ทีมงาน MThai ได้พบกับ video ของ Bloomberg ที่ได้อธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับ วิกฤติกรีซ หรือ วิกฤติการเงินของ กรีซ แบบเข้าใจง่ายๆ ซึ่งทีมงานได้เพิ่มเนื้อหาจากสารคดีอื่นๆ จึงเอามาแปลและสรุปให้ทุกท่านดังนี้
ยุโรปโบราณ สงครามและแก่งแย่งชิงดี
แต่เดิมนั้นยุคสงคราม ทั้งเรื่องเผ่าพันธุ์ ดินแดน และแม้แต่ราชวงศ์ แม้ว่า ราชวงศ์ต่างๆในแต่ละประเทศจะมีการส่งรัชทายาทแต่งงานกันเพื่อสร้างสัมพันธภาพ แต่บางครั้งก็ยังแฝงไปด้วยการแทรกซึมอำนาจราชวงศ์อยู่ดี สรุปได้ง่ายๆว่า แต่เดิมมาก็ไม่ได้มีความสามัคคีระหว่างประเทศในยุคโบราณอยู่แล้ว
ยุโรปยุคธุกิจและสงครามโลกครั้งที่สอง
ยุคธุรกิจ ทุกคนต้องการซื้อขายสินค้า แต่ปัญหาคือ สกุลเงินที่ต่างๆกัน (การแลกเปลี่ยนก็มีค่าธรรมเนียม) รวมทั้งยังมีภาษีนำเข้าสินค้าอีก ดังนั้นสินค้าแต่ละชิ้นที่วางขายจึงมีต้นทุนสูง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ธุรกิจย่ำแย่จึงต้องมีการส่งเสริมการทำธุรกิจ และให้ยกเลิกกำแพงภาษีเหล่านั้น และต่อมา 19 ประเทศ ก็ได้ร่วมมือกันในสกุลเงินเดียวกัน โดยไม่ต้องแลกเงินอีกแล้ว กำเนิดเป็นสกุลเงิน “ยูโร”
วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ถึง วิกฤติกรีซ ถึง วิกฤติยูโรโซน
จาก วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ในสหรัฐฯ ซึ่งคล้ายๆกับ วิกฤติต้มยำกุ้ง คือ การกู้เงินที่มีดีมานด์ปลอม (กู้หรือเป็นหนี้เพื่อลงทุน เพื่อเก็งกำไร แต่สุดท้ายไม่มีคนซื้อ กลายเป็นหนี้ในระบบที่ไม่มีการจ่ายคืน) ปัญหาจาก สหรัฐฯ ส่งผลถึงส่วนต่างๆที่เป็นผู้ซื้อผู้ขายของสหรัฐฯ

ภาพชาวกรีซต่อคิวกดเงิน ATM ผวาธนาคารปิดตัวโดยไม่คืนเงินฝาก หลังเกิดวิกฤติการเงิน
เช่นเดียวกับ ยูโร ซึ่งได้รับผลกระทบ และต้องแก้ปัญหากันไป แต่ดูเหมือน กรีซ จะมีปัญหาที่สุด จากกรณีที่ กรีซมีฐานะทางการเงินล้าหลังประเทศอื่นๆในกลุ่ม ยูโรอยู่แล้ว แถมยังไม่ได้มีมาตรการการเงินการคลังที่ดีพอ นักการเมือง อาศัยนโยบายการจ้างงาน และเพิ่มสวัสดิการให้ประชาชนเพื่อสร้างประชานิยม ซึ่งก็เป็นการใช้เงินคลังให้เป็นหนี้เพิ่มขึ้น
การกู้เงินเพื่อลงทุนก็ไม่จบแค่ใน กรีซ เพราะแต่ละประเทศในกลุ่ม ยูโร ก็ได้แตกบริษัทสาขาย่อยข้ามประเทศไปมา รวมทั้ง ธนาคารและสถาบันการเงิน ดังนั้น หนี้การค้าต่างๆ จึงผูกพันไปสปาเก็ตตี้ไปแทบทั้งทวีป
โดยเฉพาะการเข้าสู่กลุ่มยูโร กรีซ ก็ยิ่งเข้าถึงเงินกู้อัตราต่ำได้จาก เยอรมนี พอ เยอรมนี รู้ตัวก็ ให้ กรีซ และประเทศต่างๆ รัดกุมการใช้เงิน ตัดสวัสดิการประชาชน และพยายามจ่ายหนี้คืนบางส่วน ซึ่งในความเป็นจริง การตัดสวัสดิการก็เท่ากับไปลดอำนาจการซื้อ ลดสภาพคล่องธุรกิจ ทำให้ยิ่งสะดุด ยิ่งเลวร้ายกันไปใหญ่

ภาพประชาชนประท้วง เรื่องมาตรการรัดกุมการเงิน และไม่ควรปล่อยขายทรัพย์สินรัฐบาลให้คนนอก
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ คน เยอรมนี และรัฐบาล เยอรมนี เข้มงวดกับการเงินในประเทศ ดังนั้น จึงเป็นประเทศที่ขยันทำงาน และจ่ายภาษีครบตามจำนวน ในขณะที่คน กรีซ ขยันน้อยกว่า สุขนิยมมากกว่า (รถ Porsche ของเยอรมนี ขายได้หลายคันในกรีซ ซึ่งก็เป็นหนึ่งคำกล่าวหาว่า กรีซจ่ายเงินเกินตัว) รวมทั้งสนามกีฬาโอลิมปิกส์ 2004 หรือเอเธนส์เกมส์ ที่คนกรีซปลื้ม เพราะเป็นแหล่งกำเนิดตำนานโอลิมปิกส์ ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของหนี้ก่อสร้างมูลค่ากว่า 12 พันล้านยูโร (รัฐบาลลกรีซจ่ายเกินตัว)
เพื่อน กลายเจ้าหนี้ กลายเป็นศัตรู
ในกลุ่มยูโร เยอรมนี เป็นประเทศที่มีสถานะการเงินแข็งแรงที่สุด จากเพื่อนในกลุ่มยูโรด้วยกัน เยอรมนีคือ เพื่อนมีน้ำใจ ที่ช่วยให้ กรีซ (และประเทศอื่นๆ) มีเงินกู้ใช้จ่ายได้อย่างคล่องมือ และเมื่อวิกฤติเริ่มบานปลาย เยอรมนี เสนอให้ กรีซ (และประเทศอื่นๆ) รัดเข็มขัดการเงิน ทำให้ กรีซ ไม่พอใจที่เงินตึง ต่างก็ต่อว่าต่อขานต่างๆนานา ในปัจจุบัน ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเริ่มบานปลาย เมื่อ กรีซ มองว่า เยอรมนี ควรยื่นมือช่วยเหลือมากกว่านี้ ในขณะที่คนเยอรมนี มองว่า ไม่ควรช่วย กรีซ อีกแล้วจากปัญหาความไม่รอบคอบของตนเอง

ภาพล้อเลียนรัฐมนตรีการเงินของเยอรมนีใน นสพ.ของกรีซ โดยหาว่าเขาเป็น ฮิตเลอร์ ที่ยอมให้ประชาชนบริสุทธิ์ตาย
เรื่องแย่ๆในวันนี้และในอนาคตของ กรีซ วันนี้ ธุรกิจหลายอย่างของ กรีซ ปิดตัว เกิดการลอยแพพนักงาน เลิกจ้าง ซึ่งทำให้ คน กรีซ ออกมาประท้วงรัฐบาลกันหลายครั้ง เกิดชุมชนที่ช่วยเหลือต่อคิว อาหารบริจาค สำหรับคนตกงาน คนไร้บ้าน ทรัพย์สินของรัฐบาล ก็เริ่มปล่อยขายหาเงินเข้าประเทศ รวมทั้ง สนามบิน สนามกีฬาโอลิมปิกส์ ก็รกร้าง ไร้การดูแล และไม่มีการต่อยอดทำประโยชน์ใดๆ

ภาพอดีตสนามกีฬา จากเอเธนส์เกมส์ที่วันนี้ร้างและขาดการดูแล กลายเป็นสัญลักษณ์หนี้ก้อนมโหฬารของกรีซ
ซึ่ง วิกฤติกรีซ ก็นำไปสู่ทางออกไม่กี่อย่าง
1. กลุ่ม ยูโรยังจะกอดคอกันต่อไป หาทางแก้ร่วมกัน จัดตั้งหน่วยนโยบายการเงินร่วมกัน ซึ่งอาจจะดีร่วมกัน หรืออาจจะฉุดกันเน่าทั้งบาง หรือ
2. กลับไปแยกประเทศตามเดิม เพื่อให้ กรีซแก้ปัญหาตัวเอง (ตายเดี่ยว) ส่วนประเทศอื่นๆก็แบกผลกรรมการเงินตนเองไม่เกี่ยวข้องกันอีก ซึ่งก็ถือว่า กลุ่ม ยูโรแตกคอนั่นเอง
ประเทศที่ยังพอยิ้มได้ ก็คงเป็น อังกฤษ สำหรับสกุลเงิน ปอนด์ สเตอริ่ง ซึ่งกระทบน้อยเพราะอยู่รอบนอกของกลุ่ม แต่คงจะกระทบบ้างเรื่องเงินกู้ซื้อขายระหว่างกัน
บทเรียน วิกฤติการเงิน
ส่วนประเทศไทยเอง ก็คงต้องมอง วิกฤติยูโรโซน เป็นกรณีศึกษา นโยบาย “ประชานิยม” การหละหลวมเรื่อง “เงินกู้” และการรวมกลุ่มประเทศที่เกิดจุดอ่อนขึ้น อาจจะเป็นสิ่งที่ AEC ควรระวังไว้
อ้างอิง
Bloomberg Business, “The European Debt Crisis Visualized”, https://youtu.be/C8xAXJx9WJ8.
MThai News
ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com