ฝากขังเณรแอ คดีฉ้อโกง หลอกสาวทำเสน่ห์ร่วมหลับนอน

ตำรวจคุม “เณรแอ” ฝากขังผลัดแรก คดีฉ้อโกงทรัพย์หลอกสาวทำเสน่ห์ร่วมหลับนอน พร้อมคัดค้านการประกัน ขณะเจ้าตัวให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

วันนี้ (15ส.ค.) พ.ต.ท.วิเชียร กสิบุตร พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สภ.บางศรีเมือง เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ภายหลังพนักงานสอบสวน ได้ทำการสอบปากคำ นายหาญ รักษาจิตร์ หรือ เณรแอ อายุ 55 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงนนทบุรีข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ผู้อื่น หลังจับกุมตัวได้ที่สำนักสงฆ์บ้านปกล้น จ.ลพบุรี เมื่อวานนี้

639151-01

ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาพนักงานสอบสวน ได้ควบคุมตัวไปขออำนาจศาลแขวงนนทบุรี ฝากขังผลัดแรก ข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ผู้อื่น พร้อมคัดค้านการประกันตัว ขณะที่ เณรแอ ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และมีสิทธ์ยื่นขอประกันตัว ซึ่งขึ้นอยู่กับศาลจะพิจาณาว่า จะให้ประกันตัวหรือไม่

สำหรับ เณรแอ ได้ก่อเหตุหลอกลวงหญิงสาว อายุ 40 ปี ว่าสามารถทำเสน่ห์ยาแฝดให้สามีชาวต่างชาติกลับมาได้ พร้อมเรียกเงิน 50,000 บาท และต้องยอมมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ไม่ได้ผล

ก่อนมาก่อเหตุดังกล่าว เคยตกเป็นข่าวโด่งดัง หลังนำศพทารกมาย่างปลุกเสกกุมารทอง และถูกจับดำเนินคดี ติดคุก 1 ปีเศษ หลังพ้นโทษยังยึดอาชีพหมอไสยศาสตร์

เมื่อปี 2548 เณรแอ ถูกจับกุมอีกครั้ง ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ศาลพิพากษาจำคุก 75 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อลงโทษจำคุกจำเลยทุกกระทงความผิดแล้ว จำคุกได้ไม่เกิน 20 ปี เณรแอ ถูกจองจำเป็นเวลากว่า 9 ปี ก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 10 เม.ย.58

ดราม่า ‘พระกราบแม่’ พุทธะอิสระ ลั่น ไม่ผิด ให้เลิกทำ ตัดหัวง่ายกว่า!?

พระพุทธะอิสระ  แจงยิบดราม่า ‘พระกราบแม่’ ไม่ผิด เพราะ มีคุณธรรมสูงในการเลี้ยงดูลูก ลั่น หากให้เลิกกราบ-ไหว้ เอาไปตัดหัวง่ายกว่า  

พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้โพสต์ถึงประเด็น “พระสงฆ์กราบฆราวาสผู้หญิง” ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลวงปู่พุทธะอิสระ “Buddha Isara”  ระบุว่า  เรื่อง พระกราบแม่ กลายเป็นดราม่าของสังคมไทย นับว่าเป็นสิ่งดี อย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้นกระบวนการตื่นรู้ตามวิถีแห่งพุทธบริษัทที่ดี การวิพากษ์วิจารณ์ต่อเหตุการณ์ของสังคมบ้านเมืองเช่นนี้มิใช่พึ่งเคยมี มิใช่เป็นของใหม่ แม้ในอดีตสมัยครั้งพุทธกาลก็เคยมีมาแล้ว

10-1-0-0

ดังตัวอย่างเช่นภิกษุบิณฑบาตแล้วนำอาหารมาเลี้ยงดูพ่อแม่ก็กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั้งหมู่สงฆ์และหมู่ฆราวาส
แล้วมีผู้นำเรื่องนี้ไปสอบถามองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าพระพุทธองค์จึงทรงชี้ว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมถูกต้องอันบุตรที่ดีพึงสมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

ครั้งกระนี้ก็เช่นกัน แม้ปัญหาจะดูเหมือนเดิม หรือดูแล้วมิได้แตกต่างจากเหตุการณ์เดิมๆ มากนักแต่กลับกลายเป็นที่โจทก์จัณฑ์กันทั่วทั้งสังคม ซึ่งผู้โจทก์จัณฑ์วิพากษ์วิจารณ์มีทั้งเจตนาดี วิพากษ์วิจารณ์เพราะอยากรู้ กับเจตนาร้ายวิพากษ์เพราะต้องการตำหนิติโทษ ถึงกระนั้นก็ทำให้ผู้ใฝ่รู้ ผู้สนใจ ขวนขวายที่จะค้นหาคำตอบว่าจริงๆ แล้ว พระกราบพ่อแม่ได้หรือไม่

หากมีผู้ถามฉัน ฉันก็จะตอบแบบไม่เสียเวลาคิดว่า “พระกราบพ่อแม่ไม่ได้” หากมีผู้วิพากษ์ว่า อ่าว แล้วมันจะยังไงกันล่ะ ก็เห็นท่าน เห็นคุณพากันกราบพ่อแม่กันเป็นแถวทั้งที่โกนหัวห่มเหลือง เช่นนี้จะไม่ผิดหรือ ฉันก็จะตอบว่า “ไม่ผิด”

คำอธิบายก็คือผู้ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาจะด้วยศรัทธาหรือไม่ศรัทธา หรือบวชเพื่อประกอบอาชีพ หากผู้บวชด้วยศรัทธา ก่อนบวชหรือหลังบวชได้บรรลุธรรม เป็นพระอริยบุคคลทั้ง ๔ คู่ ๘ พวก คือ
พระโสดาปฏิมรรค หรือ พระโสดาปฏิผล
พระสกทาคามิมรรค หรือ พระสกทาคามิผล
พระอนาคามีมรรค หรือ พระอนาคามีผล
พระอรหัตมรรค หรือ พระอรหัตผล
พระเหล่านี้ไหว้พ่อแม่ไม่ได้ ไหว้แล้วพ่อแม่จะเป็นบาป

เว้นเสียแต่ว่าพ่อและแม่จะเป็นพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งที่มีคุณธรรมเทียบเท่ากับตนหรือสูงกว่าเช่นนี้พระรูปนั้นพึงไหว้ได้
การที่พระอริยบุคคลไหว้พ่อแม่ที่เป็นพระอริยบุคคลที่มีศักดิ์เสมอกันด้วยเพราะไหว้คุณธรรมที่ได้ให้ชีวิตเลี้ยงดูมา

แต่ถ้าผู้ที่บวชเข้ามา บวชด้วยศรัทธาและยังไม่ได้บรรลุธรรมใดๆ ทำได้แค่เพียรพยายาม ทำความเพียรทางจิต รักษาศีลให้ตั้งมั่นบริสุทธิ์ ก็กราบไปเถิดด้วยเพราะพ่อแม่มีคุณธรรมมากกว่า พระพุทธเจ้าทรงเทียบชั้นเอาไว้ว่า พ่อแม่เป็นดังพระพรหมของบุตร หรือเป็นดั่งพระอรหันต์ของลูก (ในพระสูตรไม่พบที่เปรียบพ่อแม่เป็นดังพระอรหันต์)

อีกทั้งยังมีที่มาในหลายพระสูตร ว่าผู้ที่รักษาศีลบริสุทธิ์และไม่มีคุณธรรมอื่นใด ตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาเท่านั้น
ทีนี้ลองมาดูพวกที่บวชเป็นอาชีพ ทำอาชีพเลี้ยงชีวิตด้วยการบวช ไม่ค่อยจะมีคุณธรรมใดๆ เรื่องศีลนี่ยิ่งไม่ต้องถามไถ่
จะหลงเหลือซักกี่ข้ออันนี้ก็ไม่ค่อยจะแน่ใจ

แต่ที่แน่ๆ ก็คือมีสถานะแค่ลูกชาวบ้าน โกนหัวห่มเหลืองเท่านั้น เช่นนี้ก็คิดเอากันเองแล้วกันว่าควรจะกราบพ่อแม่ได้หรือไม่
อีกทั้งผู้ที่บวชเข้ามาหากยังไม่บรรลุธรรมใดๆ ก็มีราคาแค่สมมุติสงฆ์เท่านั้น ไม่ใช่สงฆ์ตัวจริง

นอกจากนี้เราต้องเข้าใจถึงสถานภาพลำดับชั้นของผู้ที่บวชเข้ามาในพระธรรมวินัยนี้ก่อนว่า นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงจัดลำดับชั้นของบุคคลตามคุณธรรมแล้ว ยังไม่เคยเรียกขานผู้ที่บวชเข้ามาแล้วไม่บรรลุธรรมใดๆ เลยว่าเป็นพระ
มีแต่ทรงเรียก ภิกษุ นักบวช สมณะ และพระ ตามแต่ชั้นของคุณธรรม

ทีนี้เราก็มาดูกันว่าคำว่า
ภิกษุเขาแปลว่า ผู้เห็นภัยในวัฏฏะหรือผู้ขอ
นักบวช แปลว่า ผู้ละวางปล่อยเว้นความชั่วทางกาย วาจา และใจ
สมณะ แปลว่า ผู้สงบกาย สงบวาจา และสงบใจ
พระ แปลว่า ผู้ประเสริฐดีเลิศและงามพร้อม
พระอริยเจ้า แปลว่า ผู้ประเสริฐยิ่งกว่า

ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่าพระธรรมวินัยนี้ท่านจัดคุณลักษณะของบุคคลด้วยคุณศีล คุณธรรม มิใช่สถานภาพ อายุขัย หรือคำยกย่อง ตอนนี้คงต้องหันไปถามพวกที่ค้านการกราบไหว้พ่อแม่ว่า มีคุณลักษณะ คุณศีล คุณธรรม อยู่ในระดับใด
หรือแค่มีสถานภาพ คำยกย่อง และยี่ห้อเท่านั้น

สำหรับฉันนั้น พวกคุณทั้งหลายก็ไม่ต้องมาสนใจมากนักหรอก เพราะฉันเคยบอกมานานเนกาเลแล้วว่า ฉันไม่ใช่พระ อย่างดีก็เป็นได้แค่ ภิกษุ นักบวช หรือสมณะเท่านั้น ในหัวสมองฉันไม่เคยคิดที่จะเทียบชั้นกับคำว่าพระเลย ซ้ำยังได้เคยตำหนิแก่พวกนักข่าวบ่อยๆ ว่า อย่าไปเขียนข่าวว่าพระชั่ว ควรเขียนว่าภิกษุชั่ว หรือนักบวชชั่ว ส่วนสมณะหรือพระนั้นชั่วไม่ได้แล้วโดยคุณนาม

สำหรับฉันนั้น โคตรเหง้าบรรพบุรุษได้สั่งสอนอบรมมาแต่เล็กแต่น้อยว่าต้องกราบไหว้พ่อแม่ทุกวันคืน หากจะให้เลิกกราบ เลิกไหว้ ก็เอาตัวฉันไปตัดหัวเสียจะง่ายกว่า หากการกราบไหว้พ่อแม่ของฉันไปทำให้ใครๆ เดือดร้อนก็ต้องขออภัยด้วย

ขอเตือนด้วยความหวังดีว่าสีลัพพตปรามาส คือการอวดดื้อถือดีในศีลพรตของตนเองกันหน่อยนะจ๊ะ อ้อ แล้วอย่าบอกอีกนะว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอน

สำหรับฉันแล้วอย่าว่าแต่พ่อแม่เลย ใครก็ได้ที่มีคุณธรรมสูงส่งยิ่งกว่าฉัน ฉันก็กราบก็ไหว้ได้ทั้งนั้น ดีกว่าอยู่เปล่าๆ ด้วยเพราะฉันเชื่อว่า ปูชา จะ ปูชะนียานัง การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด เหล่านี้แหละคือเหตุที่ฉันยังไม่ได้เป็นพระ

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News

พม.จัดอบรมล่ามภาษาโรฮีนจา ถกปัญหาค้ามนุษย์

พม. จัดโครงการฝึกอบรมล่ามภาษาโรฮีนจา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงาน

479838450

พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการฝึกอบรมล่ามภาษาโรฮีนจา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานล่าม” จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๓-๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๘ เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านการค้ามนุษย์ ความรู้สถานการณ์การค้ามนุษย์ รวมถึงบทบาทและจรรยาบรรณในการทำงานกับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในเชิงลึก

พลตำรวจเอก อดุลย์ กล่าวว่า ประเทศไทยประสบกับปัญหาผู้อพยพหลบหนีเข้าเมือง อันเนื่องมาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลจึงมีความห่วงใยกับปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะผู้อพยพในภาวะไม่ปกติ ซึ่งได้มีความพยายามในการหาแนวทางและมาตรการในการให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ ภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพในภาวะไม่ปกติคือการคุ้มครองสวัสดิภาพ โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้อพยพในภาวะไม่ปกติอยู่ในความดูแลของหน่วยงานจำนวนทั้งสิ้น ๓๓๓ คน ประกอบด้วยกลุ่มผู้ต้องกัก ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งสำนักงานตรวจคน เข้าเมืองฝากไว้ดูแล เป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ เนื่องจากเป็นเด็กและสตรี นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และผู้ที่เป็นพยานในคดีการค้ามนุษย์

การจัดอบรมฯ ครั้งนี้ เป็นการอบรมหลักสูตรเชิงลึกให้แก่ล่ามที่เคยผ่านการอบรมมาแล้ว โดยเนื้อหาจะมีความเข้มข้นขึ้นเพื่อมุ่งประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของล่ามให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีกระชับความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเป็นล่ามระหว่างล่ามแปลภาษากับสถานคุ้มครองฯ รวมถึงการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้การทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

ขอบคุณเนื้อหาจากสำนักข่าว INN