แพทย์หวั่นคนไทยมีปห.สุขภาพ ‘ขาดมือถือไม่ได้’

จิตแพทย์ ห่วงคนไทยมีอาการ “โนโมโฟเบีย” ขาดมือถือไม่ได้  เสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพ

วันนี้(31 ส.ค. 58) แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เผยว่า ขณะนี้ประชาชนใช้โทรศัพท์มือถือในชีวิตประจำวัน จนก่อให้เกิดอาการใหม่ทางสุขภาพจิตที่เรียกว่า “โนโมโฟเบีย (nomophobia)” หรืออาการขาดมือถือไม่ได้ จัดอยู่ในกลุ่มอาการวิตกกังวล เช่นเดียวกับผู้ที่มีมือถือแต่ใช้การไม่ได้จากอยู่ในที่ไม่มีสัญญาณ หรือแบตเตอรี่หมด จะรู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวาย บางรายหากเป็นมาก อาจเครียด ตัวสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้ได้

ข้อสังเกตของผู้ที่มีอาการ โนโมโฟเบีย ได้แก่ มักพกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา จะรู้สึกกังวลใจหากมือถือไม่ได้อยู่กับตัว หมกมุ่นอยู่กับการเช็คข้อความในมือถือตลอดเวลา และดูบ่อยๆ แม้ไม่มีเรื่องด่วน

เมื่อได้ยินเสียงเตือนเข้ามาจะวางงาน เพื่อเช็คข้อความในมือถือทันที เล่นมือถือก่อนนอน หลังตื่นนอน หรือขณะที่ทำกิจกรรมประจำวัน เช่น ทานอาหาร เข้าห้องน้ำ ขับรถหรือนั่งรถ ไม่เคยปิดมือถือ ใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนในโลกออนไลน์มากกว่าคุยกับเพื่อนที่อยู่ตรงหน้า

ทั้งนี้ พฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบการทำงาน การเรียน การใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดอาการข้างเคียงหลายอย่าง เช่น นิ้วล็อค สายตาเสื่อมเร็ว กล้ามเนื้อที่คอ บ่า ไหล่เกร็งและปวดเมื่อย จากการก้มหน้าเพ่งจอเป็นเวลานาน และทำให้หมอนรองกระดูกที่คอเสื่อมก่อนวัยอันควร อาจทำให้เส้นประสาทสันหลังที่บริเวณส่วนคอ ถูกกดทับ เกิดอาการชาที่แขน มือไม่มีแรง หรือเดินโคลงเคลงเหมือนจะล้ม

อย่างไรก็ตาม ควรสร้างวินัยในการใช้มือถือเท่าที่จำเป็น ทำกิจกรรมอื่นทดแทน เช่น อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย ถ้ารู้สึกเหงาให้หาเพื่อนคุยแทนการสนทนาผ่านทางหน้าจอโทรศัพท์ ตั้งกฎว่าจะไม่แตะต้องมือถือภายในเวลาที่กำหนดเช่น 30 นาที 1 ชั่วโมง แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาห่างมือถือให้มากขึ้น หรือ กำหนดให้ห้องนอนเป็นเขตปลอดมือถือ

นอกจากนี้ ผลสำรวจทั่วโลกพบว่า คนที่เกิดอาการโนโมโฟเบีย ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น พบผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยประเทศไทย ผลสำรวจของสมาคมโฆษณาดิจิทัลปี 2557 พบมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ 94.3 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ถึง 5.4 ล้านเครื่อง

ขอบคุณข้อมูล voicetv

ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

มาเลย์ระอุ! ฝูงชนประท้วงสวมเสื้อเหลืองไล่นายกฯ

มาเลย์ระอุ! ฝูงชนประท้วงขับไล่นายกฯ วันที่ 2 พบมหาธีร์ โมฮาหมัด โดดร่วมแจมด้วย

ประชาชนมาเลเซียจำนวนมากรวมตัวประท้วงบนท้องถนนในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวานนี้ (30 ส.ค. ถค) เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก ของมาเลเซีย ลาออกจากตำแหน่ง หลังพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวที่เชื่อมโยงกับกองทุน 1MDB ซึ่งมีเงินกว่า 2 หมื่น 4 พันล้านบาท โอนเข้าบัญชีส่วนตัวของเขา

ประท้วงมาเลเซีย, เสื้อเหลือเสื้อแดงมาเลเซีย, นาจิบ ราซัก, มหาธีร์ โมฮาหมัด

กลุ่มผู้ประท้วงสวมเสื้อสีเหลือง ใช้ชื่อกลุ่มว่า “เบอร์ซีห์” ปักหลักชุมนุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 เมื่อวานนี้ เพื่อเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งที่สะอาด และเป็นธรรม ขณะที่ทางการมาเลเซียได้บล็อกเว็บไซต์ของกลุ่ม รวมทั้งห้ามสวมเสื้อสีเหลือง และโลโก้ของกลุ่ม เพื่อสกัดการประท้วงทั้งในกรุงกัวลาลัมเปอร์และเมืองอื่นๆ ที่ดำเนินไปจนถึงคืนวันอาทิตย์ ก่อนที่ในวันนี้จะเข้าสู่การเฉลิมฉลองวันชาติมาเลเซีย ครบรอบ 58 ปี

เจ้าหน้าที่ตำรวจประเมินว่า การประชุมเมื่อวันเสาร์มีผู้เข้าร่วมราว 2 หมื่น 5 พันคน ขณะที่กลุ่มเบอร์ซีห์ประเมินว่าช่วงที่มากที่สุด มีผู้ประท้วงถึง 2 แสนคน ขณะที่ นายมหาธีร์ โมฮาหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่เป็นหัวหอกเรียกร้องให้นายนาจิบ ลาออก ก็ปรากฏตัวในการชุมนุมทั้ง 2 วัน โดยเมื่อวันอาทิตย์ เขาได้เรียกร้องพลังประชาชน ในการเคลื่อนไหวโค่นล้มนายนาจิบ ที่พัวพันกับปมอื้อฉาวทางการเงิน ซึ่งเป็นเพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่ประชาชนจะกลับสู่ระบบเดิม และการโค่นล้มนายกฯ นาจิบ จำเป็นที่ประชาชนต้องร่วมแสดงพลังมากๆ

นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเมือง จากกรณีที่มีเงินโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของเขา ซึ่งภายหลังเขาออกมาชี้แจงว่า เป็นเงินบริจาคจากตะวันออกกลาง นอกจากนี้ เขายังปลดรัฐมนตรีและอัยการหลายคนที่สืบสวนเรื่องนี้

MThai News

ค้นอีก! หอพักมีนบุรีโยงแก๊งบึ้ม

ทหาร-ตำรวจนำกำลังเข้าตรวจค้นอพาร์ทเม้นท์ย่านมีนบุรี เชื่อมโยงระเบิดราชประสงค์ “ประวุฒิ ” เผยออกหมายจับเพิ่มอีก1ราย ย้ำมีคนไทยร่วมแก๊ง

วานนี้(30 ส.ค.) ชุดสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี และชุดสืบสวนนครบาล 3 พร้อมทหารสนธิกำลังรวมกว่า 30 นาย นำหมายศาลเข้าตรวจค้นอพาร์ทเม้นท์ไมมูณา การ์เด้นท์ โฮม ในซอยราษฎ์อุทิศ 25 ย่านมีนบุรี กทม.

4

ซึ่งถือเป็นการขยายผล จากการสอบปากคำผู้ต้องสงสัยชายต่างชาติ ที่จับกุมได้ในอพาร์ทเม้นท์ย่านหนองจอก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รวมทั้งการสอบปากคำเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ ย่านหนอกจอก โดยจากคำให้การพบว่า ห้องพักที่หนอกจอกนั้นเต็มแล้ว จึงได้แนะนำให้ไปเช่าอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ และเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ก็ยังรู้จักกันด้วย

เบื้องต้นตำรวจกองปราบปราม ซึ่งเป็นชุดแกะรอยและเข้าตรวจค้นระบุว่า มีผู้ใช้ชื่อคนไทยเช่า แต่ยังไม่ชัดเจนว่ากี่ห้อง

ด้านพล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการขยายผลที่เข้าตรวจค้นอพาร์ทเม้นท์ย่านมีนบุรี พบดินเทา และปุ๋ยยูเรีย แต่ยังไม่ขอยืนยันว่าพบจุดไหนบ้าง เพราะมีการเข้าค้นหลายจุด ขณะเดียวกันก็ ยืนยันว่ามีคนไทยร่วมกับขบวนการด้วย

และการสอบสวนผู้ต้องหาชาวต่างชาติ ที่ถูกจับกุมได้ย่านหนองจอก ขณะนี้มีชัดเจนแล้ว เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ และท่าเรือสาทร แต่ยังไม่ทราบสัญชาติที่ชัดเจน ขณะเดียวกันสามารถรู้กลุ่มคนร้าย และรู้ว่าในกลุ่มมีใครบ้าง แต่เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ใช้ชื่อปลอม จึงต้องเร่งติดตามพิสูจน์ให้รู้ ชื่อนามสกุลที่แท้จริง

ซึ่งล่าสุด มีการออกหมายจับเพิ่ม 1 ราย เป็นผู้ต้องหาตามภาพสเกตช์ ชายที่อยู่ห้องพักอาศัยอพาร์ตเมนต์ย่านมีนบุรี และอยู่ระหว่างขอหมายจับอีกหลายราย ทั้งนี้ มั่นใจว่า แนวทางสืบสวนสอบสวนมาถูกทางแล้ว

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงต้องมีต้องตรวจค้นดำเนินการทุก 2 – 3 เดือน พร้อมขอความร่วมมือเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ หอพัก ที่พบมีผู้พักอาศัยลักษณะคล้ายคนร้าย หรือหากพบคนกลุ่มนี้ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อให้เข้าไปตรวจสอบได้

MThai News