามารถก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งและความเสียหาย รวมถึงความเกลียดชังและไม่ปลอดภัยต่อบุคคลอื่น โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ จนลืมคำว่าสิทธิส่วนบุคคล

มือดีถ่ายภาพแชร์ ผลดีสะท้อนสังคมหรือประจาน?

บางครั้งอาจสลับขั้วด้วยคำตัดสินของอารมณ์ แท้จริงแล้วผู้ผิดอาจจะเป็นบุคคลบริสุทธิ์ แต่คำพิพากษาของสังคมอย่างไม่ใยดี อาจทำลายทั้งชีวิตและชื่อเสียงพังพินาศ โดยที่เขาไม่สามารถแก้ตัว รวมถึงไร้จุดยืนไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนเอาผิดกรณีการแอบถ่ายภาพ หรือนำเอาภาพไม่ได้รับอนุญาตลงในโซเชียลมีเดีย แต่ในมุมของกฎหมายนั้นกำหนดไว้ว่าการนำเอาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ!

โดย ประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยฐานหมิ่นประมาท มาตรา 326 ระบุว่า การทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นถูกกระทำ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท รวมถึงมาตรา 328 ว่าด้วยความผิดหมิ่นประมาท การเผยแพร่ภาพถ่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งสองมาตราสามารถทั้งจำทั้งปรับได้

นอกจากนี้ อย่าลืมว่ายังมี พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14ระบุ การเผยแพร่ข้อมูลบนโลกออนไลน์ หากเป็นข้อมูลหมิ่นเหม่ต่อการทำให้ผู้อื่นเสียหาย ว่าด้วยการนำเข้าข้อมูลเท็จ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ถือว่าโทษหนัก จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งข้อหานี้ยอมความไม่ได้อีกด้วย

แม้หลายคนมองว่าโลกออนไลน์ถือเป็นสื่อสาธารณะ สามารถทำอะไรก็ได้โดยเสรีภาพ แต่ควรพึงระลึกเสมอว่าเสรีภาพนั้นควรมีขอบเขตและความรับผิดชอบ  ชาวโซเชียลทั้งหลาย โปรดคิดให้ดีก่อนโพสต์ โดยเฉพาะภาพถ่ายและคลิป ไม่อย่างนั้น ความสนุกบนโลกออนไลน์อย่างไร้ขอบเขต อาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวผู้ใช้เอง..

-แมวนิลจักร-

MThai News