เด็กไทยถามโอบามา ‘ถ้าเป็นโรฮีนจา…?’

 อือฮา ตัวแทนเยาวชนถามบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่า หากเป็นชาวโรฮีนจา  จะอพยพไปอยู่ประเทศไหน

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้เปิดทำเนียบขาวต้อนรับตัวแทนเยาวชนที่ร่วมโครงการผู้นำเยาวชนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Young Southeast Asian Leaders Initiative (YSEALI) Fellows) และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน ตอบข้อซักคำถามต่างๆที่สนใจ

เด็กไทยถามโอบามา

ในช่วงแลกเปลี่ยนตอบคำถามนั้น นางสาว เพ็ญศิริ บางสิริ ตัวแทนเยาวชนชาวไทยได้ลุกขึ้นถามกับประธานาธิบดี ว่า หากท่านประธานาธิบดีเป็นชาวโรฮีนจา ท่านจะอพยพไปอยู่ประเทศไหน หลังจบคำถามเกิดเสียงฮือฮาจากเยาวชนที่อยู่ในห้องประชุม

นายโอบามา ถึงกับแสดงท่าทีตะลึงในคำถาม โดยกล่าวว่าเป็นคำถามที่ดีและหยุดชั่วครู่เพื่อคิด ก่อนที่จะตอบแบบภาพกว้างว่า สิ่งที่เมียนมา ต้องทำให้สำเร็จคือการขจัดปัญหาการกีดกันทางเชื้อชาติ ซึ่งชาวโรฮิงยาก็เป็นชนชาติหนึ่งที่ถูกกีดกัน และทำให้หลายคนอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดมาก

จากนั้นนายโอบาม่าตอบว่า ถ้าเป็นเขา เขาอยากเติบโตบนแผ่นดินที่เขาเกิด มีครอบครัวและมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินนั้น ซึ่งมั่นใจว่ารัฐบาลจะปกป้องเขาได้และดูแลเขาอย่างเป็นธรรมได้ด้วย นั่นเป็นสิ่งที่โอบามาต้องการ และมันเป็นส่วนสำคัญของการสร้างความเป็นประชาธิปไตยที่ต้องตัดสินใจอย่างจริงจังว่า ชาวโรฮิงยาควรได้รับการดูแลอย่างไร

พร้อมกล่าวต่ออีกว่า อีกประการหนึ่งคือความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งทุกคนไม่รู้จนกว่าจะรู้สึกถึงได้และเจอด้วยตัวเองในสถานการณ์ที่รู้ว่าเราเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ ซึ่งตัวเองเคยเผชิญสมัยยังเป็นหนุ่มและอาศัยอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซียในช่วงที่กระแสต่อต้านคนจีนเต็มไปด้วยความรุนแรงและโหดร้าย

ทั้งนี้นายโอบาม่ายังกล่าวอีกว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้ปัญหาการกีดกันทางเชื้อชาติหมดไปนั้นคือความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหากทุกคนเคารพหลักการนี้ ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งสิงคโปร์ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ที่ทำให้คนทุกเชื้อชาติอยู่ร่วมกันได้เพราะไม่ว่าเกิดเชื้อชาติใด ทุกคนเป็นพลเมืองสิงคโปร์เหมือนกัน และสองคือ การให้สิทธิและโอกาสกับผู้หญิงเพราะ พวกเธอคือคนที่ไปสั่งสอนให้กับเด็กและเยาวชนทุกคน ซึ่งเท่ากับว่าเด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา

MThai News

ที่มา… มติชน

หนุ่มต่างชาติ บุก สตช. ร้องขอความเป็นธรรม

หนุ่มใหญ่ชาวไอร์แลน์ เรียกร้องขอความเป็นธรรมกับ ผบ.ตร หลังถูกสถาบันการเงินของไทยยึดบ้านและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

วันนี้ 2 มิ.ย. นายโคลิน วอล์ด พร้อมลูกชายและลูกสาว สัญชาติไอร์แลนด์ นั่งถือป้ายร้องขอความเป็นธรรม หน้า สนง.ตำรวจแห่งชาติ และขอ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. อ้างว่าถูกสถาบันการเงินของไทยยึดบ้านและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากตำรวจในการดำเนินคดี ส่งผลให้การจราจรติดขัด เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเกลี้ยกล่อมนานกว่า 30 นาที นายโคลิน จึงยอมเปิดการจราจร

หนุ่มใหญ่ชาวไอร์แลน์ บุก สตช. ร้องขอความเป็นธรรม

นายโคลิน เล่าว่า บ้านหลังดังกล่าวถูกภรรยาชาวไทยนำไปขายฝากกับสถาบันการเงิน แต่ทำผิดเงื่อนไข ทรัพย์สินจึงตกเป็นของสถาบันการเงินดังกล่าว และเมื่อมีการดำเนินคดีกลับไม่ได้รับความเป็นธรรม

ด้านพล.ต.อ.สมยศ ได้พูดคุยและซักถามถึงข้อเรียกร้อง พร้อมให้ตำรวจสันติบาลติดต่อสถานทูตเพื่อนำเจ้าหน้าที่มาเป็นคนกลางในการรับฟังข้อมูล เนื่องจากผู้เสียหายไม่เข้าใจระบบกฎหมายแพ่งในไทยอย่างชัดเจน

พร้อมช่วยเหลือเรื่องที่พัก เนื่องจากผู้เสียหายบอกว่าไม่มีที่พักและเงินใช้จ่ายประจำวัน ส่วนข้อกล่าวอ้างที่ระบุว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จ.ภูเก็ตในการดำเนินคดี วันพรุ่งนี้ (3 มิ.ย.) จะให้พนักงานสอบสวนที่เคยทำคดีนี้เข้ามาชี้แจงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

MThai News

ที่มา… สำนักข่าวไทย

“จุฬาราชมนตรี”ให้อภัย จนท.สนามบิน

‘จุฬาราชมนตรี’ ไม่ติดใจเอาความ จนท.สนามบินสุวรรณภูมิ หลังมีภาพเผยแพร่ ขณะ จนท.สนามบินฯ กำลังตรวจค้นผ้าสะระบั่นของ ‘จุฬาราชมนตรี’ ด้านผู้บริหารสนามบินสุวรรณภูมิเตรียมเข้าขอขมา

วันนี้ 2 มิ.ย. เดอะ พลับลิกโพสต์ รายงานว่า นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ถูกตรวจค้นจากเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรณภูมิ ขณะผ่านเครื่องสแกน ซึ่งภาพเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง กำลังใช้เครื่องมือตรวจที่ศรีษะและผ้าสะระบั่น (ผ้าโพกศรีษะ) ขณะนั่งอยู่บนรถเข็น

ตรวจผ้าโพกหัวท่านจุฬาราชมนตรี

ซึ่งทำให้มุสลิมจำนวนมากไม่พอใจเพราะมองว่าการกระทำดังกล่าวนั้นไม่เหมาะสมและเกินกว่าเหตุ เป็นการไม่ให้เกียรติจุฬาราชมนตรี ซึ่งเป็นประมุขสุงสุดของชาวมุสลิมในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม รองเลขานุการจุฬาราชมนตรี ยืนยันว่า ทุกครั้งที่ท่านจุฬาราชมนตรีจะเดินทางนั้นได้ทำหนังสือแจ้งไปยังการท่าอากาศยานทุกครั้ง และเจ้าหน้าก็รู้ว่าบุคคลที่กำลังเดินทางคือท่านจุฬาราชมนตรี

ซึ่งการตรวจค้นแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 3-4 ครั้ง ซึ่งผู้ติดตามจุฬาราชมนตรีก็รู้สึกไม่พอใจต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ แต่เนื่องจากท่านจุฬาราชมนตรีไม่ต้องการให้เกิดเป็นประเด็นจึงไม่ได้เปิดเผย จนกระทั่งมีผู้พบเห็นถ่ายภาพ และเผยแพร่จนมาสู่กระแสความไม่พอใจของชาวมุสลิม

ส่วนกรณีหลายคนสงสัยว่าทำไมท่านจุฬาราชมนตรีไม่ใช้ช่องตรวจวีไอพีนั้นซากีย์ พิทักษ์คุมพล ระบุว่า ก็เนื่องจากไม่มีช่องตรวจดังกล่าวนั้นแต่อย่างใด

โดนคาดว่าผู้บริหารการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรู้เรื่องที่เกิดขึ้นและเตรียมเข้าขอขมาจุฬาราชมนตรีแล้ว

ทั้งนี้เหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยในวันดังกล่าวท่านจุฬาราชมนตรี มีกำหนดการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจใน จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา

MThai News

ขอบคุณ เดอะ พลับลิกโพสต์