ปรับหนักพักงาน! มือขับรถเมล์ ฝ่าไฟแดงเกือบชนคน

รายงานตัวแล้ว คนขับรถเมล์ระทึกว่อนเน็ต ฝ่าไฟแดงจนเกือบชนคนบริสุทธิ์ ยอมรับผิด ถูกปรับ พร้อมเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ 30 วัน

จากประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ กรณีคลิปเหตุรถเมล์ปรับอากาศสายหนึ่ง ขับรถด้วยความเร็วและฝ่าไฟแดง จนทำให้เกือบชนรถจักรยานยนต์อีกฝั่ง บริเวณแยกแคราย ทำให้ชาวโซเชียลต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างล้นหลาม

ปรับหนักพักงาน! มือขับรถเมล์ ฝ่าไฟแดงเกือบชนคน

ล่าสุดวันนี้ (23 มิ.ย. 58) มีรายงานว่า รถเมล์คันในคลิปเป็นรถปรับอากาศสาย 33 (ปอ.33) ของบริษัท กิตติสุนทร จำกัด โดยทางบริษัทเจ้าของอู่ โพสต์ข้อความผ่าน เพจ บริษัท กิตติสุนทร จำกัด ถึงเรื่องราวเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ได้รับทราบแล้วและเห็นว่าเป็นการกระทำผิด ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้

ปรับหนักพักงาน! มือขับรถเมล์ ฝ่าไฟแดงเกือบชนคน

โดยบริษัทฯ ได้นำตัวพนักงานขับรถมารายงานตัว ที่กองตรวจการ กรมขนส่งทางบก พร้อมทั้งได้ลงโทษพนักงานขับรถรายนี้ ด้วยการปรับเงิน 5,000 บาท เพิกถอนใบอนุญาตขับรถเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งท่านอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ธีระพงษ์ รอดประเสริฐ ได้ลงมาดำเนินการด้วยดนเอง

ทั้งนี้ บริษัท กิตติสุนทร จำกัด ขอขอบคุณท่านเจ้าของคลิปดังกล่าวที่ถ่ายเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ เพื่อให้บริษัทฯ ได้ปรับปรุงและพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

่ขอบคุณข้อมูล/ภาพ บริษัท กิตติสุนทร จำกัด

MThai News

ไอเอสเผยคลิป กลุ่มวัยรุ่นฝึกรบกลางสังเวียน

กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงแสนยานุภาพทางทหาร ขณะ นักรบฝึกหัดฝึกซ้อมการต่อสู้อย่างแข็งขัน

กลุ่มไอเอส,ไอเอส,รัฐอิสลาม,กองทัพ,ทหาร

วานนี้ (22 มิ.ย.) เว็บไซต์จากสำนักข่าว ‘อินดิเพนเดนธ์’ รายงานเรื่องราว ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม รัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ กลุ่มไอเอส ที่เผยแพร่คลิปวิดีโอชุดใหม่ล่าสุด แสดงแสนยานุภาพทางทหารด้วยภาพเหตุการณ์ขณะที่เด็กวัยรุ่นชาย ไปจนถึงวัยฉกรรจ์ สวมใส่ชุดคล้ายเครื่องแบบทหาร และมีหน้ากากปกปิดใบหน้า ขณะฝึกอบรมทักษะทางการต่อสู้

เนื้อหาในคลิปดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า มีกลุ่มนักรบรุ่นใหญ่ ตะโกนให้กำลังใจนักรบรุ่นเล็ก นอกจากนี้ นักรบฝึกหัดบางราย ยังโชว์ความสามารถในการทำลายกระเบื้อง ทุบแท่นปูน คล้ายกับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ ‘คาราเต้’

อย่างไรก็ตาม กลุ่มไอเอส ยังคงยืนกราน ในการรับสมัครสมาชิก เพื่อร่วมต่อสู้ในกองทัพรับอิสลาม และมักจะใช้เด็กและเยาวชน เป็นเครื่องมือในการแพร่คลิปโฆษณาชวนเชื่อหลายครั้งก่อนหน้านี้ โดยแสดงให้เห็นถึงระบบการฝึกซ้อม ที่จริงจัง และเป็นระบบ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่จะเข้าร่วมต่อสู้ในอุดมการณ์เดียวกันต่อไป

กลุ่มไอเอส,ไอเอส,รัฐอิสลาม,กองทัพ,ทหาร

กลุ่มไอเอส,ไอเอส,รัฐอิสลาม,กองทัพ,ทหาร

MThai News

ที่มา independent

ย้อนรอย! ‘ติ๊งต่าง’ ฆาตกรโหดฆ่าข่มขืนเด็ก

“ข่มขืนฆ่า-ฆ่าข่มขืน” นับเป็นเหตุสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคม ส่วนใหญ่เหยื่อเคราะห์ร้ายมักเป็นหญิงสาว คนชรา และเด็กสาววัยรุ่น แต่เหตุที่สร้างความสะเทือนใจให้คนทั้งประเทศ เป็นอย่างมากคือ การ “ข่มขืนและฆ่าเด็ก” ที่สังคมไทยมิอาจรับได้

หลายเหตุการณ์ที่เป็นข่าวโด่งดัง  อย่างกรณี นายวันชัย หรือเกม แสงขาว พนักงานปูเตียง การรถไฟแห่งประเทศไทย ข่มขืนฆ่า “น้องแก้ม” เด็กหญิงวัย 13 ปี บนรถไฟ ก่อนโยนร่างเหยื่อทิ้งทางหน้าต่างรถไฟอย่าง..โหดเหี้ยม ไร้จิตสำนึกความเป็นคน ก็ทำให้คนไทยสะเทือนใจไม่น้อย

แต่เหตุการณ์ที่ทำให้คนในสังคมต้องตื่นตัวกับกฎหมายไทย ในการเพิ่มบทลงโทษกับ “ฆาตกรฆ่าข่มขืน” คือกรณี “นายหนุ่ย หรือติ๊งต่าง” ไม่มีนามสกุล ฆาตกรบ้ากามฆ่าข่มขืน “น้องการ์ตูน” เด็กหญิงวัย 6 ขวบ ทิ้งศพหมกป่ารกร้าง ปากซอยลาซาล ติดสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสแบริ่ง เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2556 นับเป็นคดีสะเทือนขวัญให้กับคนไทย สร้างความสะเทือนใจให้กับหัวอกคนเป็นพ่อแม่อย่างมาก

145101

แต่สิ่งที่น่าตกใจและสะเทือนใจยิ่งกว่า คือ คำรับสารภาพของฆาตกรรายนี้ ที่ยอมรับหน้าตาเฉยว่า ก่อเหตุข่มขืนเด็กมาแล้วกว่า 10 ครั้ง และฆ่าข่มขืน 4 ครั้ง แต่เพิ่งถูกตำรวจจับได้แค่ 2 ครั้ง โดยเน้นเฉพาะเหยื่อที่เป็นเด็กหญิงอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง

จากประวัติ “นายหนุ่ย หรือ ติ๊งต่าง” พื้นเพเป็นชาวพม่า จึงไม่มีนามสกุล เกิดแล้วมาอาศัยอยู่ที่สถานสงเคราะห์เด็ก จนอายุ 7 ขวบ กับแม่พิม พ่อลอง ชาวไทยที่รับไปอุปการะเลี้ยงดูอยู่ที่บ้านใน อ.เปือยน้อย จ.ขอนแก่น กระทั่งอายุ 15 ปี แม่พิมกับพ่อลองเสียชีวิต จึงไปอาศัยอยู่กับญาติของแม่พิม พ่อลอง ที่อยู่หมู่บ้านใกล้กัน แต่ไม่ได้เรียนหนังสือ อาศัยทำงานก่อสร้างทั่วไป ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด จน “ติ๊งต่าง” มีภรรยา จึงอาศัยอยู่ที่บ้านภรรยาในละแวกนั้น

จากการคำรับสารภาพ…เป็นจุดเริ่มต้นของการขุดคุ้ยพฤติกรรมโหด ของ “ติ๊งต่าง” ที่ก่อเหตุสลดมาแล้วอย่างโชกโชนนับไม่ถ้วน เริ่มจากการอนาจารเด็กหญิงวัย 7 ขวบ เมื่อปี 2551 ภายในงานวัด ต.เปือยน้อย โดยการชักชวนหลอกล่อจะพาเด็กไปเดินเล่น แต่เมื่อพอสบโอกาส กลับ “สวมวิญญาณซาตาน” พาเด็กเดินไปในที่เปลี่ยว จากนั้นลงมือบีบคอจนสลบก่อนพยายามทำอนาจารแต่ไม่สำเร็จ แล้วนำตัวเด็กไปทิ้งไว้ที่กอไผ่ ป่ารกตลอดคืน จนช่วงเช้าจึงมีคนมาพบช่วยนำตัวส่ง รพ. ซึ่งเด็กจำหน้าผู้ก่อเหตุได้ดี จึงพาตำรวจมาชี้ตัว  “ติ๊งต่าง” จึงถูกจับกุมดำเนินคดี

ต่อมา 24 ส.ค. 2555 “ติ๊งต่าง” พ้นโทษออกจากเรือนจำอำเภอพล จ.ขอนแก่น กลับมาอาศัยอยู่กับภรรยาใน อ.เปือยน้อย พักอยู่ได้เกือบเดือน ชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ออกมา “ขับไล่” ไม่ยินยอมให้พักอาศัยอยู่ร่วมสังคม โดยวิตกว่า “ติ๊งต่าง” จะมาก่อเหตุกับเด็กในหมู่บ้านซ้ำอีก “ติ๊งต่าง” จึงต้องจำยอมออกมาจากพื้นที่ เปลี่ยนงานหลายแหล่ง ก่อนจะมาขอสมัครงาน เป็นคนงานตั้งเวทีกับ “คณะลูกทุ่งชื่อดัง” จนสุดท้ายได้เข้าทำงานที่วงดนตรี “หมอลำชื่อดัง” วงหนึ่ง และมีการเดินสายรับงานแสดงทั่วไปทั้งในกทม.และต่างจังหวัด

1-141

หลังพ้นคดี…เมื่อเดือน ก.พ.2556  “ติ๊งต่าง” ได้หวนกลับมาก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง โดยการลวงเด็กหญิงวัย 4 ขวบ ที่พบภายในงานกาชาดดอกฝ้าย อ.เมือง จ.เลย ก่อนจะพาไปเดินเล่นและซื้อขนมให้ จากนั้นใช้กำลังประทุษร้าย ข่มขืนกระทำชำเรา แล้วใช้มือบีบคอเด็กหญิงจนเสียชีวิต ซึ่งคดีนี้ศาลจะพิพากษาชี้ชะตาในวันที่ 22 ก.ค.2558 

จากนั้นไม่นาน “ติ๊งต่าง” เกิดความย่ามใจ ก่อเหตุซ้ำอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่ อ.วังสะพุง จ.เลย โดยใช้กลอุบายลักษณะคล้ายกัน ล่อลวงเด็กชายอายุ 7 ปีไปลวนลามแล้วบีบคอจนเสียชีวิต ซึ่งคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างศาลพิจารณา และนัดสืบพยานโจทก์ ในวันที่ 1 ต.ค.2558

ส่วนอีกราย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2556 ที่วัดสีกัน ดอนเมือง กทม. “ติ๊งต่าง” มาตั้งเวทีกับวงดนตรีหมอลำ ระหว่างนั้นเห็นเด็กหญิงรายหนึ่งผ่านมา จึงเข้าไปพูดคุย ก่อนล่อลวงไปฆ่าข่มขืน และถัดมาเพียง 1 วัน ยังมาก่อนเหตุ ในพื้นที่ตลาดสุขสวัสดิ์ สามแยกบางบอน โดยการลวงเด็กหญิงวัย 13 ปี แล้วพาเข้าป่าไปลงมือทำอนาจาร ก่อนปล่อยตัวกลับไปหาพ่อแม่ โดยไม่ได้ลงมือฆ่าเหมือนที่ผ่านมา

และอีกครั้งเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2556 คือ กรณี “น้องการ์ตูน” โดยคดีดังกล่าว ศาลจังหวัดพระโขนง พิพากษาลงโทษ “ประหารชีวิต” แต่จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษเหลือแค่ “จำคุกตลอดชีวิต”

ทั้งนี้หลังก่อเหตุฆ่า “น้องการ์ตูน” ซึ่งเป็นเหตุสลดกลางกรุง ฆาตกรรายนี้ได้หลบหนีไป โดยอาศัยการย้ายการแสดงของวงดนตรีไปตามจังหวัดต่างๆ จนไปก่อเหตุซ้ำอีก ในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ บ้านโคกอุดม อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี  โดยการล่อลวงเด็กหญิงไปทำอนาจารแล้วบีบคอจนเสียชีวิต และก่อเหตุอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งเด็กหญิงรายนี้ถูก “ติ๊งต่าง” ลวงไปแค่ทำอนาจาร ก่อนปล่อยตัวไป…

82163

จนกระทั่งมาถึง “ทางตัน กรรมตามทัน”  “ติ๊งต่าง” ถูกตำรวจจับกุมได้ที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย  เนื่องจากพลังของ “พลเมืองดี” ที่แจ้งเบาะแสว่า เสื้อที่ฆาตกรใส่ในวันเกิดเหตุฆ่าน้องการ์ตูนนั้น เป็นเสื้อของทีมงานลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง จึงคาดว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับคนงานที่จัดแสดงดนตรี ทำให้ตำรวจเร่งติดตามไป จนพบตัว “ติ๊งต่าง” ขณะทำหน้าที่เป็นคนยกของในวงดนตรี โดยมีรูปพรรณสัณฐานใกล้เคียงกับคนร้ายในภาพวงจรปิด บริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ และต้องจำนนต่อหลักฐานเป็นเสื้อที่ใส่ในวันก่อเหตุ พร้อมรับสารภาพ “ทำไปเพราะความเมา เนื่องจากก่อนก่อเหตุจะดื่มเบียร์เข้าไปทุกครั้ง”

พฤติกรรมทั้งหมดของฆาตกรรายนี้ นับว่าเป็น “ภัยอันตราย” ต่อสังคมอย่างมาก เนื่องจากเหยื่อเคราะห์ร้าย เป็นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ง่ายต่อการถูกล่อลวง อาศัยความไร้เดียงสาของเหยื่อ ซ้ำร้ายยังก่อเหตุต่อเนื่องอย่างย่ามใจ ไม่มีจิตสำนึกเกรงกลัวต่อกฎหมาย เรียกได้ว่าเป็น “ฆาตกรต่อเนื่อง” เข้าข่ายกามวิปริต!!

จนเกิดเป็นคำถามให้ชวนคิดว่า ก่อนหน้านี้ฆาตกรรายนี้ลอยนวลอยู่ในสังคมได้อย่างไร? สะท้อนไปยังการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าอย่างจัง

ถึงอย่างไรก็ตาม… ต่อจากนี้คงต้องขึ้นอยู่กับอำนาจของศาลว่าจะตัดสินโทษออกมาเช่นไร แต่ที่แน่ๆ ฆาตกรรายนี้ถูกสังคมตัดสินไปแล้วว่า สมควรแก่การลงโทษ “ประหารชีวิต” โดยหวังเพียงไม่อยากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย…

MThai News