น.ศ. แม่โจ้ แขนขาด หลังประทัดยักษ์ระเบิดใส่มือ

เกิดเหตุประทัดยักษ์ระเบิด ทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ มือขาด ขาซ้ายเป็นแผล หลังทำประทัดเตรียมใช้ในงานรับน้อง

วันนี้ (5 ส.ค. 58) มีรายงานว่า หน่วยกู้ชีพแม่โจ้ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สันทราย ได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบบ้านหลังหนึ่งใน ต.หนองหาร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ตรงข้ามมหาวิทยาลัยแม่โจ้ หลังเกิดเหตุประทัดยักษ์ระเบิด

ScreenHunter_45 Aug. 05 18.34

55859

จากจุดเกิดเหตุพบ นายนำพล ศิลปพงษ์ไพร นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มือซ้ายขาดและขาซ้ายเป็นแผลฉกรรจ์จนเห็นกระดูก ตามร่างกายมีบาดแผลอีกหลายแห่ง นอนร้องครวญคราง เจ้าหน้าที่จึงทำการปฐมพยาบาล ก่อนรีบนำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสันทราย

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน ระบุว่า ระเบิดเกิดขึ้นระหว่าง นายนำพล กำลังประดิษฐ์ประทัดยักษ์ เพื่อเตรียมไว้ใช้ในงานรับน้องของมหาวิทยาลัยในวันที่ 7 ส.ค. นี้ แต่เกิดผิดพลาดระเบิดขึ้นมาเสียก่อน ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส และบ้านเช่าได้รับความเสียหาย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มนักศึกษาประมาณ 5 คน ย้ายเข้าพักได้ประมาณ 10 วัน

ขอบคุณภาพ @mike_cmnews

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

เมื่อรร.จัดวันแม่ เด็กที่ไม่มีแม่มาจะรู้สึกอย่างไร?

เมื่อโรงเรียนจัดงานวันแม่ แล้วเด็กที่ไม่มีแม่มาจะรู้สึกอย่างไร 

วันนี้ (5ส.ค.) หากจะกล่าวถึงกิจกรรมวันแม่แห่งชาติ เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ในแต่ละโรงเรียนมักจะเชิญให้แม่ของนักเรียนมาร่วมงาน ให้ลูกได้นำดอกมะลิ พวงมาลัย เข้ากราบไหว้แม่เพื่อแสดงความรัก ผู้คนส่วนหนึ่งกลับรู้สึกเป็นห่วงเด็กๆ ที่ไม่มีผู้ปกครองมาร่วมงาน ว่าเขาเหล่านั้นจะรู้สึกเช่นไร ที่ต้องมาเห็นเพื่อนๆ แสดงความรักต่อแม่ แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้ทำเช่นนั้น

10614301_617623398335555_7788053647304676653_n

สมาชิกเฟซบุ๊ก  Sirisak SirithiChakon ได้โพสต์บทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่  13 สิงหาคม 2557 ซึ่งบทความดังกล่าวถูกนำมาแชร์ต่อเป็นจำนวนมากบนโลกออนไลน์ ซึ่งขณะนี้มีผู้กดไลค์กว่า 70,139 คน มีคนแชร์มากถึง 63,610 ครั้งแล้ว

โดยบทความดังกล่าว ผู้เขียนระบุไว้ว่า มีเจตนาจะเขียนให้ครู และผู้บริหารทุกโรงเรียนอ่าน เผื่อปีหน้าพวกท่านจะได้ทบทวนว่า ที่ทำๆ กันมาหลายปีนั้นถูกต้องดีแล้วหรือ ความเห็นส่วนตัวของผมสำหรับกิจกรรมวันแม่ตามโรงเรียน ผมไม่เห็นด้วยที่จะต้องเรียกแม่ของเด็กๆ ไปให้ลูกกราบหรือมอบพวงมาลัยดอกมะลิ หรือติดดอกมะลิให้แม่ที่โรงเรียน เพราะยังมีเด็กอีกกลุ่มที่ไม่สามารถพาแม่มาโรงเรียนได้

พวกคุณเคยนึกถึงความรู้สึกของเด็กที่ไม่มีแม่ มองเห็นภาพเพื่อนๆ นำดอกมะลิกราบแม่ติดดอกมะลิที่เสื้อแม่ไหม สายตาเด็กเหล่านั้นเป็นอย่างไร บางคนนั่งแอบเสาอาคารร้องไห้ บางคนสะอื้นไห้กลางวงเพื่อนนักเรียนด้วยกัน

ที่เขาร้องไห้เพราะเขาเห็นเพื่อนๆ มีแม่มาอวด ขณะที่ตัวเองนึกไม่ออกว่าแม่อยู่ที่ไหน บางคนแม่ตายตั้งแต่อายุไม่ถึง 1 ขวบ บางคนแม่ไปทำงานกรุงเทพกลับบ้านมาพร้อมกับเด็กน้อยเอามาเป็นภาระให้ย่าหรือยายเลี้ยงแล้วก็หายหน้าไป

เด็กเหล่านี้แม้มีไม่กี่คนแต่ความสุขที่มันกำลังหลั่งล้นของคนที่มีแม่ มันแอบทำร้ายจิตใจเด็กๆ เหล่านี้ ผมมั่นใจว่ากิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดทำให้เด็กๆ เหล่านี้สะเทือนใจมาก

เจ้าของบทความได้เสนอแนะ วิธีแก้ไม่ให้เด็กที่รู้สึกขาดแม่ต้องอ้างว้าง หดหู่ หากทางโรงเรียนต้องการจัดกิจกรรมวันแม่แห่งชาติว่า

01 02

0000000000000000000000

MThai News

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Sirisak SirithiChakon

หมอเอิ้น แนะสิ่งที่ควรรู้ เมื่อความเศร้าสิงหัวใจ จนคิดฆ่าตัวตาย

จิตแพทย์ชื่อดัง โพสต์ “สิ่งที่ควรรู้ไว้ เมื่อความเศร้าสิงหัวใจจนคิดฆ่าตัวตาย”

วานนี้ (4ส.ค.) แพทย์หญิงพิยะดา หาญชัยภูมิ จิตแพทย์หญิง โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ จังหวัดเลย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Earn Piyada ว่า สิ่งที่ควรรู้ไว้ เมื่อความเศร้าสิงหัวใจจนคิดฆ่าตัวตาย

page

30 .07.58 เป็นวันที่เอิ้นพาครอบครัวไปกินข้าว ความรู้สึกอยากแต่งเพลง หลังจากหายไป 3 ปีมีอยู่ในใจตลอดเวลา แต่อยู่ๆ วันนั้นก็คิดจริงจังว่า อยากทำเพลงใหม่ อยากชวนศิลปินที่เคยร่วมงานกันมาร้อง

ภาพวง sqweez animal ก็ผุดขึ้นในหัวทันที “ไม่เคยจะห่างกัน” ที่เคยเขียนไว้ยังเป็นเพลงที่ไม่ว่าเอิ้นจะไปร้องที่ไหนคนก็จะร้องตามได้เสมอ เมื่อหยิบมือถือเปิด facebook เพื่อจะส่งข้อความไปหาวิน ก็เห็นข่าวการตายของสิงห์เต็มหน้าเฟซไปหมด

เอิ้นรู้ทันทีว่า คนรอบข้างและแฟนเพลงคงเสียใจมาก แม้แต่คนที่รู้จักกันกลายๆ เคยร่วมงานกันเพียงครั้งยังรู้สึกใจหาย แต่เอิ้นไม่เคยคิดที่จะเขียนอะไรเกี่ยวกับการจากไปครั้งนี้ แม้ว่าเราจะเคยร่วมงาน แม้ว่าเราเป็นจิตแพทย์ ไม่เคยตั้งใจเสพข่าว เพราะข่าวจะขึ้นมาเองตลอดเวลา

ข่าวในระยะแรกยังเป็นเรื่องของสถานการณ์  ต่อมาเริ่มเป็นการวิเคราะห์สาเหตุการเสียชีวิต เริ่มมีการโพสต์ภาพหลักฐานที่คิดว่า สนับสนุนสิ่งที่คิดเอาว่าใช่ เช่น จดหมายที่เขียนทิ้งไว้ก่อนกระโดดตึก ซึ่งสิงห์เขียนชัดเจนว่า ถึงคนที่เขารักเท่านั้น ข้อความในมือถือที่สิงห์ส่งให้เพื่อน ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ของสิงห์ คนรักของสิงห์ และคนในครอบครัวของสิงห์

จนล่าสุดมีการพาดหัวข่าวว่า คนใกล้ตัวเผย………………… (ชี้นำว่า ความรักคือสาเหตุของการฆ่าตัวตาย แล้วใครที่อ้างว่าใกล้ตัว) ไม่ยุติธรรมเลยที่การเขียนข่าว เพื่อให้คนสนใจแล้วกดเข้าไปอ่าน เพื่อขายโฆษณาที่ซ่อนอยู่ภายใน จะกลับมาทำให้ชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ต้องตกเป็นจำเลยสังคมว่า ทำให้คนที่เธอรักต้องฆ่าตัวตาย

cats

เอิ้นจึงตัดสินใจว่า เราคงจะต้องเขียนอะไรบางอย่าง ที่พอจะเป็นความรู้ และเป็นประโยชน์กับเหตุการณ์นี้เสียที ในมุมของคนที่เป็นหมอที่มีหน้าที่ดูแล ผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตายโดยตรง และในฐานะเพื่อนร่วมวงการเพลง นี่คือสิ่งที่อยากให้ทุกคนได้รับรู้ เมื่อชีวิตเราหรือคนใกล้ตัวมีความเศร้าสิงในหัวใจ จนคิดฆ่าตัวตาย

รู้ไหมว่าความหมายของการพยายามฆ่าตัวตายคืออะไร การพยายามฆ่าตัวตายเป็นการร้องขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง

o จุดมุ่งหมายของเขา คือเพื่อหาทางออกต่อปัญหา

o เป้าหมาย คือ เพื่อจะได้ไม่ต้องรับรู้อะไรอีกต่อไป

o ปัจจัยกระตุ้น ได้แก่ ความทุกข์ทรมานใจที่ยากจะทนได้

o ปัจจัยบีบคั้น (stressor) ได้แก่ ความผิดหวัง ไม่สมหวัง

o ภาวะอารมณ์ ได้แก่ ความรู้สึกสิ้นหวัง หมดหนทาง

o ความรู้สึกภายใน ได้แก่ ความรู้สึกสองจิตสองใจ

o สภาวะความคิดอ่าน (cognitive state) ได้แก่ คือความคิดหรือการมองสิ่งต่างๆ คับแคบลง

o พฤติกรรม ได้แก่ การพยายามหนีไป ณ ขณะนั้น

o พฤติกรรมที่มีกับผู้อื่น คือ การบ่งบอกถึงเจตนาสิ้นสุดชีวิต

o สิ่งที่พบบ่อย ได้แก่ รูปแบบการปรับตัวต่อปัญหาที่เป็นเช่นนี้มาตลอด

เราอาจคิดว่า การที่เขาฆ่าตัวตายแสดงว่า เขาได้ตัดสินใจแน่นอนแล้ว คงเปลี่ยนใจเขายาก แต่จริงๆ แล้วจากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่คนที่ฆ่าตัวตายจะมีความรู้สึกสองจิตสองใจ จริงๆ แล้วเขาอยากมีชีวิตอยู่ แต่เขาทนความปวดร้าว ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นไม่ไหว ถ้าความทุกข์นี้ลดลง หรือได้รับการช่วยเหลือหรือมีคนชี้แนะ ความคิดอยากตายมักหายไปในที่สุด

จากบทความของ : นพ. มาโนช หล่อตระกูล

– รู้ไหมว่าสาเหตุการณ์ของการฆ่าตัวตายเกิดจากอะไรได้บ้าง

การศึกษาของศาสตราจารย์ Schneidman พบว่าคนเราไม่ได้ฆ่าตัวตาย เพียงเพราะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นการเก็บความทุกข์มากมาย หลายเรื่องจนถึงจุดที่รู้สึกว่าเก็บต่อไปไม่ไหวและไร้ทางออก การมีอาการของโรคซึมเศร้ารุนแรง (มาจากความคิดว่าตัวเองไร้ค่า)

การมีอาการหลงผิด หรือหูแว่วประสาทหลอน (หนีความกลัวจากความหลงผิดว่าจะมีคนมาทำร้าย หรือมีเสียงสั่งให้ทำร้ายตัวเอง) พบได้ในโรคจิตเภท หรือการใช้สารเสพติด

– รู้ไหมว่าทำไมการฆ่าตัวตายมักถูกผูกโยงกับโรคซึมเศร้า

เพราะคนเป็นโรคซึมเศร้าจะมีความคิดอัตโนมัติ ที่ควบคุมได้ยากว่าเราก็แย่ คนอื่นไม่ดี โลกนี้ไม่น่าอยู่ จึงมีโอกาสสูงที่จะมีความคิดฆ่าตัวตายเพื่อให้พ้นจากความรู้สึกเศร้า

– รู้ไหมว่าโรคซึมเศร้ากับความเศร้าต่างกันอย่างไร

ความเศร้าเป็นภาวะ เหตุมีก็เศร้า เหตุหายก็หายเศร้า โรคซึมเศร้าเป็นความรู้สึกเศร้าที่ฝังลึก ยากจะจางหาย เป็นต่อเนื่องยาวนานแม้ไม่มีเหตุของความเศร้า

– รู้ไหมว่าเราควรช่วยเหลือคนที่พยายามฆ่าตัวตายอย่างไร

“รับรู้” “รับฟัง” “เข้าใจ”

“รับรู้”  รู้ว่าเค้ากำลังทุกข์ที่สุดในชีวิต รู้ว่าเขามีความคิด รู้ว่าอย่ากลัวกับการถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “มีความคิดทำร้ายตัวเองใช่ไหม?”

“ทำอย่างไร?” แค่รู้ว่ามีคนรับรู้ความทุกข์ ใจก็เบาไปกว่าครึ่ง

“รับฟัง” เปิดโอกาสให้เค้าระบายความอัดอั้นตันใจอย่างเต็มที่ พูดให้น้อยตั้งใจฟังให้มาก

“เข้าใจ” เข้าใจสาเหตุของความทุกข์ จนเป็นที่มาของความคิดฆ่าตัวตาย และแสดงความเข้าใจนั้นออกมาให้เขารับรู้ เช่น โอบกอด ท่าทีห่วงใย น้ำเสียงนุ่มนวล

– รู้ไหมว่าเมื่อไหร่เราควรเป็นผู้สรุปสาเหตุการฆ่าตัวตายของผู้อื่น

เมื่อเรามีหน้าที่เกี่ยวข้อง เช่น แพทย์ชันสูตร เจ้าหน้าที่ตำรวจหากเป็นคดี ญาติพี่น้องใกล้ชิด

– รู้ไหมว่าการสรุปการฆ่าตัวตายของผู้อื่นโดยไม่รู้จริงมีผลอย่างไร

ผู้ตายเสียหาย ถูกมองว่าอ่อนแอ ทำไมเรื่องแค่นี้ต้องคิดสั้น ผู้เกี่ยวข้อง เสียหายถูกมองว่า เป็นสาเหตุให้คนอื่นฆ่าตัวตาย โดยไม่รู้ว่าเป็นความจริงแค่ไหน เกิดความสงสัยในตัวเองไปตลอด (เสมือนตายทั้งเป็น)  สังคมและเยาวชน สนใจแต่เรื่องผู้อื่น เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ

– รู้ไหมว่าคุณค่าของผู้เขียนข่าวคืออะไร

การเป็นผู้ถ่ายทอดความจริง ที่เป็นประโยชน์เพื่อให้คนที่ได้อ่านนำไปปรับใช้กับชีวิตของตัวเอง และให้อาหารสมองที่ดีกับอนาคตของชาติ (ช่างเป็นงานที่มีคุณค่าต่อตนเอง และสังคมเหลือเกิน) ดังนั้น ไม่รู้จริง อย่าเขียนเลย มันบาป

MThai News

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Earn Piyada ,บทความเพิ่มเติมจาก นพ. มาโนช หล่อตระกูล