ศาลรับฟ้องคดีทักษิณ หมิ่นกองทัพบกปี57

ศาลอาญารับฟ้องคดี พ.ต.ท.ทักษิณ วิจารณ์หมิ่นกองทัพบกยึดอำนาจปี57 พาดพิงองคมนตรี นัดพร้อมสอบคำให้การ-ตรวจหลักฐาน12 ต.ค.นี้ 

วันที่ 18 ส.ค. ศาลอาญามีคำสั่งประทับรับฟ้อง คดีที่กองทัพบก มอบอำนาจให้ พล.ต.ศรายุทธ กลิ่นมาหอม ผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328

Getty Images

กรณีเมื่อวันที่ 19 -22 พ.ค.58 ได้มีการเผยแพร่คำสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณจากประเทศเกาหลี เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและการยึดอำนาจการปกครองของ คสช.เมื่อวันที่ 22 พ.ค.57

โดยคดีนี้กองทัพบกเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 19 -22 พ.ค.58 จำเลย ได้ใส่ความกองทัพบกว่า เป็นบุคคลน่ารังเกียจ เป็นอันตรายต่อประเทศชาติ และเป็นบุคคลที่ทำความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ ซึ่งไม่ใช่ความจริง โดยจำเลยได้ให้สัมภาษณ์ ถึงการเมืองในประเทศไทย ที่มีการเผยแพร่ผ่านยูทูปและสื่อออนไลน์ ซึ่งการกระทำนั้น ส่งผลให้ให้กองทัพบกได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง

ซึ่งศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่า ข้อความที่จำเลยให้สัมภาษณ์ อาจทำให้บุคคลทั่วไปที่รับฟังเข้าใจได้ว่ากองทัพบกได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญของประเทศที่อยู่ในความรับรู้ของประชาชนทั่วไป และทำให้เข้าใจว่าองคมนตรี มีความเกี่ยวข้องกับการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ของกลุ่มนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รวมทั้งเปรียบเทียบทหารกับการปกครองในบางประเทศ ซึ่งเป็นที่รับรู้ของนานาชาติว่าประเทศนั้นเคยปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการทหาร ซึ่งน่าจะทำให้กองทัพบกได้รับความเสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง คดีจึงมีมูล ให้ประทับรับคำฟ้องไว้พิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาต่อไป

โดยศาล กำหนดนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลย และนัดตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 12 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น. และให้โจทก์นำส่งหมายแจ้งให้จำเลยทราบนัด

ด้านนายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความรับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งวันนี้เดินทางมารับฟังคำสั่ง กล่าวว่า เมื่อศาลสั่งว่าคดีมูลแล้ว จากนี้โจทก์ ก็ต้องส่งหมายเรียกแจ้งนัดให้จำเลยทราบ แต่ขณะนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้พักอยู่ในประเทศ โดยได้ลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ

ดังนั้นในวันที่ 12 ต.ค.นี้ ตนในฐานะทนายความ ก็ต้องแถลงต่อศาลให้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไป จากเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อาจเดินทางมาศาลได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลจะพิจารณาและมีคำสั่งอย่างไรต่อไป สำหรับคดีก็ไม่มีความหนักใจ เพราะเนื้อหาสาระคดีเกี่ยวกับการเมืองที่ได้รับผลกระทบการยึดอำนาจ โดยตั้งแต่ ปี 2549 ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาโดยตลอด

ขอบคุณข้อมูลจาก เนชั่น

MThai News

ช่อผกา วอนหยุดส่งข้อความอาลัย

อุ๊-ช่อผกา พิธีกรชื่อดัง วอนหยุดใช้ข้อความ Pray for Bangkok หวั่นเป็นจิตวิทยากระทบต่อประเทศชาติ

จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดช่วงค่ำ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา บริเวณข้างศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวน 120 รายนั้น สร้างความตื่นตระหนก เสียขวัญให้กับคนไทยอย่างมาก

‘ช่อผกา’ วอนหยุดข้อความอาลัย หวั่นกระทบประเทศ

ขณะเดียวกัน สื่อโซเชียลมีเดียก็ได้มีการส่งต่อข้อมูลข่าวสาร เกาะติดสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีแฮชแทก #pray for bangkok #pray for thailand เพื่อไว้อาลัยและแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ล่าสุดพิธีกรชื่อดัง “อุ๊ ช่อผกา วิริยานนท์” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค เกี่ยวกับแฮคแทชดังกล่าวที่ถูกนิยมใช้อย่างแพร่หลายในโลกโซเชียล โดยระบุว่า

“ขอเรียกร้องทุกท่าน หยุดการใช้คำว่า Pray for Bangkok เชื่อมั่นว่าเป็นเจตนาดีในการเลือกใช้คำนี้ค่ะ แต่บริบทของการใช้คำว่า Pray for… มันคือวิกฤตการณ์ที่เสียหายสาหัส รุนแรงมาก เช่น ภัยพิบัติจนประเทศแย่แล้วค่ะ แต่เหตุการณ์ที่แยกราชประสงค์ แม้จะรุนแรงทางจิตใจมาก แต่ประเทศชาติยังเดินต่อได้ค่ะ

การใช้คำนี้จะมีผลทางจิตวิทยา ต่อประเทศชาติ เสีย..มากกว่าได้ หยุดใช้ก่อนเถอะนะคะ เราต้องช่วยกันทำให้ผลทางจิตวิทยา ต่อภาพรวมของประเทศดีขึ้น เพราะผู้ก่อเหตุเขาหวังผลไว้แล้วให้..ระเบิดหลังระเบิดรุนแรงกว่าระเบิด! ความหวังดีของเรา อาจไปเข้าทางคนไม่หวังดี หยุดก่อนนะคะ ทุกช่องและทุกคน”

อุ๊ ช่อผกา วิริยานนท์

ขอบคุณภาพ ช่อผกา วิริยานนท์

ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

คสช. ตั้งทีมสอบบึ้มราชประสงค์ ระวังเผยแพร่ภาพ

ทีมโฆษก คสช. แถลง สั่งตั้งทีมตรวจสอบเหตุระเบิดแยกราชประสงค์ จัดกำลังทหาร-ตำรวจ ตั้งจุดตรวจ/จุด

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงผ่านรายการโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ภายหลังการเกิดเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อคืนนี้ ว่า คสช. ได้สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการ คสช. จัดตั้ง บก. ติดตามสถานการณ์ ณ แหล่งสมาคมนายทหารกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์

ระเบิดราชประสงค์, ระเบิดกรุงเทพ, ผู้เสียชีวิตระเบิดราชประสงค์

และได้สั่งการให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กล.รส.) เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจชุดเก็บกู้ และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) และหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ กั้นพื้นที่เกิดเหตุ และอำนวยความสะดวกในการนำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียง

นอกจากนี้ กล.รส. ได้สั่งการให้หน่วยต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และชุดสายตรวจโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในพื้นที่สำคัญต่างๆ จำนวนทั้งสิ้น 88 จุด โดยใช้กำลังจำนวน 1,162 นาย

แบ่งเป็นทหาร 609 นาย ตำรวจ 553 นาย รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเอกชน เพื่อช่วยในการตรวจสอบเฝ้าระวัง และค้นหาวัตถุต้องสงสัยที่อาจปรากฏในพื้นที่

สำหรับในพื้นที่ต่างจังหวัด ได้จัดกำลังทหารร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และชุดสายตรวจในพื้นที่ชุมชนและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

ขณะที่ในส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษ โดยมีพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์ วัตถุพยาน และพยานบุคคล

สำหรับสาเหตุ และแรงจูงใจในการก่อเหตุนั้น จะมีการพิจารณาในทุกมิติ และทุกประเด็น ดังนั้นจึงขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผลในทางคดีมีความสมบูรณ์ที่สุด

ทั้งนี้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. มีความห่วงใยเรื่องการดูแล และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ รวมถึงการดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน โดยได้สั่งให้ทุกส่วนดูแลในเรื่องนี้ให้ดีที่สุด

และเมื่อเช้าวันนี้ (18 ส.ค.) จากการประชุม บก. ติดตามสถานการณ์โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน และมีหน่วยงานด้านความมั่นคงพร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลประชาชนเข้าชี้แจงความคืบหน้าของการปฏิบัติ และได้มีมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และผู้ที่เสียชีวิตทั้งที่เป็นชาวต่างชาติ และคนไทย

โดย คสช.และรัฐบาล ได้ให้ความสำคัญ ซึ่งขณะนี้ได้เร่งให้กระทรวงต่างๆ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิ์และเสรีภาพ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ช่วยกันดำเนินการเยียวยาตามหลักการแล้ว

โดยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตที่เป็นคนไทยสามารถประสานยื่นเรื่องขอรับการเยียวยาได้กับกรุงเทพมหานคร และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม สำหรับชาวต่างชาติ ทางกระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นผู้ประสานงานผ่านสถานทูตประเทศต่างๆ หรือประสานโดยตรงกับกระทรวงการต่างประเทศก็ได้

ซึ่งค่าตอบแทนผู้เสียหายจากเหตุระเบิด กรมคุ้มครองสิทธิ์และเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จะจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหาย กรณีบาดเจ็บ จะได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30,000 บาท

ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 20,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ทำมาหากิน วันละ 200 บาท ต่อ 1 ปี ค่าตอบแทนความเสียหายอื่น ไม่เกิน 30,000 บาท และค่าห้องวันละ 600 บาท ในกรณีที่เสียชีวิต ทายาทจะได้รับค่าตอบแทน จำนวน 100,000 บาท

ทั้งนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากกองทุนประกันภัยนักท่องเที่ยว ให้เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ กรณีได้รับบาดเจ็บ ไม่เกิน 100,000 บาท และกรณีเสียชีวิต ไม่เกิน 300,000 บาท

นอกจากนี้ พ.อ.วินธัย ยังได้กล่าวต่ออีกว่า หัวหน้า คสช. ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกส่วน และอาสาสมัครที่ได้ช่วยกันดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อคืนที่ผ่านมา ทั้งนี้ ขอให้ทุกคนช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบสิ่งผิดปกติหรือเหตุต้องสงสัยใดๆ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยได้ทันที

ตลอดจนขอความร่วมมือในกรณีที่อาจจะถูกเจ้าหน้าที่ขอตรวจค้นหรือไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและสังคมส่วนรวม นอกจากนี้ ขอความร่วมมือให้ประชาชนและสื่อมวลชนทุกแขนงระมัดระวังการเผยแพร่ภาพและข้อความที่อาจไม่เหมาะสม หรือมีผลกระทบต่อจิตใจของญาติและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

ตลอดจนติดตามรับฟังข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ โดยเฉพาะข่าวสารที่ปรากฏตามสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาล ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนและชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยอย่างดีที่สุด

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News