คลิปคุณยายวัย 94 ท่องก.ไก่ แบบฉบับโบราณ

โลกออนไลน์ส่งต่อคลิปฮือฮาอีกครั้ง เผยภาพคุณยายท่องก.ไก่ถึงฮ.นกฮูก แบบฉบับโบราณ ที่หลายคนไม่คุ้นหู

เกิดกระแสฮือฮาอีกจากคลิปคุณยาย ท่องก.ไก่-ฮ.นกฮูก ตามแบบฉบับโบราณไม่คุ้นหู โดยผู้ใช้งานยูทูปชื่อว่า วิลาสินี อุปัญญ์ ซึ่งเป็นคลิปคุณยายของ วัย 94 ปี ชาวบ้านคำชะอี ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ทั้งนี้คลิปดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ไปแล้วเมื่อปี 57 แต่ยังคงได้รับความนิยม กดไลค์และแชร์เป็นจำนวนมาก สามารถกลับมาเป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลอีกครั้ง

โดย ผู้ใช้งานยูทูปรายดังกล่าวได้โพสต์คลิปชื่อว่า คุณยายของ อายุ 94 ปี ท่อง ก-ฮ สมัยโบราณ คลิปนี้เผยให้เห็นภาพคุณยายแก่กำลังท่องก.ไก่ถึงฮ.นกฮูก อย่างคล่องแคล่ว สะดุดบ้าง แต่ยังจำได้แม่นยำ ด้วยน้ำเสียงแหบพร่าของผู้สูงวัย ความแปลกอยู่ที่วิธีท่องจำพยัญชนะไทย 44 ตัวนั้น คำที่ใช้ไม่เหมือนปัจจุบัน คนรุ่นใหม่จึงไม่คุ้นหูและไม่เคยได้ยินมาก่อน

ซึ่งสามารถท่องได้ ดังนี้ ก เอ๋ย ก ไก่ ข ไข่ใน เล้า ฃ ฃวดของเรา ค ควายเข้านา ฅ คนขึงขัง ฆ ระฆังข้างฝา ง งูใจกล้า จ จานจริงจัง ฉ ฉิ่งตีดัง ระวัง ช ช้าง ซ โซ่เดินเซ่อ ฌ เฌอริมทาง ญ ผู้หญิงเอวบาง เคียงข้าง ฎ ชฎา ฏ ปฏักโวหาร ฐ ฐานถามหา ฑ นางมณโฑโสภา เรียกหา ฒ ผู้เฒ่า ณ เณรเล็กๆ ด เด็กขี้เซา สอพลอ ต เต่า พวกเรา ถ ถุง

ท ทหารยิ่งยง ธ ธงนกกระทุง น หนูตัวยุ่ง บ้านมุง บ ใบไม้ ป ปลาขี้หึง ผ ผึ้งร้องไห้ ฝ ฝาชอบใจ ยกให้ พ พาน ฟ ฟันหน้าเศร้า ภ สำเภากล้าหาญ ม ม้าตาลาน รำคาญ ย ยักษ์ ร เรือรุ่งริ่ง ล ลิงจับหลัก ว แหวนแสนรัก ไม่พัก ศ ศาลา ษ ฤาษีมีเนื้อ ส เสือรีบมา ห หีบใส่ผ้า ฬ จุฬามณี อ อ่างดูถูก ฮ นกฮูกตาโต

ขอบคุณข้อมูล มติชน / ภาพ youtube

MThai News

ย้อนรอยตำนานโสเภณี อาชีพดึกดำบรรพ์

กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนทั้งในและต่างประเทศต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของ 3 นักเตะเลสเตอร์ ที่มีการปล่อยคลิป ขณะมีเซ็กส์กับสาวไทย พร้อมกับมีการพูดจาเหยียดเชื้อชาติ แม้จะมีการออกมาแสดงความเสียใจไปแล้ว แต่เรื่องนี้ยังคงสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับคนไทยอยู่ไม่น้อย

แม้หลายฝ่ายจะพากันตำหนิพฤติกรรมฉาวของทั้ง 3 นักเตะ แต่ยังมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งตั้งคำถามว่า ทำไมธุรกิจค้ากามขายเซ็กส์ยังอยู่ในสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมันส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ทำไมมันถึงไม่หมดไปเสียทีทั้งๆ ที่รู้ว่ามี ทำไมถึงทำลายไม่ได้ MThai ข่าวภาคซ่าส์ จะมาพูดถึงประเด็นนี้กัน

การค้าประเวณีในประเทศไทย

ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 โดยไม่ได้ถูกนำเข้ามาจากชาติตะวันตกตามเรื่องเล่ากัน การค้าประเวณีในไทยเริ่มเป็นที่แพร่หลายกับชาวตะวันตก ในช่วงที่มีการติดต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับชาวตะวันตก มีหลักฐานเป็นศัพท์ในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรียกว่า รับจ้างทำชำเราแก่บุรุษ

ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ใน ประมวลกฎหมายตรา 3 ดวง – บทพระไอยการลักษณะผัวเมีย มีการบัญญัติผู้ค้าประเวณีว่า หญิงนครโสเภณี และสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสถานประกอบการเรียกว่า โรงหญิงนครโสเภณี โดยทั่วไปมีโคมสีเขียวตั้งข้างหน้า จึงเรียกกันว่า สำนักโคมเขียว

ทั้งนี้ก่อนปี พ.ศ. 2499 การค้าประเวณีไม่ถือว่า ผิดกฎหมาย แต่เริ่มพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 กำหนดว่าการค้าประเวณีเป็นความผิดอย่างชัดเจน แต่ในสังคมยุคใหม่เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในช่วงสงครามเวียดนาม โดยในช่วงนั้นการค้าประเวณีจะเป็นการลักลอบ และปัจจุบันธุรกิจค้าประเวณีในประเทศไทยเป็นธุรกิจแอบแฝง

cats

ภาพประกอบเนื้อหา

แหล่งซื้อขาย หญิงชายขายบริการ

สถานที่ขึ้นชื่อที่เหล่านักท่องราตรีมักไปสรรหาหญิง-ชายขายบริการ จะมีทั้งตามสถานบันเทิง หรือตามข้างทางที่มีการ เปิดตลาดขายทั่วกทม. จากการสำรวจแหล่งขายบริการพบว่า ทั้งถนนราชดำเนิน สวนลุมพินี และวงเวียนใหญ่ กลายเป็นแหล่งที่รู้กันดี ว่าเป็นแหล่งหากินของบรรดาหญิงขายบริการทางเพศ ที่ลักลอบค้าประเวณีกันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ขณะที่ไม่ใกล้ไม่ไกล ย่านวังสราญรมย์ เป็นตลาดใหญ่ของชายขายบริการ หรือที่เรียกกันว่า ผู้ชายขายน้ำ เมื่อถึงยามค่ำคืน จะพบเห็นออกมายืนเปิดตลาดจับจองพื้นที่ รับงานได้ทั้งคืน

ห้ามแล้วยังทำ ทำไมไม่ทำให้ถูกกฎหมายไปเลย?

ปัจจุบันสำหรับประเทศไทยการขายบริการทางเพศยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่มักจะมีคนตั้งคำถามว่า ทำไมไม่ทำโสเภณีแบบถูกกฎหมายไปเลย

สำหรับคำถามนี้หลายๆ คนคงรู้คำตอบอยู่แล้วว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะหากอาชีพนี้ ถูกกฎหมายอาจก่อให้เกิดผลเสียตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ภาพลักษณ์ของประเทศ หรือการขยายตัวของธุรกิจการค้าบริการทางเพศ การค้ามนุษย์ และเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคทางเพศสัมพันธ์

บทลงโทษของผู้ค้าประเวณีมีดังนี้

มาตรา 5 ผู้ใดเข้าติดต่อ ชักชวน แนะนำตัว ติดตาม หรือรบเร้าบุคคลตามถนนหรือสาธารณสถาน หรือกระทำการดังกล่าวในที่อื่นใด เพื่อการค้าประเวณีอันเป็นการเปิดเผยและน่าอับอาย หรือเป็นที่เดือดร้อนคำราญแก่สาธารณชน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

มาตรา 6 ผู้ใดเข้าไปมั่วสุมในสถานการค้าประเวณี เพื่อประโยชน์ในการค้าประเวณีของตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 11 ผู้ใดเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณี หรือเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท

ถ้ากิจการหรือสถานการค้าประเวณีตามวรรคหนึ่ง มีบุคคลซึ่งมีอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสามแสนบาท

ถ้ากิจการหรือสถานการค้าประเวณีตามวรรคหนึ่งมีเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสี่แสนบาท

ดูเหมือนการขายบริการทางเพศ ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก แม้จะมีการปราบปราม ในบางครั้งที่เป็นข่าวตามสื่อ แต่สุดท้ายพวกขายบริการก็กลับเข้าไปสู่วงจรเดิม การทำทุกอย่างให้ถูกกฎหมายอาจไม่ใช่หนทางการแก้ไขปัญหา

แต่การปลูกฝังและมอบความรู้ด้านการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานในการนำไปต่อยอดสร้างอาชีพให้เด็กและเยาวชนของชาติ อาจเป็นอีกหนึ่งทางออกในการแก้ไขปัญหานี้ได้…

MThai News

วอนช่วย! เด็กกตัญญูขอข้าววัดเลี้ยงดูพ่อ-ย่า

“น้องดักแด้” เด็กหญิงวัย11 ปียอดกตัญญู ใช้เวลาพักเที่ยง ปั่นจักรยานกลับบ้านป้อนข้าวพ่อและย่าป่วยหนัก ผอ.โรงเรียนวอนผู้ใจบุญช่วยเหลือ

วันที่ 10 มิ.ย. ที่โรงเรียนวัดบ้านคลอง ม.2 ต.น้ำขุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย มี ด.ญ.ปิยะภัทร จันทร์สุข หรือ “น้องดักแด้” อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นประถมปี่ที่ 5 ต้องปั่นจักรยานจากโรงเรียนกลับไปที่บ้านพัก ระยะทางเกือบ 2 กม. ในช่วงพักเที่ยงของทุกวัน เพื่อไปป้อนข้าวและเช็ดตัว ให้พ่อซึ่งป่วยหนัก และย่าเป็นอัมพาต

น้องดักแด้

น้องดักแด้ ดูแลพ่อป่วยหนัก

โดยในช่วงพักกลางวัน น้องดักแด้จะปั่นจักรยานกลับไปที่วัดบ้านเลขที่ 52/2 ม.5 ต.น้ำขุม อ.ศรีนคร ซึ่งอยู่ติดกับโรงเรียน เพื่อนำกับข้าวซึ่งเหลือจากการบิณฑบาต ไปให้พ่อและย่ารับประทานเป็นอาหารมื้อกลางวัน ทั้งนี้ภายในบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งปลูกเป็นบ้านปูนชั้นเดียว พบ นายดอน จันทร์สุข อายุ 53 ปี พ่อของ “น้องดักแด้” ซึ่งล้มป่วยด้วยโรคไต และตับไม่ทำงาน สายตาเริ่มพร่ามัวแทบมองไม่เห็น สภาพร่างกายผอมจนหนังติดกระดูก นอกจากนี้ยังพบ นางทองดี พานทอง อายุ 72 ปี ย่าของน้องดักแด้ซึ่งป่วยเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ นอนหลับอยู่ใตัถุนบ้านญาติซึ่งปลูกอยู่ติดกัน

จากการสอบถาม “น้องดักแด้” ระบุว่า ก่อนหน้านี้พ่อ แม่ และพี่สาว ไปทำงานอยู่ที่ กทม. กระทั่งพ่อล้มป่วย จึงต้องกลับมารักษาตัวอยู่ที่บ้าน ส่วนแม่กับพี่สาวยังคงทำงานอยู่ที่ กทม. ปัจจุบันนอกจากเงินที่แม่ส่งมาให้เดือนละ 1,000-2,000 บาทแล้ว มีรายได้จากเบี้ยผู้พิการและเบี้ยผู้สูงอายุของย่าเพียงเดือนละ 1,500 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายและค่าหมอเวลาพาพ่อไปตรวจรักษาที่ รพ.

ตนจึงหาทางประหยัดด้วยการไปอาหารที่วัด นำกลับมาเป็นอาหารมื้อกลางวันให้พ่อและย่า ส่วนความหวังอันสูงสุดนั้นคือ อยากเรียนเป็นหมอ เพื่อที่จะได้นำความรู้กลับมารักษาชาวบ้าน รวมทั้งอาการของพ่อและย่าให้หายอีกด้วย

ด้านนายดำรง คุ้มพาล ผอ.โรงเรียนวัดบ้านคลอง กล่าวว่า “น้องดักแด้” มีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี และทางโรงเรียนได้ให้ความช่วยเหลือมาตลอด ขณะนี้ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.สุโขทัย เพื่อขอรับการช่วยเหลือแล้ว เนื่องจากเด็กมีความประพฤติดี เรียบร้อย และมีความกตัญญูต่อบุพการี

หากท่านใดมีจิตเมตตาต้องการช่วยเหลือครอบครัวของ “น้องดักแด้” ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถบริจาคได้ที่บัญชีเงินฝากเผื่อเรียก ชื่อ ด.ญ.ปิยะภัทร จันทร์สุข ธนาคารออมสิน สาขาศรีนคร เลขที่บัญชี 020120976293

วอนช่วยน้องดักแด้

วอนสังคมช่วยเหลือ น้องดักแด้

ขอบคุณภาพ/ข้อมูลจาก brighttv

MThai News