จำได้มั้ย?? ไทยจะเป็นเสือตัวที่5 ของเอเซีย

ในยุคที่เศรษฐกิจโลกมีอัตราการแข่งขันสูงแต่หลายประเทศประสบปัญหาสภาวะทางเศรษฐกิจ ซึ่งในตอนก่อนหน้านี้ MThai ข่าวภาคซ่าส์เคยนำเสนอ เรื่องราวปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจในตอนวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งมาแล้ว

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง เสือแห่งเอเชีย ซึ่งเสือที่ว่านี้ไม่ใช่สัตว์แต่เป็นเสือเศรษฐกิจและจะมาเช็คกันว่า บ้านเราเมืองเราเดินไปถึงไหน ถอยหลัง หรือ ยืนอยู่ที่เดิม ในขณะที่โลกหมุนไปเรื่อยๆและเรากำลังจะเข้าสู่อาเซียนแล้วด้วย

ใครคือ 4 เสือแห่งเอเซีย

ก่อนจะไปพูดถึงเสือตัวที่ 5 ของเอเซีย เรามาย้อนกันดูก่อนว่า 4 เสือที่มีอยู่แล้วคือประเทศใดบ้าง สี่เสือแห่งเอเชีย ( Four Asian Tigers) หรือมังกรเอเชียเป็นคำที่ใช้อ้างถึงเศรษฐกิจที่พัฒนาอย่างรวดเร็วของฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้และไต้หวัน ก่อนเข้าสู่วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ส่งผลให้ประเทศกลุ่มนี้ขึ้นไปอยู่ในกลุ่มของประเทศที่พัฒนาแล้ว

ซึ่งปัจจุบันสิงคโปร์เป็นประเทศที่พัฒนาสูงสุดของโลกอยู่ในอันดับที่ 9 และอันดับ 1 ของเอเซีย ส่วนฮ่องกง เกาหลีใต้อยู่ในอันดับประเทศที่พัฒนาแล้วของโลกอันดับที่ 15 ส่วนไต้หวันจัดอยู่ในกลุ่ม ประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าของ IMF โดยนโยบายหลักของประเทศสี่เสือคือการสนับสนุนการส่งออกและการเป็นชาติอุตสาหกรรม

cats

ไทยคือเสือตัวที่5ของเอเซีย

หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน เด็กยุค90 หรือผู้ใหญ่ในยุคนั้นก็จะมีการได้ยินว่าไทยเป็นเสือตัวที่ 5 มีการบรรจุเข้าในตำราเรียนท่องจำกันใหญ่ เห่อกันมาก ซึ่งเป็นช่วงสมัยรัฐบาลของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มีการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า”

หลายประเทศล้วนจับตาว่า ไทยอาจจะเข้ามาเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเซียแน่นอน เพราะยุคนั้น รัฐบาลได้อนุมัติให้เอกชนเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเช่น โครงการโทรศัพท์พื้นฐาน 3 ล้านเลขหมาย โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ในเขตกรุงเทพมหานคร และโครงการทางด่วนยกระดับ ตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงนั้นพุ่งสูงขึ้นมาก

แต่ก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหารโดยคณะ รสช.ก่อนนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ล้มเป็นโดมิโน่ตามมาซ้ำด้วยวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง คราวนี้เสือตัวที่ 5 ก็เลยกลายเป็นแมวไปซะอย่างนั้น และเหมือนว่าจะกลับขึ้นมาเป็นเสืออีกครั้งในยุครัฐบาล พตท.ทักษิณ แต่ก็ล้มลงอีกเพราะเหตุการณ์ทางการเมือง

ซึ่งปีที่ผ่านมา 2557 ไทยมี GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ)โตแค่ 0.7% ซึ่งถือว่าน้อยมาก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการใช้จ่ายภายในประเทศทั้งเอกชนและภาครัฐที่ลดลง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจที่ชะลอลงทุน แต่เดี๋ยวก่อน!!! อย่าเพิ่งเศร้าไปเพราะ ตัวเลขนักท่องเที่ยวกลับโตต่อเนื่อง

ซึ่งตั้งแต่เดือน ต.ค. 57 จนถึง 25 พ.ค. 58 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 19,417,520 คน สร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว 9.44 แสนล้านบาท ซึ่งประเทศที่มาเที่ยวในไทยมากที่สุดคือ จีน

SWOT รู้จุดแข็ง รู้จุดอ่อนของไทย

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ได้ทำการวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของไทยในการแข่งขันกับอาเซียน ดังนี้

จุดแข็ง

ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรหลายรายการรายใหญ่ของโลกตั้งอยู่ในสภาพที่อำนวยต่อการเป็นศูนย์กลาง โครงข่ายเชื่อมโยงคมนาคมด้านต่างๆสาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วถึง, มีระบบธนาคารค่อนข้างเข้มแข็ง และมีจำนวนแรงงานเยอะมาก

v

จุดอ่อน

แรงงานในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ ทั้งทางฝีมือและทักษะทางด้านภาษาด้วย ในขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ แรงงานมีทักษะสูงกว่ามากพูดได้ทั้งอังกฤษ จีน มีความรู้ดีเยี่ยม มีความชำนาญด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล และธุรกิจ รวมถึงแรงงานในไทยเทคโนโลยีการผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นขั้นกลาง ไม่ใช่ขั้นสูงแบบประเทศที่ออกแบบการผลิตเอง

ทั้งนี้ หากไทยอยากกลับมาเป็นว่าที่เสือตัวที่ 5 เหมือนเดิมคือต้องเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับมา ซึ่งขณะนี้บางบริษัทตรียมย้ายฐานการผลิตไปในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว รวมถึงไทยยังต้องสร้างเสถียรภาพทางการเมือง พัฒนาฝีมือทักษะแรงงาน ความรู้ความสามารถทั้งฝีมือและภาษา ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางอาเซียนเป็ฮับเชื่อมต่อของภูมิภาค ตั้งเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์

และศูนย์กลางการท่องเที่ยว ซึ่งหากทำได้ทั้งหมดไม่แน่ว่าไทยอาจจะกลับมาผงาดอีกครั้ง แต่กว่าจะถึงวันนั้นก็คงเหนื่อยหน่อยเพราะเราเดินถอยหลังมาไกลเหลือเกิน 20 ปีที่ผ่านมา เราไม่ได้เดินไปไหนเลย ในขณะที่ประเทศอื่นเค้าเดินแซงหน้าไปไกลมากแล้ว

MThai News

‘โอ๊ค’ถาม’เต้น’ วันเกิดหวังสิ่งใด จะช่วยภาวนา

“โอ๊ค พานทองแท้” โพสต์เฟซบุ๊ค อวยพรวันเกิด “ณัฐวุฒิ” ถามหวังสื่งใด จัดมา 1 อย่าง จะช่วยกันภาวนาให้สมหวัง

วันที่ 5 มิ.ย. 58 นาย บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คเพจชื่อ “Oak Panthongtae Shinawatra” เพื่ออวยพรวันคล้ายวันเกิด นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต รมช.พาณิชย์ และ แกนนำ นปช. วานนี้ (4 มิ.ย.)

'โอ๊ค' อวยพรวันเกิด' ณัฐวุฒิ'

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ – พานทองแท้ ชินวัตร

โดยระบุข้อความว่า….

ค่ำคืนวันที่ 4 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันที่ผมมีนัดทางใจ ต้องออกไปร่ำสุราร่วมกับ พี่น้องมวลชนคนเสื้อแดง เนื่องในวันเกิดพี่ชาย “นักสู้เพื่อประชาธิปไตย นาม ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ” ครับ ปีนี้คืนนี้ รอจนเลยเที่ยงคืน เสียงโทรศัพท์ยังเงียบอยู่ แสดงว่าคงมีเหตุจำเป็นบางประการ ที่ทำให้พี่เต้นไม่สามารถจัดงานวันเกิดในปีนี้ได้ ไม่ได้เจอตัวเป็นๆ ก็ขออวยพรวันเกิดพี่เต้น และเชิญชวนพี่น้องร่วมอุดมการณ์ ร่วมอวยพรพี่เต้น ผ่านทาง FB นี้ละกัน ขอให้พี่เต้นมีความสุขมากๆ คิดทำสิ่งใด ก็ขอให้สำเร็จสมหวัง

“ใจจริงอยากจะขอให้พี่เต้น สมความปรารถนาในทุกๆเรื่อง แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ เอาเป็นว่าพี่เต้นคิดหวังสิ่งใด ขอเน้นๆเพียง1อย่าง โอ๊คและแฟนเพจนี้ จะร่วมอธิษฐาน ขอให้เป็นจริงให้ได้ในเร็ววันนี้ ขอมาได้เลย อย่างเดียวเน้นๆ วันเกิดปีนี้ พี่เต้นคิดหวังสิ่งใดบอกมา พวกเราจะช่วยอวยพร ให้สำเร็จสมหวังครับ”

MThai News

รวบเครือข่ายโอรส-เบนซ์ ท่าทราย ยึดยาบ้ากว่าล้าน

ตำรวจปส.รวบเอเย่นต์ค้ายาเสพติดรายใหญ่ภาคกลาง เครือข่ายแก๊งค์ “โอรส-เบนซ์ ท่าทราย” ยึดยาบ้ากว่า 9.9 แสนเม็ด 

วันที่ 5 มิ.ย. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผบ.ตร. และ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมแถลงผลการจับกุมนายกฤษณะ ศุนวัต อายุ 50 ปี น.ส.น้ำเพชร ด้วงไพร อายุ 38 ปี นายภาณุพงศ์ พรมเกตุ อายุ 40 ปี และนายจตุพัชร์ บุญมี อายุ 33 ปี

แก๊งค้ายา

แก๊งค้ายาเครือข่าย โอรส-เบนซ์ ท่าทราย

พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 496 มัด รวม 991,800 เม็ด ไอซ์ 1 ซอง น้ำหนักประมาณ 7 กรัม รถยนต์เก๋งยี่ห้อเชฟโรเลตสีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กธ 1893 กรุงเทพมหานคร, รถยนต์แท็กซี่สีเขียว-เหลือง หมายเลขทะเบียน มฉ 4208 กรุงเทพมหานคร และโทรศัพท์มือถือ 7 เครื่อง

โดยการจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจากตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่กทม.และปริมณฑลในวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา จึงได้ติดตามนายกฤษณะและน.ส.น้ำเพชร ที่หน้าห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์บางแค ขณะเตรียมส่งมอบยาเสพติดให้กับนายภาณุพงศ์และนายจตุพัชร์

ด้านพล.ต.ท.เรวัช กล่าวว่า ผู้ต้องหาขบวนการนี้เป็นเอเย่นต์รายใหญ่ในภาคกลาง ลักลอบจำหน่ายยาในพื้นที่ฝั่งธนบุรีครอบคลุมไปจนถึงสุพรรณบุรี ซึ่งผู้ต้องหากลุ่มนี้ มักนำยาเสพติดไปพักไว้ในบ้านร้างหรือบ้านเช่าย่านนนทบุรี ก่อนลำเลียงเข้าพื้นที่ชั้นใน และจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 คน เป็นเครือข่ายของแก๊งโอรส และเครือข่ายเบนซ์ ท่าทราย ซึ่งหลังจากนี้จะมีการขยายผลเพิ่มเติม เพื่อสืบหาตัวการใหญ่ต่อไป

ด้านพล.ต.อ.สมยศ ระบุว่า การทำงานของตำรวจปราบปรามยาเสพติด มีข้อจำกัดหลายประการในการดำเนินงานแต่ผลการจับกุมและยึดของกลางสะท้อนถึงความสามารถ โดยหลังจากนี้จะมีการเสนอกับทางรัฐบาลในการจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจสอบ สกัดกั้นยาเสพติด เช่นรถเอ็กซเรย์เคลื่อนที่ เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป

ขอบคุณภาพจาก กลุ่มสายตรงภาคสนาม

MThai News