นศ.หนุ่มปี 1 ไอเดียเจ๋ง! สร้างรายได้ครึ่งแสน จากการเพาะ-ขายปลาหางนกยูง

ธุรกิจแนวใหม่จากคนรุ่นใหม่ ขายปลาหางนกยูงธรรมดาที่ไม่ธรรมดา สร้างรายได้ให้เด็กปี 1 ครึ่งแสนต่อเดือน

เรียกว่ากำลังมาแรงจริง ๆ กับยุคสมัยใหม่ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจในฝันได้แบบง่าย ๆ เพียงแค่กล้าที่จะลงมือทำอย่าง ‘น้องต้นกล้า’ นายวิรภูมิ หงส์ศุภางค์พันธ์ เด็กธรรมดา ๆ ที่มีความคิดไม่ธรรมดา กล้าทำในสิ่งที่ฝัน เพียงเชื่อว่า เป้าหมายที่ใหญ่ อุปสรรคที่เจอจะเล็ก

‘น้องต้นกล้า’ เด็กนักศึกษาปี 1 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะประมง สาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เริ่มต้นจับธุรกิจขายปลาหางนกยูงจากความชอบที่จะได้เฝ้าดูปลาเหล่านี้เติบโต และเกิดเป็นความคิดที่ว่า มันคงจะดี ถ้าเราสามารถหารายได้เสริมจากความชอบของเรา ได้ทั้งเลี้ยงปลา ได้ทั้งเงิน จึงเกิดเป็นธุรกิจเล็ก ๆ ด้วยเงินเก็บของตัวเอง

เลี้ยงปลา

ร้าน Sun Guppy ของ ‘น้องต้นกล้า’ เริ่มเปิดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่กลับสามารถทำการตลาดจนกลายเป็นที่รู้จักได้เพียงในเวลาไม่นาน และด้วยตัวเลขรายได้ยอดขาย 30,000 – 50,000 บาทต่อเดือน ที่ตัดค่าเช่าร้าน ค่าน้ำค่าไฟ หรือแม้แต่ค่าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลา ยิ่งทำให้ MThai News ของเราสนใจในตัวน้องมากขึ้น

หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่า ‘น้องต้นกล้า’ ทำอย่างไรให้ร้านของเขาติดตลาดจนมีคนรู้จักมากมาย ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่า ด้วยความที่น้องเป็นเด็กรุ่นใหม่เข้าถึงเทคโนโลยี ทำให้มีโอกาสใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการช่วยสร้างยอดขาย โดยใช้ติดต่อกับลูกค้าจากต่างประเทศด้วยการส่งรูปผ่านแอปพลิเคชัน Line ก็สามารถเกิดการซื้อขายกันได้แล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดแข็งของร้านน้องเขาได้เลยทีเดียว

8

‘น้องต้นกล้า’ เล่าว่า ช่วงแรก ๆ เจออุปสรรคเยอะมากในเรื่องของการดูแลปลา เพราะปลาหางนกยูงที่เป็นสายพันธุ์เกรดประกวดจะเปราะ เปลี่ยนน้ำนิดหน่อย ให้อาหารผิดนิดหน่อย ก็ป่วย สุดท้ายพอเอามาลงบ่อ ปลาป่วยหมด แต่ก็ไม่ท้อรีบหาวิธีแก้ ศึกษาหาข้อมูลจนผ่านไปได้

และแน่นอนว่า เมื่อ ‘น้องต้นกล้า’ เลือกที่จะทำธุรกิจไปพร้อม ๆ กับการเรียนหนังสือ จึงต้องมีความขยันมากกว่าคนอื่น ๆ แบ่งเวลาเรียนกับงานให้ชัดเจน และยอมเสียเวลาส่วนตัวมาทุ่มเทกับงานตรงนี้ เพราะน้องมองว่า เมื่อเราเริ่มทำธุรกิจอย่างหนึ่ง ก็เท่ากับเรามีภาระที่ต้องรับผิดชอบ ถึงแม้จะปิดร้านค่าเช่าก็งอกอยู่ดี สู้เอาเวลาที่ไปเที่ยวเล่นมานั่งเปิดร้านดีกว่า ส่วนเรื่องเรียน แรก ๆ ปรับตัวยาก จึงตั้งใจเรียนทำเกรดเฉลี่ยในปีแรกให้ดี

นิวเจน 1

ส่วนอนาคตนั้น ‘น้องต้นกล้า’ ตั้งใจที่จะขายปลาหางนกยูงต่อไปให้ถึงที่สุด เพราะในวงการนี้ถือว่า ร้าน Sun Guppy ค่อนข้างที่จะเริ่มมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังสามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ ซึ่งปัจจุบันมีการเพาะพันธุ์ส่งออกไปยังต่างประเทศด้วย และยิ่งมีหน้าร้านก็ยิ่งทำให้การตกลงเจรจาค้าขายเป็นไปอย่างราบรื่น

งานนี้ ‘น้องต้นกล้า’ ยังได้ฝากมาบอกเพื่อน ๆ ที่กำลังมีความคิดอยากจะลงมือทำธุรกิจเป็นของตัวเองอีกว่า การทำธุรกิจนั้น อย่ามองแค่ผลกำไรที่จะได้รับ เราต้องมีใจรักในสิ่งที่จะลงมือทำ เพื่อที่จะไปให้ถึงจุดหมาย และแน่นอนอย่าท้อเมื่อเจอคนที่เขาทำธุรกิจมาก่อนเรา ประสบความสำเร็จก่อนเรา เพราะมันมีอยู่ทุกธุรกิจ ดังนั้นเราต้องกระตืนรือร้นตลอดเวลา เพื่อที่เราจะได้ไปยืนในจุดที่เขายืนบ้าง

ต้องยอมรับเลยว่า ‘น้องต้นกล้า’ เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่กล้าคิดกล้าทำจริง ๆ ไม่กลัวที่จะต้องเจอกับอุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามา และพร้อมสู้เพื่อทำตามความฝัน ซึ่งน่านำเอามาเป็นแนวทางสำหรับคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทีมข่าว MThai News ต้องขอขอบคุณ น้องต้นกล้า ที่สละเวลามาร่วมพูดคุย

สำหรับใครที่อยากอุดหนุน ‘น้องต้นกล้า’ นั้น สามารถไปได้ที่ จตุจักร ตลาดศรีสมรัตน์ ตรงข้ามพิพิธภัณฑ์เด็ก ล๊อค B20 ชื่อร้าน Sun Guppy เบอร์โทรติดต่อ 083-607-6623 หรือจะเข้าไปชมภาพปลาหางนกยูงสวย ๆ ที่เฟซบุ๊ก Tonkla Hongsupangpan ส่วนใครที่อยากไปดูที่หน้าร้านแนะนำว่า โทรศัพท์เข้าไปสอบถามก่อน เพราะบางทีน้องเขาอาจจะติดเรียนไม่ได้มาเปิดร้าน อาจทำให้ไปเสียเที่ยวได้

เขียน  เฌอมาณย์ นาคพิทักษ์ 
ภาพ   ธเนตร พุทธิตระกูล

ติดตามคอลัมน์ ธุรกิจ new gen อื่น ๆ ได้ที่นี่ news.mthai.com/economy

MThai News

นายกโสมขาว ประกาศให้เกาหลีใต้ปลอดเชื้อ ‘เมอร์ส’ แล้ว

ฮวาง คโย-อาน นายกรัฐมนตรี แห่งเกาหลีใต้ ประกาศให้เกาหลีใต้ เป็นประเทศปลอดเชื้อไวรัส “เมอร์ส”แล้ว

วันนี้ (28 ก.ค.) สำนักข่าว บีบีซี รายงานข่าวกรณีที่ ฮวาง คโย-อาน นายกรัฐมนตรี แห่งเกาหลีใต้ ประกาศให้เกาหลีใต้ เป็นประเทศปลอดเชื้อไวรัส “เมอร์ส” (ไวรัสโคโรนากลุ่มโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง) อย่างเป็นทางการ หลังผู้ต้องสงสัยติดเชื้อคนสุดท้าย สามารถก้าวข้ามผ่านอาการอันน่าวิตก และเดินทางกลับที่พักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากเชื้อไวรัสมรณะดังกล่าวคร่าชีวิตประชาชนในประเทศเกาหลีใต้เป็นจำนวน 36 ศพ ภายในระยะเวลา 2 เดือน

481458336

พร้อมกันนี้ แถลงการณ์ดังกล่าว ออกมาหลังจากไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค. เป็นต้นมา และผู้อยู่ในข่ายเฝ้าระวังคนสุดท้ายได้รับการปล่อยตัวออกจากการกักบริเวณ และกลับบ้านเมื่อวันจันทร์ ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการประกาศจากองค์กรอนามัยโลก (ฮู) อย่างเป็นทางการในประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสเมอร์สเฉพาะในเกาหลีใต้อยู่ที่ 36 ศพ นับตั้งแต่พบผู้ป่วยคนแรกเมื่อวันที่ 20 พ.ค. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเมอร์ส ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ รวมถึงในภาคการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นในการลงทุนจากนานาประเทศ

ขณะนี้ นาย ฮวาง คโย-อาน ได้ฝ่อนคลายความกังวลของประชาชน รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ รวมถึงนักเรียนสามารถกลับมาเรียนและทำกิจกรรมในโรงเรียนได้อย่างไรความกังวลในขณะนี้

ทว่า กระทรวงการคลังต้องประกาศอัดฉีดงบประมาณเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสูงถึง 22 ล้านล้านวอน หรือ ราว 683,100 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดไปยังผู้ประกอบการ ในภาคธุรกิจ ทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงมากถึงร้อยละ 60 ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือน ก.ค. แต่กระนั้น ความเป็นไปได้ที่เชื้อไวรัสดังกล่าวจะกลับมาระบาดอีกครั้ง มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากมีผู้ที่เดินทางมาจากประเทศแถบตะวันออกกลางเป็นจำนวนมาก

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ที่มา bbc

ไม่ปลื้มThailand Pavilion อิตาลี พื้น ๆ ไร้สิ่งจูงใจ

ผู้สันทัดกรณีตั้งกระทู้วิพากษ์ Thailand Pavilion ในงาน2015 ที่อิตาลี บอกพื้น ๆ ไร้สิ่งโมเดิร์น ไม่เหมือนกับที่โปรโมต แนะเร่งแก้ไขก่อนจะขายหน้าชาวโลก

เกิดเป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อมีสมาชิกในเว็บไซต์พันทิปรายหนึ่งได้ตั้งกระทู้วิพากษ์วิจารณ์ถึงบูทแสดงสินค้า Thailand Pavilion ในงาน Expo 2015 ที่กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ว่า “ไม่ถึงกับขายหน้าแต่เรียกว่าไม่ปลื้ม เพราะไม่เป็นดั่งที่ตั้งใจไว้เหมือนกับการทุ่งงบโปรโมต” โดยเจ้าของกระทู้ได้มีข้อความระบุว่า

Expo2015, ThailandPavilion, งอบไทย

Expo 2015 Thailand Pavilion งอบไทย ไม่ถึงกับขายหน้า แต่ก็เรียกได้ว่าไม่ปลื้ม เศร้า

ต้องบอกว่าเป็นคนที่ติดตามงาน Expo หรือ World Expo มาตั้งแต่สมัยตอนเซี่ยงไฮ้ โดยส่วนตัวเราเป็นคนชอบดูโชว์ต่างประเทศ ชอบไปงาน Exhibition อยู่แล้ว เรียกว่าถ้ามีการจัดงานใกล้ ๆ ประเทศไทย สตางค์ในกระเป๋าพอจะบินไปถึง ก็พยายามจะไปบินไปดู ครั้งแรกกับประสบการณ์งาน World Expo เซี่ยงไฮ้ ตอนนั้นต้องบอกว่าพอไปเห็นแล้ว ก็ตื่นตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของงาน การลงทุนของประเทศทั้งหลายที่มาออกงานตอนนั้น มันยิ่งใหญ่จนรู้สึกว่า ช่างโชคดีเหลือเกินที่มีโอกาสได้มาดู ตอนนั้นเราได้ไปดูในฐานะแขกของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเชิญไป

สมัยเซี่ยงไฮ้ ถ้าพูดถึง Thailand Pavilion หรืออาคารศาลาไทย ที่เค้าเรียกกัน มันช่างน่าชื่นใจนัก เรียกได้ว่าไกด์ทัวร์เดินถือธงไทย นำหน้าไปทางไหน คนไทยอย่างเรา เวลาไปเจอชาติอื่นก็ไม่อายเลยล่ะ เพราะ Thailand Pavilion ในตอนนั้น ทำออกมาได้ดี จนแม้แต่คนไทยอย่างเรายังอดปลื้มไม่ได้ ยังประทับใจอยู่จนถึงตอนนี้ มีรูปถ่ายกับมาสคอตยักษ์ตัวเขียว ๆ จำชื่อไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะห้องไฮไลท์ ที่เป็นสามสี่มิติ มีกลิ่น มีฝน ยังรู้สึกประทับใจไม่หาย

มาคราวนี้ได้มีโอกาสไปดูอีกครั้ง ที่มิลาน Expo ครั้งนี้ดูไม่ตื่นเต้นหวือหวา เหมือนครั้งที่แล้ว ก็ไม่แปลก เพราะอิตาลี่กับจีนความยิ่งใหญ่ก็คงต่างกัน เรียกว่าห่างชั้น พี่จีน อะไร ๆ ก็ยิ่งใหญ่ เต็มที่ แต่ละประเทศที่มาออกงาน ก็เทียบเท่ากับตอนเซี่ยงไฮ้ไม่ได้ ส่วนตัวชอบอังกฤษ ตั้งแต่ตอนเซี่ยงไฮ้ รู้สึกแค่ว่ามันเท่ มันคลาสสิค ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ยังคง concept เดิมเยี่ยม

เข้าเรื่อง Thailandia ของเรากันบ้าง ครั้งนี้ต้องบอกว่าไม่ได้รู้สึกประทับใจเท่าไหร่ เอาง่าย ๆ จะบอกว่าท่าดีทีเหลวก็น่าจะได้ ตามที่เขาบอกมาว่านำเสนอประเทศไทยผ่านงอบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์กระดูกสันหลังของชาติ concept ดีอยู่ แต่พอไปดูจริง ๆ แอบไม่ได้รู้สึกยิ่งใหญ่สมกับที่โปรโมต แถมโซนที่อยู่ข้าง ๆ ประเทศไทย ยังมีส่วนแสดงงานของเจ้าภาพ ที่เรียกว่า Children park ทำรูปทรงเป็นเหมือนงอบของไทยเราอีก เพื่อนฝรั่งเศษที่ไปด้วยกัน หันมาบอกเราอีกว่า นี่ก็ Thailandia เหรอ เหมือนกันเลย ไอ้เราก็แอบอายเล็กน้อยเศร้า

Expo2015, ThailandPavilion, งอบไทย

ส่วนตัวไม่ชอบที่ตัวอาคารเอาวัสดุที่เหมือนกระจกมาใช้ เพราะมันสะท้อนวิวข้างนอก ดูแล้วประหลาดมาก ๆ บอกไม่ถูก พูดกันถึงเรื่องโชว์ข้างใน เราแอบรู้สึกเล็ก ๆ ว่าห้องแรก เราไม่เข้าใจว่าต้องการจะสื่ออะไร ต้องการจะบอกอะไร เนื้อหามันเบาบางมาก จะบอกว่าดูให้สวย ก็ไม่สวย ดูให้ประทับใจเฉย ๆ ไม่ต้องมีเนื้อหา ก็ไม่ประทับใจอีก

ภาพไม่สวย แถมยังทำให้รู้สึกว่าเมืองไทยเป็นเมืองไสยศาสตร์อีก จนเพื่อนที่ไปด้วยยังถาม พอเดินต่อไปห้องที่สอง ระยะที่เดินมันยาวมาก และไม่มีการตกแต่งอะไร เป็นห้องเปล่า ๆ เหมือนห้องทำงาน จนรู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้น เงินหมดหรืออย่างไร หรือถ้าเป็นภาษาคนทำงานแบบเรา คงเรียกว่า คิดไม่จบ เพราะมันน่าจะมีอะไรจัดแสดงได้ ดีกว่าให้คนทั่วโลก มาดูปูนเปลือย ๆ ของประเทศไทย

พอไปดูห้องต่อไป เราแอบอึ้งไปเล็กน้อย เพราะจริง ๆ แล้ว ไม่ได้เป็นคนรู้เรื่องเทคโนโลยีอะไรมาก แต่รู้สึกว่าเคยเห็นการโชว์แบบนี้แล้ว ที่เมืองไทย ตอน SCG ทำงานอะไรซักอย่าง ที่ CDC ตรงนวมินทร์ เหมือนกันเป๊ะ ๆ ไม่รู้ว่าคนทำ คนเดียวกันรึป่าว และตัววีดีโอ ก็เน้นเรื่องอาหารตาม concept งาน แต่เรากลับรู้สึกว่า ทำไมประเทศไทยของเราดูไม่ดีเลย ดู look cheap บอกไม่ถูก พอมาดูโชว์ข้างหน้า ที่มีนักแสดงไทย ก็เล่นกับพื้น ดูไม่น่าตื่นเต้น เหมือนเด็ก ๆ มาเล่นกัน แย่

ทุกอย่างมันดูพื้น ๆ บ้าน ๆ ไม่เหมือนที่ผู้จัดเค้าบอกว่าพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ประเทศไทยให้ดูโมเดิร์นขึ้น แต่เราว่าไม่เปลี่ยนก็ได้นะ ถ้ามันจะทำให้เราดูพื้น ๆ แบบนี้ แถมป้ายเข้ายังเป็นกระดานเขียนช๊อค เห็นแล้วอายจริง ๆ แอบเสียใจเล็ก ๆ เดินออกมาแล้วไม่ตัวพองเหมือนเมื่อครั้งที่แล้ว เสียดาย อุตส่าห์ไปตั้งไกล แต่ไทยกลับไม่สร้างชื่อเหมือนครั้งก่อน

คนเข้าดูก็ไม่เยอะ แถวไม่ยาว เหลือเวลาอีกหลายเดือน ไม่รู้จะปรับจะเปลี่ยนอะไรได้อีกบ้าง ก็แอบเอาใจช่วยในฐานะคนไทยแล้วกัน เดี๋ยวเอาไว้ จะมาเขียนต่อ ถ่ายมาแต่ VDO ซะส่วนใหญ่ รูปสวย ๆ เดี๋ยวรอจากกล้องแฟน แล้วจะมารีวิวประเทศอื่น ๆ ให้ฟังละกัน ก็เรียกว่าไม่ถึงกับขายหน้านะประเทศไทย แต่พอไปเห็นด้วยตา เรียกว่าไม่ภาคภูมิใจเหมือนที่พยายามโปรโมตค่ะ

ข้อมูลข่าวจาก http://pantip.com/topic/33719372

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News