จากสถานการณ์ภัยแล้งที่ประเทศไทยได้ประสบพบเจออยู่ในขณะนี้ ซึ่งถือได้ว่ารุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยผู้ที่ได้รับผล กระทบเต็มๆคือ ‘เกษตรกร’ ที่ต้องใช้น้ำอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกพืช และบางพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักถึงขั้นไม่มีน้ำไว้ใช้บริโภค
หากถามว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ? หลายๆคนคงพูดเป็นเสียงเดียวว่ามาจากน้ำมือของ ‘มนุษย์’ หรือกลุ่มคน กลุ่มนายทุน ที่เห็นแก่ตัว เอาประโยชน์ส่วนตน มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม การตัดไม้ทำลายป่า การลักลอบตัดไม้ในเขตพื้นที่ป่าสงวน รวมถึงการบุกรุกพื้นป่า
จากข้อมูลในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา 4 เขื่อนหลัก ประกอบด้วย เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนภูมิพล ระบุว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนลดลงเข้าขั้นวิกฤต
หากในกรณีที่ไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม ยิ่งในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ขณะนี้ เหลือปริมาณน้ำเพียง 48 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น หรือประมาณ 5% ของความจุเต็ม 960 ล้านลูกบาศก์เมตร
ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะเหลือน้ำใช้ได้แค่ 30 วันเท่านั้น จึงถือว่าเป็นช่วงวิกฤตมากของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมากในขณะนี้

ในส่วนของสถานการณ์น้ำกักเก็บของเขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤตระดับที่ 2 คือ ไม่สามารถระบายเพื่อการเกษตร แต่มีน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค ระบายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำได้เท่านั้น ถือได้ว่าน้ำเหลือน้อยที่สุดในรอบ 51 ปี ของเขื่อนภูมิพล
ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระดับน้ำในเขื่อน ลดลงอย่างต่อเนื่องตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผลกระทบที่ตามมาคือ การทรุดตัวของดินริมตลิ่งซึ่งทำให้สิ่งปลูกสร้างและถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา และคันคลองต่างๆ มีโอกาสที่จะทรุดตัว จากการเสียสมดุลของดินใต้ผิวถนนที่ไม่มีมวลน้ำคอยพยุง
ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมาก และยังมีอีกหลายเขื่อนที่กำลังเผชิญปัญหานี้อยู่เช่นกัน
โดยแนวทางการแก้ไขปัญหาในขณะนี้คือ การทำฝนหลวงในพื้นที่วิกฤต และขุดเจาะน้ำบาดาล โดยที่ผ่านมาขุดเจาะไปแล้ว 1,000 บ่อ คาดว่าทางกระทรวงทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเตรียมขุดเพิ่มอีก 500 บ่อ เพื่อนำน้ำมาใช้บรรเทาภัยในด้านการเกษตร และการอุปโภค บริโภคเบื้องต้น
จากสภาวะวิกฤตดังกล่าวทางกรมชลประทาน จึงได้ออกมาประกาศเตือนให้ชาวนาชะลอการทำนาปี ออกไปก่อนในช่วง 1-2 เดือนนี้ เพื่อลดความเสียหายของผลผลิต พร้อมเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด
เหตุการณ์ภัยแล้งในปีนี้ ยังสร้างความเสียหายทำให้ถนนทรุดหลายพื้นที่ ซึ่งเมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา ถนนเลียบคลองระพีพัฒน์หนองแค-ตู้ยามปากท่อ ในช่วงเส้นทางไป อ.หนองเสือ หมายเลข 3034 ลึกประมาณ 1-2 เมตร ระยะทางประมาณ 150 เมตร เนื่องจากน้ำในคลองแห้งสนิทจึงทำให้ตลิ่งทรุด
และในวันเดียวกันเกิดถนนทรุดตัวขึ้นอีกที่ถนนเลียบคลองพระยาบันลือ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ทรุดตัวลึกกว่า 2 เมตร ระยะทางยาวประมาณ 100 เมตร และจากข้อมูลยังพบว่ามีจุดเสี่ยงที่อาจเกิดการทรุดตัวของถนน อีกหลายจุดที่อยู่ติดคันคลองใน จ.พระนครศรีอยุธยา

ทำให้กระแสในโลกออนไลน์ตื่นตัว และวิตกกังวลถึงปัญหาภัยแล้ง ที่อาจส่งผลกระทบถึงพื้นที่กรุงเทพฯ ว่าเสี่ยงต่อการไม่มีน้ำไว้ใช้หรือไม่ ? หลังมีการปล่อยข่าวว่าหากฝนไม่ตกภายในวันที่ 30 ก.ค. นี้ ชาวกรุงเทพฯ อาจไม่มีน้ำใช้
ทางด้าน นายธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) ได้ออกมาชี้แจงทันทีว่า อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ยืนยัน ยังมีน้ำใช้ในการผลิตน้ำประปา แต่บางช่วงที่น้ำเค็มขึ้นอาจกระทบความกร่อยของน้ำได้
เชื่อว่า พื้นที่กรุงเทพฯ จะไม่ได้รับผลกระทบทั้งน้ำอุปโภค และบริโภค!!
อย่างไรก็ตาม ทางการประปานครหลวงยังมีการจัดกิจกรรม “รณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า” เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงภาวะภัยแล้งและร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัด
การช่วยกันประหยัดน้ำหลักง่ายๆ ในชีวิตประจำวันเรา ที่ใครๆก็สามารถทำได้ อาทิ
– การอาบน้ำ ถ้าใช้ฝักบัวจะสิ้นเปลืองน้ำน้อยที่สุด รูฝักบัว ยิ่งเล็ก ยิ่งประหยัดน้ำ
– การแปรงฟัน หากใช้น้ำบ้วนปากและแปรงฟันโดยใช้แก้ว จะใช้น้ำเพียง 0.5–1 ลิตร
การปล่อยให้น้ำไหล จากก๊อกตลอดการ แปรงฟัน จะใช้น้ำถึง 20–30 ลิตรต่อครั้ง
– การใช้ชักโครกจะใช้น้ำถึง 8–12 ลิตร ต่อครั้ง เพื่อการประหยัด ควรใช้ถุงบรรจุน้ำมาใส่ในโถน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำ โถส้วมแบบตักราดจะสิ้นเปลืองน้ำน้อยกว่าแบบชักโครกหลายเท่า
– การซักผ้า ไม่ควรเปิดน้ำทิ้งไว้ตลอดเวลา จะเสียน้ำถึง 9 ลิตรต่อนาที ควรรวบรวมผ้าให้ได้ มากพอต่อการซักแต่ละครั้ง
– การล้างรถ ควรรองน้ำใส่ภาชนะ แล้วใช้ผ้าหรือเครื่องมือล้างรถ เช็ดทำความสะอาดแทนการ ใช้สายยางฉีดน้ำโดยตรง ซึ่งจะเสียน้ำปริมาณมากถึง 150-200 ลิตร/ครั้ง
วิกฤตภัยแล้งในปีนี้คนเมืองกรุงอาจได้รับผลกระทบน้อย แต่ถือได้ว่าเป็นสัญญาณเตือนให้คนเมืองกรุงมีจิตสำนึกต่อการใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่าของน้ำ ไม่ใช้น้ำสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต และเป็นการแบ่งปันการใช้น้ำตามความเหมาะสมในภาคส่วนต่างๆ
ฉะนั้นทุกคน ทุกภาคส่วน ต้องร่วมมือกัน ช่วยกันประหยัดน้ำ…. “หากไม่เริ่มที่ตัวเรา….แล้วจะไปเริ่มที่ใคร ?”
MThai News
ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com