’แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ อ้าง ปปง.ตุ๋นโอนเงิน

ปัจจุบันมิจฉาชีพมีหลายรูปแบบ เข้ามาแฝงตัวในสังคม โดยเฉพาะ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่มีการหลอกลวงเหยื่อผู้เสียหายให้หลงเชื่อด้วยกลโกงสารพัดวิธี และมักทำกันเป็นขบวนการ พร้อมกับมีการพัฒนาวิธีลวงเหยื่อให้ติดกับดักอย่างง่ายดาย ถึงขั้นต้องสูญเสียทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลโดยไม่ทันตั้งตัว

แม้ที่ผ่านมาจะมีข่าวการจับกุมและเตือนภัยเกี่ยวกับ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ปรากฏให้เห็นมากมาย แต่ยังคงมีประชาชนหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มให้กับแก๊งเหล่านี้ ถือเป็นภัยต่อสังคม ที่ยังปราบไม่จบสิ้น

แก๊งคอลเซ็นเตอร์'อ้าง ปปง.ตุ๋นโอนเงิน

ทาง MThai News จึงนำเสนอกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใน 5 รูปแบบ เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันก่อนตกเป็นเหยื่อ ซึ่งครั้งนี้ขอหยิบยก การระวังภัย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ในตอน “แอบอ้างสำนักงาน ปปง.”ที่นำหน่วยงานราชการมาเป็นเครื่องมือ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเหยื่อ อาศัยใช้จุดอ่อน เช่น ความโลภ ความกลัว และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มาหลอกลวง

โดยพฤติกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จะโทรศัพท์เข้ามาหาเหยื่อ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปง. หรือ เลขาธิการ ปปง. และแจ้งเหยื่อผู้เสียหายแต่ละรายว่า มีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและจะต้องถูกดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สิน จึงต้องตรวจสอบเงินในบัญชี และต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ด้วยการโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม หรือโอนผ่านเครื่องรับฝากเงินสดอัตโนมัติ (CDM)เท่านั้น

พร้อมระบุว่า เมื่อถึงตู้เอทีเอ็ม ให้โทรศัพท์กลับมายังหมายเลขต้นทางที่โทรเข้ามาในมือถือ เพื่อทำตามขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่บอก และเมื่อทำการตรวจสอบเรียบร้อย จะโอนเงินคืนกลับไปยังบัญชีในภายหลัง  เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปแล้ว จะไม่สามารถติดต่อกลับไปยังมิจฉาชีพได้อีกเลย กว่าเหยื่อจะรู้ตัวนั้น เท่ากับสูญเสียทรัพย์สินไปแล้ว

จากพฤติกรรมและวิธีการหลอกลวงตามข้างต้นแล้ว เห็นได้ว่ามิจฉาชีพกลุ่มนี้  มีการวางแผนมาอย่างดีจนเหยื่อหลงเชื่อได้ง่าย ปราศจากสติยั้งคิด

ดังนั้น ประชาชนควรระมัดระวังอย่าหลงเชื่อพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะสำนักงาน ปปง.และหน่วยงานราชการไม่มีนโยบายโทรศัพท์หาประชาชน เพื่อให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม แต่หากจะดำเนินการใด จะมีหนังสือแจ้งให้ไปพบ ณ สถานที่ราชการ ในวัน เวลา ราชการเท่านั้น

ส่วนประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อในลักษณะดังกล่าวไปแล้วนั้น ห้ามทำลายสลิปการโอนเงินหรือห้ามฉีกเด็ดขาด ให้เก็บไว้เป็นหลักฐาน และส่งสำนักงาน ปปง.โดยด่วน เพื่อจะได้ติดตามร่องรอยบัญชีการโอนเงิน หรือทำการระงับการโอนเงินในบัญชีคืนให้กับผู้เสียหายได้

และเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ นอกจากประชาชนควรตั้งสติแล้ว หากพบพิรุธ มีข้อสงสัยใด รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง หรือหากพบว่ามีความผิดปกติ ก็ควรรีบวางสายโทรศัพท์ทันที

ทั้งนี้ ในส่วนของสำนักงาน ปปง. ประชาชนสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-2193600 หรือ สายด่วน ปปง. โทร. 1710 ในวันและเวลาราชการ

ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

รอดหวุดหวิด! คลิปช่วยคุณยายคิดสั้น นอนกลางรางรถไฟ

คลิปพลเมืองดีเข้าช่วยชีวิตคุณยายวัย 70 ปี นอนบนรางรถไฟ โชคดีพนักงานรถไฟเบรกทัน คาดคิดสั้นฆ่าตัวตาย

วันนี้(15 ก.ค. 58) เกิดกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ หลังจากที่มีการแชร์คลิปพลเมืองดีเข้าช่วยชีวิตคุณยายชรา วัย 70 ปี บริเวณสถานีรถไฟราชบุรี เมื่อ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคุณยายรายดังกล่าวได้ไปนอนอยู่บนรางรถไฟ ทำเอาผู้เห็นเหตุการณ์และผู้ชมคลิปต่างใจหายใจคว่ำไปตาม ๆ กัน

รอดหวุดหวิด! คลิปช่วยชีวิตคุณยาย นอนกลางรางรถไฟ

โดยเพจเฟซบุ๊คชื่อว่าตนหาข่าว นักข่าวจิตรอาสา ได้โพสต์คลิปดังกล่าว พร้อมข้อความระบุว่า “คุณยายเดินลงไป ให้รถไฟชน” ซึ่งคลิปเผยให้เห็นภาพขณะที่พลเมืองดีเข้าทำการช่วยเหลือคุณยายที่กำลังนอนอยู่บนรางรถไฟ พาขึ้นมาบนชานชาลาได้อย่างปลอดภัย

จากการสอบถาม นายสุธรรม สัตย์ซื่อ เจ้าของคลิป เผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาประมาณ 17.30 น. คุณยายได้เดินทางมากับรถไฟขบวนที่ 171 กรุงเทพฯ-สุไหงโกลก จากนั้นคุณยายเดินข้ามรางรถไฟแต่ล้มตัวลงนอนบนรางขณะเดียวกันรถไฟขบวน 35 รถไฟขบวนบัสเตอร์เวอต เดินทางมาถึงสถานีพอดี แต่โชคดีที่พนักงานขับรถขบวนดังกล่าวสามารถเบรกรถไว้ได้ทัน

รอดหวุดหวิด! คลิปช่วยชีวิตคุณยาย นอนกลางรางรถไฟ

นอกจากนี้ยังมีเด็กชายคนหนึ่ง อ้างเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า คุณยายเดินทางมาถึงสถานี และได้นั่งที่ม้านั่งริมรางรถไฟ แต่เมื่อเห็นรถไฟขบวนดังกล่าวเคลื่อนตัวมา คุณยายกลับเดินลงไปนอนที่รางรถไฟทันที แม้พนักงานจะพยายามกดหวูดเตือนแล้ว คาดว่าคุณยายน้อยใจที่ไม่มีคนดูแล ทราบภายหลังว่าคุณยายเดินทางมาโดยลำพัง ไม่มีบ้าน และลูกหลาน

หลังจากคลิปดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป เหล่าบรรดาชาวโซเชียลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างตั้งคำถามต่าง ๆ อาทิ ทำไมคุณยายถึงได้ลงไปที่รางรถไฟ คุณยายคิดสั้นหรือแค่เป็นลมหมดสติเท่านั้น รวมทั้งทำไมถึงไม่มีคนดูแลปล่อยให้คุณยายเดินทางคนเดียวได้อย่างไร

ขอบคุณภาพ ตนหาข่าว นักข่าวจิตรอาสา

ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

ไม่ปิดแล้ว! บ้านครูน้อย พงศพัศ ลุยล้างหนี้แทน

“ครูน้อย” เลื่อนปิดสถานเลี้ยงเด็กยากจน หลัง “พล.ต.อ.พงศพัศ”เข้าเยี่ยมพร้อมจะเคลียร์หนี้นอกระบบแทน ด้านครูน้อยปัดข่าวนำเงินไปใช้ส่วนตัว

วันที่ 15 ก.ค. หลังจากนางนวลน้อย ทิมกุล หรือครูน้อย ประกาศจะปิดบ้านที่ใช้เป็นสถานเลี้ยงเด็กยากจนมานานกว่า 35 ปี ในช่วงสิ้นเดือนก.ค.นี้ จากปัญหาหนี้สิน และภาระค่าใช้จ่ายที่แบกรับไม่ไหวนั้น ล่าสุด พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะเดินทางเข้าเยี่ยมสถานรับเลี้ยงเด็กยากจนบ้านครูน้อย

บ้านครูน้อย

พล.ต.อ.พงศพัศ เข้าเยี่ยมบ้านครูน้อย

พล.ต.อ.พงศพัศ ระบุว่า บ้านครูน้อย เป็นสถานสงเคราะห์ในตำนานที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2523 โดยตั้งใจจะดูแลเด็กที่มีปัญหาในชุมชน ซึ่งบ้านครูน้อยเคยมีปัญหามาแล้วหลายครั้ง แต่ก็สามารถผ่านพ้นมรสุมเหล่านั้นมาได้ แต่ในตอนนี้ ถือเป็นมรสุมลูกใหม่ โดยครูน้อยตั้งใจจะปกป้องเด็กๆ และสถานสงเคราะห์โดยการปิดทำการลง และต้องการขายบ้านเพื่อใช้หนี้สินที่มีอยู่

โดยวันนี้พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งตนมาพูดคุยและแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นหนี้สินที่เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว โดยครูน้อยได้ไปกู้เงินนอกระบบจากเจ้าหนี้10-20 ราย และขาดส่งดอกเบี้ยเป็นเวลานาน ทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้น ซึ่งตนตั้งใจว่าจะเคลียร์หนี้สินให้ครูน้อยอีกครั้ง เพื่อรักษาเจตนารมณ์ที่ดีต่อไป แต่ทางครูน้อยต้องสัญญาว่า ครั้งนี้จะเป็นการกู้หนี้นอกระบบครั้งสุดท้าย และจัดการใช้เงินทุกบาทอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้รายจ่ายสูงกว่ารายรับ

ด้านครูน้อย กล่าวว่า หลังจากเกิดปัญหาทางการเงินและปัญหาสุขภาพเรื้อรังมานาน และต้องรับภาระค่าใช้จ่ายวันละกว่า 6,500 บาท ทำให้เกิดหนี้สินมากมาย และคิดว่าถ้าปล่อยทิ้งไว้ จะเกิดปัญหาความเสียหายมากขึ้นจึงได้ประกาศว่า จะปิดทำการภายในสิ้นเดือนนี้

แต่หลังจากข่าวแพร่ออกไป ได้มีหลายฝ่ายโทรเข้ามาสอบถามและบอกว่าจะให้ความช่วยเหลือ อีกทั้งวันนี้ พล.ต.อ.พงศพัศ ก็ได้มาให้ความช่วยเหลือ ตนจึงคิดว่าจะเปิดทำการต่อไปอีกประมาณ 3 ปี ตามที่สุขภาพจะอำนวย

นอกจากนี้ ขอชี้แจงว่าไม่ได้นำเงินไปใช้เพื่อส่วนตัว และยืนยันว่าไม่ได้ซื้อที่ดินตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

สำหรับพล.ต.อ.พงศพัศ และครูน้อยนั้น มีสายสัมพันธ์อันดีกันมาอย่างยาวนาน เนื่องจากพล.ต.อ.พงศพัศ นั้นเคยช่วยปลดหนี้นอกระบบจำนวนหลายล้านบาทให้แก่บ้านครูน้อย เมื่อครั้งเกิดมรสุมทางการเงินจนถึงขึ้นเกือบปิดตัวเมื่อปี 2553 และครูน้อยนั้นก็เคยร่วมหาเสียงกับ พล.ต.อ.พงศพัศ เมื่อสมัยลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม.ในปี2556 ด้วยเช่นกัน

ที่มา มติชน

ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News