ใช้ ม.44 คุมร้านเหล้า-ร้านค้าสะดวกซื้อ รัศมี 300 ม.

รองนายกรัฐมนตรีเผยเตรียมใช้มาตรการ 44 คุมร้านเหล้า ร้านโชห่วย และร้านสะดวกซื้อ ห้ามขายรอบสถานศึกษาในระยะ 300 เมตร

วันนี้ 10 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ มีนพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข และหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วม

ใช้ ม.44 คุมร้านเหล้ารัศมี 300

โดยนายยงยุทธ์ เปิดเผยผลการหารือว่า ที่ประชุมพิจารณาประเด็นเรื่องการป้องกันปัญหาไม่ให้เยาวชนและนักศึกษาดื่มแอลกอฮอล์ จึงต้องมีมาตรการออกมาควบคุม โดยระยะแรกจะกำหนดบริเวณห้ามไม่ให้มีสถานประกอบการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับนักศึกษาในระยะ 300 เมตร รอบสถานศึกษา

ซึ่งจะออกเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีภายใน 1-2 วันนี้ ให้มีผลบังคับใช้หลังจากประกาศ 30 วัน โดยจะรวมถึงร้านขายของชำและร้านสะดวกซื้อ แต่ไม่รวมโรงแรมที่มีบริการให้กับผู้ใช้บริการ และบริเวณที่กฎหมายให้เป็นพื้นที่ยกเว้น เช่น พัฒน์พงษ์ รัชดาภิเษก และเพชรบุรีตัดใหม่ เป็นต้น และร้านค้าขายส่งสินค้าหรือบริเวณเก็บสินค้าเพื่อขายส่ง

นายยงยุทธ กล่าวว่า การกำหนดบริเวณห้ามขายแอลกอฮอล์นั้น จะเป็นสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาและอาชีวะศึกษา ส่วนโรงเรียนทั่วไปยังไม่มีการกำหนดห้ามขาย ขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีข้อเสนอให้กำหนดระยะห่างจากสถานศึกษา 1,000 เมตร คงต้องพิจารณาและศึกษารายละเอียดต่อไป โดยจะเก็บข้อมูลจากมาตรการกำหนดระยะห่าง 300 เมตร มาศึกษาว่าได้ผลอย่างไร

อย่างไรก็ตามมาตรการของคณะกรรมการฯจะเสริมกับมาตรการที่กระทรวงยุติธรรมจะเสนอให้ใช้อำนาจหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาดำเนินการเพื่อควบคุมในพื้นที่อื่นต่อไป หากจะมีมาตรการใดเพิ่มเติมจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสถานประกอบการ สถานศึกษา มาหารือต่อไป

MThai News

ขอบคุณข้อมูล ข่าวสด

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

ซึ้ง! เด็กหญิง 3 ขวบ บริจาคอวัยวะช่วย 2 ชีวิต

เด็กหญิงวัย 3 ขวบของสหรัฐ ช่วยต่อชีวิต 2 เด็กชาย ราวปาฏิหาริย์ แม้เธอจะลาจากโลกไปแล้ว หลังได้ทำเรื่องบริจาคอวัยวะให้

สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า ที่สหรัฐอเมริกาได้เกิดเรื่องราวดี ๆ สุดซึ้งกินใจ เมื่อเด็กหญิงวัย 3 ขวบคนหนึ่งที่ป่วยเป็นมะเร็งก้านสมองและได้เสียชีวิตไปแล้ว ได้ช่วยต่อชีวิตให้กับคนอีก 2 คน หลังจากที่ครอบครัวเธอได้ทำเรื่องขอบริจาคอวัยวะเอาไว้ ทราบชื่อต่อมาคือหนูน้อยโอลิเวีย สเวดเบิร์ก

บริจาคร่างกาย, บริจาคอวัยวะ

โดยแม่ของหนูน้อยโอลิเวีย เผยว่า ลูกสาวของเธอป่วยเป็นมะเร็งที่ก้านสมองตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา และทราบว่าโรคชนิดนี้ไม่มีทาง รักษาหาย เธอจึงจะใช้เวลาทั้งหมดที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งระหว่างที่พวกเธอกำลังเดินทางพาโอลิเวียไปยังสถานที่ต่าง ๆ นั้น เธอได้รับอีเมล์จากเพื่อนว่า มีเด็กชายคนหนึ่งที่ป่วยเกี่ยวกับตับ และต้องการความช่วยเหลือด่วน เธอและครอบครัวรวมถึงโอลิเวียจึงได้ทำเรื่องขอบริจาคอวัยวะให้เด็กชายคนดังกล่าวโดยตรง

ซึ่งหลังจากที่โอลิเวียเสียชีวิต ตับของเธอถูกส่งต่อไปยังเด็กชายคนดังกล่าวเพื่อปลูกถ่าย และไม่น่าเชื่อว่าตับโอลิเวียจะช่วยชีวิตเด็กชายได้ราวปาฏิหาริย์ ทั้งๆ ที่เขาจะมีชีวิตเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ขณะที่แม่ของเด็กชาย กล่าวด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มว่า ครอบครัวของเธอรู้สึกซาบซึ้งใจมาก และเมื่อใดที่ได้มองรูปถ่ายของโอลิเวีย จะเห็นจิตวิญญาณอันเข้มแข็งผ่านแววตา และช่วยเป็นแรงผลักให้มีกำลังสู้ต่อไป

ทั้งนี้นอกจากเด็กชายคนดังกล่าวแล้ว โอลิเวีย ยังได้บริจาคอวัยวะช่วยเด็กชายอีกคนที่ป่วยมีลำไส้อยู่ภายนอกร่างกายด้วย โดยแม่ของโอลิเวียเผยว่า พวกตนรู้สึกดีใจที่โอลิเวียช่วยต่อชีวิตให้กับคนอีก 2 คน และเชื่อว่าเรื่องราวของโอลิเวียจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนที่คิดบริจาคอวัยวะเพื่อต่อชีวิตคนอื่น ๆ ต่อไป

MThai News

ไทยปิดกงสุลในตุรกี ไม่โต้ปมตำหนิ ยันทำถูกต้อง

รองโฆษกฯ เผย สถานทูต-สถานกงสุลไทยในตุรกี ปิดทำการเพื่อความปลอดภัย ยังไม่อพยพ ไม่มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ โต้ UNHCR ยันไทยทำตามขั้นตอน ยึดกฎหมาย วอนนานาชาติ ตรวจสอบข้อมูล

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงถึงสถานการณ์ล่าสุดกรณีที่ชาวอุยกูร์บุกโจมตีสถานทูตไทยในตุรกีว่า ยังไม่บานปลายถึงขั้นต้องอพยพ หรือต้องส่งคนไทยกลับประเทศ ซึ่งตุรกีได้ให้ความร่วมมือส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมารักษาความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ได้มีการปิดสถานทูตและสถานกงสุลชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย  ยืนยันไม่มีคนไทยหรือนักท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบ

ปิดกงสุลไทยในตุรกี ห่วงปลอดภัย

ส่วนแถลงการณ์ของตุรกี ที่ออกมากล่าวหาว่า ประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีต่อกฎหมายระหว่างประเทศในการให้ที่พักพิงชั่วคราวแก่ผู้ลี้ภัยว่า ไทยไม่ได้เตรียมการตอบโต้ แต่อยากให้ทางตุรกีคิดให้รอบคอบก่อนออกแถลงการณ์ เพราะที่ผ่านมาไทยได้ให้ความช่วยเหลือชาวอุยกูร์มาโดยตลอด และเชื่อว่าตุรกี คงมีเหตุผล และออกมาตามแรงกดดันของสังคม

จึงขออย่าเอาปัญหาภายในประเทศมากระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ ทางตุรกี ก็ได้ส่งจดหมายมาขอบคุณทางการไทยในเรื่องนี้

พล.ต.วีรชน โต้ UNHCR ยันไทยทำตามขั้นตอน

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธถึงแถลงการณ์ของ UNHCR ที่ระบุว่า ไทยไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ในการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน เบื้องต้นทางจีน ขอให้ไทยส่งตัวกลับประเทศทั้งหมด

แต่ไทยยืนยันจะทำตามขั้นตอนของการพิสูจน์สัญชาติ และคำนึงถึงความปลอดภัย รวมถึงกฎหมายทั้งในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยล่าสุดไทยจะส่งหน่วยงานไปดูแลชาวอุยกูร์ในจีน เพื่อติดตามการใช้ชีวิต การดำเนินคดีของจีนกับชาวอุยกูร์ในจีน และให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาติดตาม

พร้อมเชื่อว่า การที่ต่างประเทศตำหนิการดำเนินการของไทย เกิดจากการไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง ส่วนชาวอุยกูร์ที่เหลืออีก 60 คน หากพิสูจน์สัญชาติไม่ได้จะใช้กฎหมายการหลบหนีเข้าเมืองของไทยในการดำเนินการ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับเอกอัครราชทูตตุรกีประจำประเทศไทย ถึงผลกระทบดังกล่าวแล้ว และเตรียมการชี้แจงและทำความเข้าใจกับต่างชาติ พร้อมเตรียมเข้มงวดจุดผ่านแดนที่ติดกับพรมแดนประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการอพยพคนอีก

สถานทูตจีน,ตุรกีในไทยปกติ ไม่มีขอกำลัง รปภ.เพิ่ม

พล.ต.ต.ก่อเกียรติ วงศ์สุเมธ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 เผยถึง การดูแลสถานทูตตุรกีประจำประเทศไทย หลังมีกลุ่มผู้ประท้วง ทำลายสถานกงสุลไทยในกรุงอิสตันบู ประเทศตุรกีว่า ภายหลังมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณสถานทูตตุรกีประจำประเทศไทย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของ สน.สุทธิสารแล้ว โดยเหตุการณ์ยังคงเป็นปกติ

นอกจากนี้ ยังได้มีการสอบถามเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้ง 2 แห่ง คือ สถานทูตตุรกีและสถานทูตจีน ระบุว่า ไม่มีการร้องขอกำลังเพิ่มเติมในการดูแล แต่อย่างไร ได้สั่งการให้ชุดสายตรวจ สน.สุทธิสาร จัดกำลังรถสายตรวจลงพื้นที่ดูแลแล้ว

ด้าน พันตำรวจเอกไกรเลิศ บัวแก้ว รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ดูแลงานป้องกันปราบปราม กล่าวว่า ในส่วนของการดูแลพื้นที่สถานทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ สน.ห้วยขวางนั้น

ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันปราบปรามและฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ยังเป็นปกติ และไม่มีการร้องขอกำลังเพิ่มเติมในการดูแล

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 พื้นที่ ระบุในส่วนของสถานทูตมีกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลในการดูแลแล้ว จึงมีการประสานกองกับกำกับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 ร่วมลงพื้นที่เป็นระยะเพื่อความเรียบร้อยและปลอดภัยควบคู่ไปกับตำรวจท้องที่ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังเหตุจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News