ตำรวจออกหมายจับ “เกย์นที” สมาชิกระดับบน ยูฟัน ปลุกคนร่วมลงทุน ขณะตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย รวบผู้ต้องหารายที่ 40 คาด่าน เตรียมเดินทางไปสปป.ลาว
วันที่ 3 มิ.ย. พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนื้ชุดคลี่คลายคดีได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลหลักฐาน เพื่อออกหมายจับ นายนที ธีระโรจนพงษ์ หรือเกย์นที อายุ 58 ปี และนายธนา วงศ์ขำ อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ในคดีแชร์ลูกโซ่ ยูฟัน สโตร์ จำกัด

ออกหมายจับ เกย์นที ผู้ต้องหายูฟันรายที่ 39
โดยทั้งสองเป็นผู้ต้องหารายที่ 39 และ 40 ตามลำดับ หลังพบข้อมูลว่า นายนที ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคม ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้มีการประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าเป็นสมาชิกเครือข่ายธุรกิจยูฟันระดับบน ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายธุรกิจ ที่ได้รับการนับถือจากเหล่าสมาชิกในเครือข่ายเป็นอย่างมาก เพราะเป็นผู้มีคุณวุฒิด้านการเงินการบัญชี และเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้ธุรกิจยูฟันมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
รวมทั้งยังปรากฏคลิปที่มีลีลาบรรยายดุเด็ดเผ็ดมัน และมีการใช้ถ้อยคำท้าทาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ฟัง เพื่อให้มาร่วมลงทุนกับธุรกิจยูฟันด้วย นอกจากนี้ นายนที ยังเป็นหนึ่งในแกนนำปลุกระดมสมาชิกเดินขบวนขอความเป็นธรรมให้กับเครือข่ายยูฟัน ที่เซ็นทรัลเวิล์ด และ สตช. ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆอีกด้วย
ส่วนนายธนา ตำรวจมีหลักฐานเชื่อมโยงการกระทำความผิดเป็นผู้ร่วมขบวนการในระดับแม่ข่ายและแม่ทีมบรรยาย ปรากฏตามโครงสร้างแผนผังการดำเนินธุรกิจบริษัท ยูฟัน โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยังตรวจสอบพบว่า นายธนา ได้ทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัท ยูฟัน หลายรายการ

นายธนา วงศ์ขำ ผู้ต้องหาคดียูฟัน รายที่ 40
ขณะที่มีรายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย ประจำด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย–ลาว อ.เมืองหนองคาย ได้จับกุมตัว นายธนา เอาไว้ได้ ขณะยื่นหนังสือผ่านแดนชั่วคราว เพื่อขอออกนอกประเทศไปยัง สปป.ลาว โดยนายธนา รับสารภาพว่าเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ทางบ้านมีปัญหาทางการเงิน จึงได้พักการเรียนไว้ แล้วพยายามหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว กระทั่งเมื่อ 6 เดือนก่อน ทราบว่ามีธุรกิจยูฟันเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ มีการรับรองจากกระทรวงพาณิชย์ มีคนดังทั้งข้าราชการ นักธุรกิจร่วมกิจการหลายคน จึงสมัครเป็นสมาชิก โดยลงทุนไป 35,000 บาท
โดยระหว่างที่เป็นสมาชิกด้วยความที่เป็นคนพูดเก่ง คล่องแคล่ว ทำให้ผู้ใหญ่ในบริษัทเห็นความสามารถ เลยชักชวนให้ตนหาเครือข่ายเพิ่ม และแนะนำสมาชิกได้ประมาณ 10 คน ซึ่งหากบริษัทจัดกิจกรรมก็จะให้ตนขึ้นพูดบนเวทีหลายครั้ง ในฐานะคนรุ่นใหม่ก็ทำงานนี้ได้
ช่วงที่เป็นสมาชิกอยู่นั้นมีรายได้ประมาณหลักแสนบาท และมีเงินผ่านบัญชีประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เงินของตนแต่เป็นเงินหมุนเวียนของสมาชิกในเครือข่าย โดยใช้บัญชีชื่อตนเป็นตัวกลาง แต่เมื่อยูฟันเริ่มมีปัญหาตำรวจเริ่มตรวจสอบ ตนจึงได้ขายหุ้นหรือพอร์ตให้กับคนอื่นทางเฟซบุ๊ก ในราคาพอร์ตละหมื่นบาท และไม่ได้ชักชวนคนอื่นให้ร่วมสมัครอีกเลย สำหรับเหตุที่จะเดินทางไปสปป.ลาว ครั้งนี้ เป็นการไปท่องเที่ยว ไม่ได้จะหลบหนีแต่อย่างใด
ขอบคุณภาพจาก เดลินิวส์
MThai News


