จำคุก! มาเฟียสยาม 1 ปี 2 เดือน 15 วัน

ศาลพิพากษาจำคุกชายอ้างตัวเป็น มาเฟียสยาม รวมทั้งสิ้น 1 ปี 2 เดือน 15 วัน

วันนี้ (10 ก.ย. 58) พนักงานอัยการฝ่ายคดีศาลแขวง (ปทุมวัน) ได้ยื่นฟ้อง นายวีระพัน อินทะวง อายุ 38 ปี หรือเฒ่า เจ้าของฉายามาเฟียสยาม สัญชาติลาว เป็นจำเลย ภายหลังพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ส่งตัวพร้อมสำนวนการสอบสวนให้อัยการ โดยจำเลย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้เมื่อวันที่ 8ก.ย. ที่ผ่านมา

2

โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีศาลแขวง (ปทุมวัน) ยื่นฟ้อง นายวีระพัน รวม 4 สำนวน ในความผิดฐานเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองพ.ศ.2522 และทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ฐานลักทรัพย์ ดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าและขมขู่ผู้อื่นให้เกิดความกลัว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา295 , 334 , 393

ทั้งนี้ศาลสอบคำให้การแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ จึงมีคำพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้อง ให้จำคุก

สำนวนที่1 เป็นเวลา 8 เดือน ฐานหลบหนีเข้าเมือง ฯ ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง แต่จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลลดให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกเป็นเวลา 4 เดือน

สำนวนที่2 ความผิดฐานลักทรัพย์ ให้จำคุก 12 เดือน รับสารภาพ ลดโทษเหลือจำคุก 6 เดือน

สำนวนที่3 ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ฯและดูหมิ่นซึ่งหน้า ฯ ให้จำคุก 2 เดือน รับสารภาพ ลดโทษเหลือจำคุก 1 เดือน

สำนวนที่4 ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ฯ และดูหมิ่นซึ่งหน้า ฯ ให้จำคุก 7 เดือน รับสารภาพลดโทษเหลือจำคุก 3 เดือน 15 วัน

เมื่อรวมโทษที่ศาลได้มีคำพิพากษา นายวีระพัน ทั้ง 4 สำนวนแล้ว รวมจำคุกทั้งสิ้น 14 เดือน 15 วัน หรือ 1 ปี 2 เดือน 15 วัน ทั้งนี้หลังจากศาลมีคำตัดสินแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จึงได้ควบคุมตัว นายวีระพัน จำเลย ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ Voice TV

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

หยุดทำร้าย ‘บางกระเจ้า’ หลังแห่กินเที่ยวขยะเต็ม!

หยุดทำร้าย ‘บางกระเจ้า’ หลังคนเมืองแห่กินเที่ยว คนล้นขยะเต็ม !

บนโลกออนไลน์โดยเฉพาะกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้มีการแชร์ภาพและข้อความจากสมาชิก เฟซบุ๊คคุณผู้บ่าว อ่าวไทย เผยปัญหาของบางกระเจ้า แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาที่ได้รับความสนใจจากคนกรุงเทพ โดยเผยว่า

คุ้งบางกระเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ในจังหวัดสมุทรปราการได้รับการยกย่องว่าเป็น The Best Urban Oasis of Asia ในปี 2006 จากนิตยสาร Time Asia ว่าเป็นแหล่งผลิตโอโซนที่ดีสุด ส่งผลให้บางกระเจ้ากลายเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวไปโดยปริยาย

11885221_475235192637832_3476859606114058699_n

ประกอบกับทุกภาคส่วนระดมสรรพกำลัง โปรโมทให้คุ้งบางกระเจ้าเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีกลุ่มทุนขนาดใหญ่กระโจนเข้ามาฉกฉวยและกอบโกยรายได้ไปจากคนพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ย่ำยี ทำลายสิ่งดีๆ ของบางกระเจ้าไปพร้อมๆ กันด้วย

1. มีรีสอร์ท+โรงแรม หลบเลี่ยงกฎหมาย โดยใช้คำว่า “โฮมสเตย์” บังหน้า ผุดขึ้นมากมาย บางแห่งปลูกสร้างในลักษณะรุกล้ำทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรียกว่าเน้นทำธุรกิจโดยไม่สนใจต่อผลกระทบที่ตามมา

2. คนรวย+คนเมือง แห่กันเข้าไปซื้อที่ดิน เพื่อปลูกบ้านพักและทำธุรกิจขนาดย่อม ประเภทร้านกาแฟและร้านอาหารเต็มไปหมด ที่สำคัญสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นใหม่ ใช้สีสันและรูปแบบไม่สอดคล้องหรือกลมกลืนกับวิถีชีวิตดั้งเดิม การเพิ่มขึ้นของสิ่งปลูกสร้างมากเท่าใด ย่อมหมายถึงการลดและทำลายพื้นที่สีเขียวมากขึ้นเท่านั้น

3. วัฒนธรรมดั้งเดิมของคนพื้นที่เริ่มถูกรุกราน จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เช่น วัฒนธรรมการกิน การแต่งกาย รวมไปถึงการนำขยะมาทิ้งตามป่าจาก แหล่งน้ำ และอื่นๆ จนส่งผลให้บางกระเจ้าสูญเสียมนต์เสน่ห์ไปอย่างน่าเสียดายและขาดความรับผิดชอบ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะถึงขยะมีน้อย ถนนบางสายแทบมองหาที่ทิ้งขยะไม่ได้

4. องค์การท้องถิ่นในฐานะหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ ขาดการดูแล เอาใจใส่อย่างแข็งขัน ย่อหย่อนต่อการปฏิบัติตามข้อบังคับที่กฎหมายกำหนดเอาไว้อย่างเข้มงวด จนเกิดข้อกังขาขึ้นมาในหมู่นักอนุรักษ์ว่า เข้าไปสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มทุนภายนอกทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วยหรือไม่?

5. ขาดการควบคุมและวางแผน เพื่อกำหนดปริมาณของนักท่องเที่ยว ให้พอดีและเหมาะสมกับพื้นที่ การมุ่งโหมโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากๆ เพียงอย่างเดียว เป็นนโยบายที่ไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเพิ่มปริมาณขึ้น จนเกือบจะกลายเป็นภาวะ “คนล้นกระเพาะหมู” ไปเสียแล้ว โฮมสเตย์บางแห่งถึงกับต้องจองกันแรมเดือน รายได้ดีแต่ธรรมชาติเสียหาย ถือเป็นนโยบายที่ไม่คุ้มค่าในระยะยาว

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะหน่วยงานของภาครัฐ องค์การส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ. , เทศบาล , อบต. , กลุ่มนายทุน นักอนุรักษ์ รวมไปถึงประชาชนในพื้นที่ จะต้องหันมาทบทวนนโยบายกันเสียใหม่ เพื่อกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ร่วมกันว่า “เราจะพร้อมใจกันปกป้องคุ้งบางกระเจ้า” ให้เป็นดินแดนที่มีมนต์ขลังทางด้านธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวสืบไป

ที่มา ผู้บ่าว อ่าวไทย

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

โรงกลั่นสุราชุมชนปิดตัว คนงานตกงานเพียบ

โรงกลั่นสุราชุมชน จ.นครราชสีมา ทยอยปิดตัวเป็นที่เรียบร้อย ส่งผลให้มีจำนวนคนตกงานเพิ่มมากขึ้น

จากกรณีที่ผู้ประกอบการโรงกลั่นสุราชุมชนทั่วประเทศกว่า 3,900 แห่ง รวมตัวเดินทางไปยื่นหนังสือกับศาลปกครองและหน่วยงานต่าง ๆ ที่กทม. ให้มีการชะลอการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อขอความเป็นธรรมหลังจากที่โรงงานกลุ่มสุราชุมชนในแต่ละพื้นที่กำลังถูกเพิกถอนใบประกอบการและเริ่มทยอยปิดกิจการ จนส่งผลกระทบให้กับแรงงานในชุมชนที่ต้องตกงานเป็นจำนวนมากนั้น

1

ล่าสุด (10 ก.ย. 58) จากการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงกลั่นสุราชุมชนในพื้นที่ ต.พุดซา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีโรงกลั่นสุรากว่า 20 แห่ง พบว่า โรงกลั่นส่วนใหญ่ปิดการผลิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้อุปกรณ์ในการผลิตต่าง ๆ เช่น ขวดบรรจุสุรา สายพานลำเลียงขวด ลังบรรจุขวด และฉลากยี่ห้อสุรา ถูกกองทิ้งไว้

นอกจากนั้นยังทำให้บรรดาลูกจ้างไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้จ่ายในครอบครัว บางรายต้องไปหาหยิบยืมเงินจากเพื่อนบ้านหรือไปกู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 20 มาใช้จ่ายในครอบครัว

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ ข่าวสด

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News