เห็นด้วยไหม?? เภสัชฯร้องถอนจดชื่อผู้ซื้อยา

กลุ่มเภสัชเพื่อมวลชน ยื่นหนังสือร้องเรียนองค์การอาหารและยา ขอถอนประกาศจดชื่อ-สกุล ผู้ซื้อยา หวั่นละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

วันนี้(17 ส.ค. 58) กลุ่มเภสัชเพื่อมวลชน เตรียมยื่นหนังสือต่อองค์การอาหารและยา เพื่อขอให้ถอนประกาศจดชื่อ-สกุล ผู้ซื้อยา ระบุเป็นการละเมิดสิทธิผู้ป่วยเภสัชกร

กลุ่มเภสัชฯร้อง อย.ถอนประกาศจดชื่อ-สกุล ผู้ซื้อยา

ด้าน สงัด  อินทร์นิพัฒน์ ประธานกลุ่มเภสัชเพื่อมวลชน เปิดเผยว่า วันนี้(17ส.ค.) ทางกลุ่มเภสัชเพื่อมวลชนเตรียมเดินทางมายื่นหนังสือต่อองค์การอาหารและยา (อย.) เพื่อขอหารือ และขอให้เพิกถอนประกาศ เรื่องรายการยาอันตรายที่ต้องทำบัญชีการขายยา

โดยให้ผู้รับอนุญาตขายยา และขายส่งยา ต้องระบุชื่อยา หมายเลขการผลิต จำนวนที่ขาย และชื่อ-นามสกุล ผู้ซื้อ เพื่อใช้หลักฐานดำเนินคดีกับร้านขายยาที่ลักลอบขายยาอันตรายให้กับเยาวชน และป้องกันเยาวชนซื้อยาเหล่านี้ไปใช้ในทางที่ผิดนั้น ถือเป็นการขัดต่อหลักปฏิบัติของวิชาชีพเภสัชกรรม และละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมาย

ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

อบต.แจงปมดราม่า ‘ยายตาบอด’ ลั่นไม่ได้ทิ้ง

อบต.คลองพระอุดม แจง ไม่เคยเพิกเฉยดูแล ยายตาบอด ‘บุญช่วย เกิดมี’ยัน ที่ผ่านมาจัดสร้าง – ซ่อมแซมบ้านให้ ส่ง จนท.เยี่ยมเยียน พร้อมจ่ายเงินเบี้ยยังชีพให้ทุกเดือน

วันที่ 17 ส.ค. 58 นายประยูร อรัญญิก รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล รักษาราชการแทนนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เปิดเผยถึงกรณีคุณยายบุญช่วย (แป๋ง) เกิดมี อายุ 78 ปี อยู่บ้านเลขที่ 91 ม.6 ต.คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี (แถวชุมชนวัดสะพานสูง) ซึ่งดวงตาบอด 2 ข้าง และอาศัยอยู่เพียงลำพังมาหลายสิบปีว่า

ที่ผ่านมาทางหน่วยงานไม่เคยเพิกเฉย ได้ช่วยเหลือและดูแลคุณยายบุญช่วยมาตลอด อาทิ นำงบประมาณและจัดสร้าง ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยทรุดโทรมของคุณยาย หลังประสบภัยน้ำท่วม ปี 2554 พร้อมสร้างบ้านหลังใหม่ให้ในที่ดินของคุณยาย แต่คุณยายไม่ได้มาอาศัย ยังคงอยู่บ้านหลัง เพราะความเคยชิน

ยายตาบอด บุญช่วย เกิดมี'

อีกทั้งได้ส่งเจ้าหน้าที่ อบต. พร้อมยังมีผู้นำชุมชนและ อสม.เข้าไปเยี่ยมเยียนและมอบสิ่งของช่วยเหลืออยู่บ่อยครั้ง จากนั้นบ้านหลังที่คุณยายอาศัยอยู่ ได้เกิดชำรุดทรุดโทรมอยู่เสมอ ทางนายก อบต.คลองพระอุดม ได้มีการนำเงินส่วนตัวเข้าช่วยเหลือ โดยไม่ได้เบิกจ่ายงบประมาณจากหน่วยงาน เพราะเกรงเป็นการช่วยเหลือซ้ำซ้อน และยังเป็นการช่วยเหลือเพียงบุคคลเดียว

ส่วนเรื่องการเงินช่วยเหลือคุณยายนั้น ทางหน่วยงานได้มีการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 700 บาท และ เบี้ยยังชีพผู้พิการ เดือนละ 800 บาท ให้กับครับคุณยายครบทุกเดือน ซึ่งคุณยายเป็นผู้มารับเงินเอง โดยไม่ได้มอบอำนาจให้ใครมารับเงินแทน ขณะเรื่องเดินทางไป-กลับ เพื่อรับเบี้ยยังชีพนั้น ได้มีผู้ใจบุญคอยรับ-ส่งคุณยายเสมอ

ยายตาบอด บุญช่วย เกิดมี'

ข้อมูลจาก อบต.คลองพระอุดม 

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ยายตาบอด บุญช่วย เกิดมี'

ยายตาบอด บุญช่วย เกิดมี'

“ป้ายยา ตบทรัพย์” ภัยร้าย…ยังไม่ตายจากสังคม!?

ภัยอันตรายจากสังคมในปัจจุบันชั่งโหดร้ายยิ่งนัก เราไม่อาจรับรู้ได้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นผู้หวังดี หรือไม่หวังดีต่อเรา ยิ่งในสังคมสมัยนี้ที่มองคนแค่เปลือกนอก ก็ตีความไปแล้วว่า คนๆ นั้นเป็น “คนดี” หรือ “คนไม่ดี”

วันนี้ MThai News ขอเสนอภัยร้ายที่หลายๆ คนคงเคยได้ยินมาบ้างนั้นคือ “แก๊งป้ายยา ตบทรัพย์” ซึ่งเป็นภัยอันตรายที่ยังวนเวียนอยู่ในสังคมเรามานานร่วม 10 ปีแล้ว และในปัจจุบันแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้ยังคงเหิมเกริมตระเวนตบทรัพย์เหยื่อโดยไม่เลือกสถานที่ ซึ่งไม่อาจรู้ได้ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ ?

ป้ายยา ตกทรัพย์

เมื่อไม่นานมานี้ก็มีชาวบ้านในจังหวัดนนทบุรีประสบเหตุตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้ โดยเหตุเกิดในช่วงเช้า ผู้คนกำลังพลุกพล่าน ซึ่งพฤิกรรมของกลุ่มคนร้ายมีวิธีการไม่ต่างไปจากเดิม ซึ่งเหยื่อรายดังกล่าว ( ไม่เปิดเผยข้อมูล ) เล่าให้ฟังว่า

” ในขณะที่ตนกำลังเดินเลือกซื้อของอยู่ในตลาดเช้าของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในเขต อ.เมือง จ.นนทบุรี ขณะกำลังเดินกลับบ้านพักได้มีกลุ่มคนร้ายจำนวน 3 คน ทำทีเข้ามาพูดคุย โดยยืนล้อมตนเองไว้ เมื่อพูดคุยไปได้สักพัก ก็เกิดอาการมึน งง และถอดสร้อยทองที่คอตัวเองให้กลุ่มมิจฉาชีพไปแบบดื้อๆ ซึ่งทองมีน้ำหนัก 2 บาท และมารู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าสร้อยทองที่ใส่อยู่หายไปแล้ว และจำเรื่องราวที่พูดคุยกับคนร้ายไม่ได้ “

เราจะเห็นได้ว่าภัยสังคมเหล่านี้มันยังไม่ตายไปจากสังคมเราจริงๆ และน้อยครั้งมากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถติดตามจับกุมแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้มารับโทษได้

เช่นเดียวกับกรณีของ น.ส. จุฑามาศ อุมาเซ็น ที่ประสบเหตุการณ์ในลักษณะที่คล้ายกัน จนเป็นข่าวโด่งดังเมื่อช่วงปี 54 ซึ่งในครั้งนั้นเหตุเกิดย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ โดยคนร้ายมากัน 3 คน แต่ในครั้งนั้นคนร้ายได้ปรากฏตัวทีละคนสร้างเรื่องราวที่แยบยล จนเหยื่อสาวตายใจ

ซึ่งในเหตุการณ์ครั้งนั้นเหยื่อสาวถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกทรัพย์สินของเธอไปได้ เป็นเงินสด 5,500 บาท สร้อยทอง 50 สตางค์ พระเลี่ยมทองและแหวนอย่างละ 1 สลึง ซึ่งเหยื่อยืนยันว่าน่าจะถูกคนร้ายป้ายยา เนื่องจากในช่วงที่ส่งทรัพย์สินให้คนร้าย เธอมีอาการมึนงง และเบลอ

อย่างไรก็ตามในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภัยร้ายดังกล่าว ถูกนำมาถกเถียงกันยังกว้างขวางทั้งในโลกออนไลน์ และสื่อต่างๆ ที่เดินหน้านำเสนอไขข้อสงสัยให้กับประชาชน ซึ่งได้ตั้งคำถามไว้ว่า “แท้จริงแล้ว แก๊งป้ายยา ตบทรัพย์ ใช้ยาป้ายจริงหรือไม่ ? หรือเป็นเพียงการใช้หลักจิตวิทยา “

โดยในโลกออนไลน์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า หากยาป้ายหรือแม้กระทั่งยาพ่นสลบที่อยู่ภายในรถยนต์มีอยู่จริง แล้วหลักการวิธีใช้มันสามารถเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

จากข้อมูลพบว่ายาสลบ หรือ ยาพ่น จะได้ผลนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งปริมาณความเข้มข้นของยา ปริมาณยาที่เข้าสู่ร่างกายคน ซึ่งกระบวนการเริ่มจากสูดดมผ่านทางจมูก ไปสู่ปอดก่อนจะถูกดูดซึมผ่านเส้นเลือดที่ปอด ไหลเวียนไปยังสมองเพื่อออกฤทธิ์ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร

เช่นเดียวกับกรณีของการมอมยาผ่านหน้ากากแอร์รถยนต์ รถแท็กซี่ ซึ่งความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากคนร้ายต้องมีหน้ากากป้องกัน ( ในกรณีนั่งรถแท็กซี่ ) ทั้งนี้จากการพิสูจน์สาเหตุการเกิดอาการมึน งง ขณะนั่งรถแท็กซี่คาดว่า มาจาก Carbon monoxide Poisoning (คาร์บอนมอนออกไซด์) ซึ่งอาจเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ของรถคันนั้น อาจมีจุรั่วไหลเข้ามันยังห้องโดยสาร

เมื่อสูดดมเข้าไปเรื่อยๆ รับก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์เข้าไปในระดับหนึ่ง ร่างกายจะเกิดสภาวะสมองขาดออกซิเจน จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการมึน งง แต่ต้องนั่งรถระยะทางไกลพอสมควร

ทางด้านพล.ต.ต.สำราญ ยินดีอารมณ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยถึงพฤติการของแก๊งดังกล่าวว่าส่วนใหญ่พวกนี้ทำเป็นขบวนการ และทำเป็นอาชีพหลัก โดยจะเลือกสถานที่ไม่ว่าจะเป็น ตามแหล่งชุมชน ห้างสรรพสินค้า ตลาด หรือที่ๆ มีคนพลุกพล่าน

ซึ่งแผนการของพวกมิจฉาชีพเหล้านี้มักนำสิ่งของที่มีค่ามาจูงใจเหยื่อ พร้อมกับพูดจาโน้มน้าวให้เหยื่อตายใจ เมื่อเหยื่อเกิดความโลภก็จะเข้าแผนการของแก๊งคนร้ายทันที

โดยวิธีก็มีหลากหลายรูปแบบทั้งการพูดจาหว่านล้อมให้เหยื่อตายใจ หรือการตระเวนอ้างรับจ้างล้างทอง ซึ่งจะเลือกเหยื่อที่เป็นผู้สูงอายุ ก่อนจะสับเปลี่ยนทองปลอมช่วงระหว่างล้างทอง โดยเหยื่อจะมารู้ตัวอีกที คนร้ายก็หลบหนีไปได้อย่างลอยนวล

โดยแก๊งมิจฉาชีพมีการเลือกเหยื่อที่ดูมีฐานะ ใส่สร้อยทอง และเป็นเหยื่อที่อยู่เพียงลำพัง

ผู้การตำรวจเมืองนนท์ยังชี้แจงถึงเรื่องการป้ายยาด้วยว่ามีอยู่จริงแต่อาจมีการนำมาใช้ก่อเหตุไม่มากนัก ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากการพูดจากหว่านล้อม จนเหยื่อหลงเชื่อ ซึ่งส่วนหนึ่งต้องมองที่ตัวเหยื่อด้วย หากเกิดความโลภ ขาดสติ หรือหลงเชื่ออะไรง่ายๆ ก็จะตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพเหล่านี้

ซึ่งที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความ แต่ไม่มากนัก ทั้งนี้ก็มีบางรายที่ถูกคนร้ายหลอกลวงแต่ไม่เข้าแจ้งความก็มี อาจมาจากความอับอาย หรือกลัวคนร้ายกลับมาเล่นงาน

พร้อมฝากถึงผู้เสียหายว่า หากแจ้งความแล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจำกุมตัวคนร้ายได้อย่ายอมความ เนื่องจากพฤติกรรมคนร้ายเป็นแค่คดีแพ่งซึ่งสามารถยอมความกันได้ แต่หากผู่้เสียหายปล่อยคนร้ายไปไม่เอาความ แก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้ ก็จะกลับมาเป็นภัยร้ายคนสังคมอีก

ธเนตร พุทธิตระกูล รายงาน

ติดตามสกู๊ปข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News