ประมนต์ เผย ต่างจังหวัดทุจริตมาก เพราะใช้จ่ายเงินหละหลวม ด้าน ต่อตระกูล จี้ ยกเลิกจัดซื้อจัดจ้างแบบ อี-อ็อกชั่น เหตุ คนเข้าประมูลเตี๊ยมกันได้ ไม่ผิดกฎหมาย

นายประมนต์ สุธีวงษ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านการคอรัปชั่น และคณะกรรมการคตช. กล่าวภายหลัง งานประกาศเจตนารมณ์ “ต่อต้านการทุจริตสร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง” ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ขณะนี้สถานการณ์การทุจริตในต่างจังหวัดยังคงเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการใช้จ่ายเงินยังหละหลวมเนื่องจากมาตรการจากส่วนกลางยังไปไม่ถึง แต่คาดว่าอนาคตจะขยายไปถึงต่างจังหวัด
ส่วนสถานการณ์การจ่ายเงินใต้โต๊ะในปัจจุบันเชื่อว่าคงจะชะลอไปเยอะ เพราะความเข้มงวดจากการติดตามของคณะกรรมการชุดต่างๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหมดไป เพียงแต่รอดูว่าหากเอาจริงเอาจังต่อเนื่องและมีความชัดเจนก็อาจจะเปลี่ยนพฤติกรรม แต่หากไม่จริงจังเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจะกลับไปเหมือนเดิม
ด้านนายต่อตระกูล ยมนาค นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และคณะกรรมการคสช. กล่าวว่า ตนเข้าร่วมการประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตของรัฐบาลแบบนี้มาหลายรัฐบาลแล้ว แต่คิดว่าครั้งนี้มีความจริงจังไม่ใช่แค่งานอีเว้นท์ธรรมดา เพราะดูจากภาคเอกชนและองค์กรที่เข้ามาร่วมทำงานไม่ได้มีแค่องค์กรของรัฐเท่านั้นจึงทำให้ดูจริงจัง แต่ความจริงจังนั้นต้องดูที่คนที่มีอำนาจว่ามีความจริงจังหรือไม่ อย่างเช่นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีความจริงจังแต่ไม่มีอำนาจที่จะขับเคลื่อนอะไรได้เลย ส่วนรัฐบาลอื่นๆก็แค่ประกาศแต่ไม่ทำ
“ทุกรัฐบาลพูดเรื่องต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น จนเราชินแล้ว แม้กระทั่งรัฐบาลที่ประกาศเป็นนโยบายสำคัญเมื่อถึงเวลาก็ไม่ทำ คิดว่าอยู่ด้วยคำพูดอย่างเดียวมันดูไม่มีความหวัง ผมมาร่วมกับอนุกรรมการคตช.ก็เรียนพลเอกประยุทธ์ว่าตอนนี้ผมเชื่อ90% แต่ผมจะไม่เชื่อ100% จนกว่าจะได้เห็นว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง ดังนั้นอีก10% คือต้องเห็นการสนับสนุนผลักดัน เพราะข้าราชการทุกหน่วยต้องรอว่าเอาจริงหรือเปล่า เพราะถ้านายกรัฐมนตรีเอาจริง รัฐมนตรีเอาจริงก็จะไปผลักดันข้าราชการได้”นายต่อตระกูล กล่าว
นายต่อตระกูล กล่าวถึงระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบ อี-มาร์เก็ต และอี-บิดดิ้งว่า ปัจจุบันระบบอี-อ็อกชั่นใช้ไม่ได้แล้วต้องยกเลิก เพราะคนเข้าประมูลสามารถเตี๊ยมกันมาก่อนได้ ซึ่งระบบอี-อ็อกชั่นประเทศไทยใช้มาประมาณ 9 ปี เกิดความเสียหายกับประเทศจากการจัดซื้อในภาครัฐอย่างน้อยประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เพราะไม่ได้เกิดการแข่งขันจริง
“เสนอราคาเฉือนกันแค่500บาท 100บาท 1สตางค์ก็มี มันไม่มีการต่อสู้กัน เพราะถ้ามีการต่อสู้กันจริงต้องสูงหรือต่ำกว่าราคากลางประมาณ 5% แต่นี่สัญญาที่สุดกลับลดราคาได้แค่1% และตอนหลังก็ไม่ลดราคาเลย แล้วก็อ้างว่ามีคนมาประมูลน้อย มาแค่2รายเท่านั้น และ2รายที่มาก็มาจากที่อยู่ในตึกเดียวกัน แต่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายบอกว่าห้ามมีชื่อบุุคคลซ้อนกันเท่านั้น แต่นี่ชื่อบุคคลไม่ซ้ำแต่มีที่อยู่ในตึกเดียวกัน เบอร์โทรศัพท์ก็เรียงกัน แต่ก็ไม่ผิดกฎหมาย แล้วก็มานั่งฮั๊วะกัน1% ก็ไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งป.ป.ช. และกรมบัญชีกลางก็รู้ แต่ไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการโกงโดยมีใบรับรอง”นายต่อตระกูล กล่าว
ขอบคุณภาพจาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์,
MThai News

ภาพข่าว : พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประกาศเจตนารมณ์ “ต่อต้านการทุจริตสร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง”