รู้จักอีวี 71 เชื้อไวรัสร้ายกลายพันธุ์จาก มือเท้าปาก

กำลังเป็นที่อกสั่นขวัญหายไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ กับการแพร่ระบาดของไวรัส ‘อีวี 71’ หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า โรคมือ เท้า ปาก และที่น่าสะพรึงกลัวของไวรัส ‘อีวี 71’ คือ เป็นโรคที่ระบาดในเด็ก และพบเด็กติดเชื้อในทุกปี โดยเฉพาะในช่วงที่เริ่มเข้าหน้าฝนเป็นช่วงที่มีอัตราการระบาดของโรคนี้สูง

ไวรัสอีวี71

โรคไวรัส ‘อีวี71’

ซึ่งขณะนี้มีการยืนยันจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณุสข ได้เปิดเผยถึงข้อมูลการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-8 ก.ย.2558 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยโรคไวรัส ‘อีวี 71’  แล้วจำนวน 26,407 ราย เสียชีวิต 3 ราย ในจังหวัดสระบุรี ตาก และชลบุรี

ส่วนจังหวัดที่ยังไม่พบผู้ป่วยเลยมี 1 จังหวัดคือ จังหวัดนราธิวาส นอกจากนี้ยังมีอีก 17 จังหวัด ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษได้แก่ สมุทรปราการ อ่างทอง สิงห์บุรี จันทบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม อำนาจเจริญ พะเยา นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต ระนอง สุราษฏร์ธานี และยะลา

จุดที่น่าสงสัยคือ ทุกคนจะทราบได้อย่างไรว่าโรคไวรัส ‘อีวี 71’ จะมีอาการเป็นอย่างไร ประการแรกเรามีข้อสังเกตุของอาการที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนี้

1. มีไข้ ร่วมกับแผลในปาก และตุ่มที่มือหรือเท้า
2. มีเฉพาะไข้ และแผลในปาก แต่ไม่มีตุ่มที่มือหรือเท้า
3. มีอาการไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส และมีอาการเหม่อลอย ให้รีบพาพบแพทย์ทันที

เนื่องจากเชื้ออาจกระจายจนก้านสมองอักเสบ ส่งผลต่อการควบคุมการเต้นของหัวใจ ทำให้อัตราการเต้นผิดปกติ และเด็กมีโอกาสหัวใจวาย น้ำท่วมปอด และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
ภายใน 2-3 วัน

ไวรัสอีวี71

โรคไวรัส ‘อีวี71’

โดยปกติโรคนี้ไม่น่ากลัวมากนัก และสามารถหายเองได้โดยไม่มีปัญหา แต่อาจมีโอกาสเล็กน้อยที่จะเกิดอาการรุนแรงหรือพบปัญหาแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะถ้าเกิดจากเชื้อ ‘อีวี 71’ จะมีโอกาสเกิดโรครุนแรงได้มากขึ้น

ซึ่งปัญหาแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดคือ ก้านสมองอักเสบ ทำให้เกิดภาวะหายใจ และระบบไหลเวียนของโลหิตล้มเหลว ถึงแก่ชีวิตได้อย่างรวดเร็ว และบางครั้งเชื้อ ‘อีวี 71’ อาจทำให้เกิดสมองอักเสบรุนแรงได้ โดยไม่ต้องมีผื่นแบบ มือ-เท้า-ปากได้

เด็กที่จะมีปัญหาแทรกซ้อนรุนแรงหรือสมองอักเสบ จะมีสัญญาณอันตรายได้แก่ ซึม อ่อนแรง ชักกระตุก มือสั่น เดินเซ หอบ อาเจียน ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้จะต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน การระบาดของโรคมือ-เท้า-ปาก ในประเทศไทยในขณะนี้แม้ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดอาการไม่รุนแรง แต่อย่างไรก็ดีต้องระวังอาการรุนแรงไว้ด้วย แม้จะมีโอกาสเกิดน้อยก็ตาม

คำถามต่อมาคือเราจะสามารถทางป้องกันและลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อนี้ได้อย่างไร

ถึงแม้ว่าขณะนี้ โรคไวรัส ‘อีวี 71’ จะยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่การป้องกันที่สำคัญนั้นคือ ต้องแยกผู้ป่วยที่เป็นโรคมิให้ไปสัมผัสกับเด็กคนอื่นทุกคน รวมทั้งผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กควรหมั่นล้างมือ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

หมั่นทำความสะอาดของเล่น และสิ่งแวดล้อมทุกวัน การทำความสะอาดโดยใช้สบู่ ผงซักฟอก หรือน้ำยาชะล้างทำความสะอาดทั่วไป แล้วทำให้แห้ง ควรระมัดระวังในความสะอาดของน้ำ อาหาร และสิ่งของทุกๆ อย่างที่เด็กอาจเอาเข้าปาก

ไม่ให้เด็กใช้ของเล่นที่อาจปนเปื้อนน้ำลาย หรืออุปกรณ์การรับประทานร่วมกันควรสอนให้เด็กๆ ใช้ช้อนกลาง และล้างมือก่อนรับประทานอาหาร และที่สำคัญไปกว่านั้น หากพบเด็กที่มีอาการใกล้เคียง ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

ติดตามรายงานพิเศษอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >>>

MThai News

ภัยสังคม! แท็กซี่หื่นลากไกด์สาวขืนใจ-รูดทรัพย์

ตำรวจ สน.โคกคราม รวบโชเฟอร์แท็กซี่หื่นลากไกด์สาวเข้าโรงแรมขืนใจ ก่อนจะขโมยมือถือเหยื่อไปด้วย

วันนี้ 16 ก.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โคกคราม นำกำลังฝ่ายสืบสวนเข้าจับกุม นายชาติชาย หรือเอ๋ พินธุรักษ์ อายุ 36 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ ผู้ต้องหาก่อเหตุข่มขืนและชิงทรัพย์ผู้โดยสาร พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือไอโฟน 4 สีดำ 1 เครื่อง และรถแท็กซี่ โตโยต้า สีชมพู ทะเบียน ทส 2776 กรุงเทพมหานคร โดยจับกุมได้บริเวณหน้าอู่รถแท็กซี่ ซอยลาดพร้าว 48 แยก 22 ถนนลาดพร้าว แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง

แท็กซี่หื่น

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา น.ส.พลอย (นามสมมุติ) อายุ 37 ปี ผู้เสียหาย ซึ่งมีหน้าตาดี และประกอบอาชีพเป็นไกด์พานักท่องเที่ยวชาวเกาหลีเที่ยวตามสถานบันเทิงในกรุงเทพมหานคร ได้พาร่างกายอันบอบช้ำเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ในสภาพเสื้อผ้ายับยู่ยี่ ว่าถูกคนขับรถแท็กซี่ฉุดกระชากไปข่มขืน พร้อมกับชิงโทรศัพท์มือถือหลบหนีไป เหตุเกิดภายในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม

ทั้งนี้ ผู้เสียหายให้การว่า ขึ้นรถแท๊กซี่คันดังกล่าวมาจากสถานบันเทิงอาร์ซีเอในสภาพมึนเมา เพื่อให้ไปส่งที่พักภายในซอยลาดพร้าว 83 แต่ระหว่างทางโชเฟอร์ได้ขับรถวนเวียน ก่อนจะพาเข้าไปที่โรงแรม แล้วใช้กำลังฉุดกระชากตนเข้าไปในห้องพักเพื่อข่มขืน ซึ่งตนได้พยายามต่อสู้และขอร้องคนร้ายไม่ให้ลงมือ โดยอ้างว่ามีประจำเดือน แต่คนร้ายก็ไม่ฟัง หลังจากนั้นตนก็หมดสติไป กระทั่งมีพนักงานของโรงแรมมาปลุก จึงเดินทางมาแจ้งความ

ขณะที่ นายชาติชายผู้ต้องหา ให้การปฎิเสธ โดยอ้างว่าในวันเกิดเหตุได้พาผู้เสียหายไปส่งที่บ้านพักในซอยลาดพร้าว 83 แต่เมื่อถึงที่หมายผู้เสียหายกลับเมาไม่ได้สติ และปลุกไม่ตื่น จึงได้พาเข้าไปพักที่โรงแรมดังกล่าว และหยิบโทรศัพท์ของผู้เสียหายไปด้วย เนื่องจากผู้เสียหายไม่ได้จ่ายค่ารถ โดยยืนยันว่าไม่ได้ข่มขืนผู้เสียหายแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามต้องรอผลตรวจร่างกายจากแพทย์ว่าผู้เสียหายถูกข่มขืนหรือไม่ เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายนี้ ซึ่งในทีแรกผู้ต้องหายอมรับสารภาพ แต่ภายหลังได้กลับคำให้การ ทั้งนี้อยากฝากประชาสัมพันธ์ถึงผู้เสียหายรายอื่นด้วยว่า หากใครเคยถูกคนร้ายก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้ สามารถขอมาดูตัวผู้ต้องหาได้ที่ สน.โคกคราม ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อไป

ขอบคุณ เดลินิวส์

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ลุงเอี่ยม ยันไม่ได้ถูกทอดทิ้ง

ลุงเอี่ยม ขอทานคนดังแห่งวัดไร่ขิง  ยืนยันไม่ได้ถูกทอดทิ้ง เผยยังคงได้รับการดูแลดีเหมือนเดิม

วันนี้ (16ก.ย.) จากกรณีที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวปัจจุบันของ ลุงเอี่ยม แห่งวัดไร่ขิง ขอทานคนดังที่เคยบริจาคเงินร่วมล้านกว่าบาทให้กับทางวัด โดยมีสมาชิกเฟซบุ๊กท่านหนึ่งได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า ขณะนี้ ลุงเอี่ยม วัดไร่ขิง เป็นบุคคลที่ถูกลืม

aaa1-600x333

เนื่องจากตนได้คุยกับลุงเอี่ยม ซึ่งปัจจุบันถูกทิ้งให้อยู่บริเวณสหกรณ์ร้านค้า อยู่ด้านหลังโรงพัก ตรงข้ามกับไปรษณีย์ ไม่มีคนดูแลและลุงก็ไม่สามารถเข้าไปนั่งในวัดได้ แถมยังต้องจ่ายค่าเช่าที่อยู่อีกด้วย หลังเรื่องดังกล่าวถูกแชร์ออกไปได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก

ล่าสุดลุงเอี่ยม ขอทานคนดังแห่งวัดไร่ขิง เปิดเผยว่า ตนได้รับบัตรประจำตัวคนพิการแล้ว ยืนยันไม่ได้ถูกทอดทิ้ง หลังมีกระแสโซเชียลอ้างว่า ถูกขับไล่ออกจากวัด ยันยังคงได้รับความกรุณาจากเจ้าอาวาสวัดในการให้ที่อยู่และดูแลดีเหมือนเดิม คนใกล้ตัวเผย เมื่อลุงเอี่ยมทราบว่าการขอทานผิดกฏหมาย ลุงก็ปฎิบัติตามคำสั่ง และตั้งใจทำความดีเพื่อสังคมต่อไป

MThai News

ขอบคุณข้อมูลจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้