ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบ้านเราถือว่าฮอตฮิตดราม่าประเด็นลิขสิทธิ์กันยกใหญ่ทั้งเรื่องเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบปราบปรามร้านขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ จำพวกตุ๊กตาลิขสิทธิ์ญี่ปุ่น กรณีเสื้อมหาวิทยาลัยดังที่ถูกก๊อปมาขาย
หรือจะเป็นเหตุการณ์ที่บริษัทจัดจำหน่ายหนังโร่ฟ้องตำรวจ กรณีที่มีการปล่อยลิงค์ดูหนังออนไลน์แบบ Full HD เรื่องจูราสสิค เวิลด์ ที่ทำให้สูญรายได้ไปหลายร้อยล้าน รวมถึงประเด็นที่คุณฟอร์ด สบชัย พิพาทกับบริษัทค่ายเพลงชื่อดังข้อหาร้องเพลงตัวเองในงานแต่งงานและร้องเพลง1ท่อนที่ติดลิขสิทธิ์ด้วย ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา วันนี้ MThai ข่าวภาคซ่าส์จะพอไปเจาะลึกเรื่องลิขสิทธิ์กัน

ลิขสิทธิ์คืออะไร ?
ทำความเข้าใจง่ายๆ ลิขสิทธิ์ก็คือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาโดยอาศัยสติปัญญา ความรู้ ความสามารถและความพยายามโดยไม่ลอกเลียนแบบงานใคร โดยจะได้รับความคุ้มครองทันทีหลังจากสร้างผลงานเสร็จโดยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน โดยจะคุ้มครองไปจนถึงเจ้าของผลงานเสียชีวิตเลย ซึ่งปัจจุบันมีการคุ้มครองลิขสิทธิ์ 9 สาขาคือ
งานวรรณกรรม ( หนังสือ จุลสาร สิ่งพิมพ์ คำปราศรัย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ) งานนาฎกรรม ( ท่ารำ ท่าเต้น ฯลฯ ) งานศิลปกรรม ( จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย ศิลปประยุกต์ ฯลฯ ) งานดนตรีกรรม ( ทำนอง ทำนองและเนื้อร้อง ฯลฯ ) งานสิ่งบันทึกเสียง ( เทป ซีดี ) งานโสตทัศนวัสดุ ( วีซีดี ดีวีดี ที่มีภาพหรือมีทั้งภาพและเสียง ) งานภาพยนตร์ งานแพร่เสียงแพร่ภาพ งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ
อะไรบ้างไม่นับเป็นงานลิขสิทธิ์
ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรมหน่วยงานของรัฐ หรือของท้องถิ่น คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัยและรายงานของทางราชการ คำแปลและการรวบรวม ตามข้อ 1-4 ซึ่งทางราชการจัดทำขึ้น
แรงบันดาลใจหรือละเมิดลิขสิทธิ์
ที่ผ่านมามักจะมีข่าวนักร้องคนนั้นก๊อปเอ็มวีของวงต่างประเทศ หรือ ก๊อปฉากจากหนังดังอเมริกามาไว้ในหนังของตัวเองบ้าง ซึ่งพอกลายเป็นดราม่าก็มักจะมีข้อแก้ตัวออกมาว่า เป็นงานที่ได้รับแรงบันดาลใจเฉยๆ แรงบันดาลใจ คือการได้ไอเดียมาจากศิลปินหรือผลงานต้นแบบสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานใหม่
อาจจะมีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างจากต้นฉบับ นำมาปรุงแต่งในแบบฉบับของเราเอง ใส่ความคิดและรูปแบบใหม่ๆ แต่ยังคงเนื้อหาหรือแก่นสารที่ต้องการสื่อสารออกไปได้ ส่วนก๊อปปี้คือการลอกทั้งดุ้นทั้งเนื้อหาและวิธีการนำเสนออาจจะปรับแก้เล็กน้อยๆแต่ก็จะมีคนรู้อยู่ดีว่างานนั้นเป็นงานลอกเลียนแบบ
การจับกุมคดีลิขสิทธิ์
ปัจจุบันมีทั้งตำรวจแท้ ตำรวจเทียมอ้างว่าเป็นผู้จับคดีลิขสิทธิ์ บางรายเรียกเอาสินทรัพย์ค่าปรับไปด้วย ทำให้พ่อค้า แม่ขาย โอดโอยไปใหญ่ ความจริงแล้วการจับคดีลิขสิทธิ์ตำรวจจะเดินเข้าไปจับกุมเลยไม่ได้ จะต้องมีเจ้าของลิขสิทธิ์ไปร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน และมอบคดีให้พนักงานสอบสวนก่อน
ซึ่งการจับกุมหรือค้นจะต้องมีหมายศาลจะทำแบบลุแก่อำนาจไม่ได้ รวมถึงจะจับกุมตัวไม่ได้หากไม่มีหมายจับหรือไม่ได้กระทำความผิดซึ่งหน้า จึงจะเห็นว่าการจับลิขสิทธิ์เต็มไปด้วยขั้นตอนมากมาย ไม่ใช่ว่าจะจับง่ายๆแบบเดินเข้าไปตามร้านขอตรวจค้นเลย
เปิดเพลงในร้านให้ลูกค้าฟัง ผิดลิขสิทธิ์มั้ย?
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาศาลฎีกาเพิ่งจะมีคำพิพากษากรณีที่ร้านอาหารถูกเจ้าของลิขสิทธิ์ฟ้องข้อหาเปิดเพลงในร้านให้ลูกค้าฟัง ซึ่งคำพิพากษาระบุว่าไม่มีความผิดแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นการไม่ได้ทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งการหากำไร
โดยตรงหรือไม่จากผลงานลิขสิทธิ์เพลงพิจารณาตรงที่ หากมีการเปิดเพลงแล้วคิดค่าฟังเพลงเพิ่ม เช่น คุณไปนั่งในร้านอาหารแล้วร้านเปิดพลง มีการเก็บเงินค่าเปิดเพลงแบบนี้เรียกว่าหากำไรโดยตรง แบบนี้ถือว่ามีความผิด
สถานการณ์ลิขสิทธิ์ในประเทศไทย
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ได้จัดอันดับสถานะคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญา ตามมาตรา 301 (พิเศษ) ซึ่งประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มขึ้นบัญชีดำ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 นับตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งปัจจุบันในไทยมีคดีเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์กว่า 4000 คดี
และเป็นที่ขึ้นชื่อของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศว่าที่ไทยหาซื้อสินค้าก๊อปปี้ได้ง่าย รวมถึงคนไทยเองก็มักจะใช้ของก๊อปปี้ด้วยเช่นกัน โดยมีแหล่งใหญ่อยู่ที่ตลาดนัดคลองถม ประตูน้ำ ตลาดมืดต่างๆ รวมถึงตลาดนัด ห้างสรรพสินค้าบางแห่งมีการวางขายสินค้า และแผ่นหนังละเมิดลิขสิทธิ์แบบเปิดเผย
มีการโชว์ใบทะเบียนจากกระทรวงพาณิชย์ด้วย ที่เป็นแบบนี้เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยความเข้มงวดยังอ่อน และมีปัญหาการจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย เลยทำให้ปราบเท่าไหร่ก็จับไม่หมด หรือ จับแบบเอาผลงานก็มี
MThai News