บิ๊กตู่ จวก ‘จำนำข้าว-รถคันแรก’ ทำรัฐเจ๊ง!

‘นายกฯ’  จวก โครงการ ‘จำนำข้าว-รถคันแรก’ ทำรัฐเจ๊ง เปรย หากเขียน ‘ร่างรธน.’ เอง จะให้มีแค่ 5 มาตรา 

วันที่ 9 ก.ย.58 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า การจัดการข้าวในโครงการรับจำนำข้าว เป็นเรื่องที่หนักที่สุด เพราะหากหยุดยั้งไม่ได้ ประเทศต้องเสียหายอีกมาก และขณะนี้นำไปขายให้ใครก็เป็นเรื่องยาก เพราะต้นทุนจาก 15,000 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้นเป็น 20,000-30,000 บาทต่อตัน

76-2

เช่นเดียวกับกรณีโครงการรถคันแรก ที่มีการบิดเบือนโครงสร้างราคา และทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณ 80,000 ล้าน ทำธุรกิจเสียหาย รวมถึงสินค้าเกษตรที่มีการบิดเบือนราคาจริง

ส่วนเรื่องที่ทหารตำรวจมีงบประมาณสูงกว่าหน่วยงานอื่นนั้น เพราะต้องรองรับกำลังพลให้มีความพร้อมในยามมีภัยพิบัติต่างๆ ขณะที่ตำรวจก็อยากให้มีคลังอาวุธเหมือนทหาร เพื่อให้ง่ายต่อการทำงาน เนื่องจากตำรวจต้องซื้ออาวุธจากข้างนอก ต้องเสียงบประมาณจำนวนมาก จึงอยากให้ทหารตำรวจเป็นเนื้อเดียวกัน ดูแลกันและกันได้

นอกจากนี้เรื่องของการเขียนรัฐธรรมนูญนั้น ส่วนตัวไม่อยากเขียนเอง ถ้าเขียนเองจะให้มีแค่ 5 มาตรา โดยมี ม.44 ประกอบเข้าไปด้วย แต่เมื่อต้องมีการยกร่างฯ ก็อยากให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องเอาสถานการณ์มาปรับปรุงว่าควรจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ที่มา Wassana Nanuam

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ไล่ออกตากล้องสาว จงใจสะกัดขาผู้อพยพ

สถานีข่าวในประเทศฮังการี ประกาศให้ช่างภาพหญิงที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดน ในหมายงานการเก็บภาพผู้ลี้ภัย พ้นสภาพการเป็นพนักงาน หลังปรากฏภาพจงใจใช้ขาสกัดผู้ลี้ภัยจนกระทั่งล้มลงกับพื้น

วานนี้ (8 ก.ย.) เว็บไซต์ mashable.com เผยแพร่คลิปวิดีโอ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริเวณชายแดนของประเทศฮังการี หลังจากผู้ลี้ภัยจากตะวันออกกลางเป็นจำนวนมาก ที่หลีกหนีความขัดแย้ง ภัยสงคราม เพื่อเอาชีวิตรอด พยายามลักลอบข้ามพรมแดนจากบ้านเกิด มุ่งหมายเดินทางผ่านฮังการีไปยังประเทศในแถบยุโรป ซึ่งถือเป็นการหลบหนีเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย

Screen-Shot-2015-09-08-at-4.31.27-PM

ภาพ: @RICHTERSTEPH

ทั้งนี้คลิปดังกล่าว เผยให้เห็นเหตุการณ์ขณะที่ผู้ลี้ภัยจำนวนมาก พยายามวิ่งข้ามพรมแดนเข้ามาในเขตฮังการี และวิ่งหนีการสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่ที่ประจำการอยู่โดยรอบ ซึ่งในบริเวณดังกล่าว มีสื่อมวลชนจากหลายสำนัก คอยจับภาพสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

โดยหนึ่งในนั้น คือช่างภาพหญิงชื่อว่า ‘เปรตรา’ จากสำนักข่าว เอ็น 1 ทีวี ที่กล้องสามารถจับภาพเหตุการณ์ขณะที่เธอจงใจใช้ขาสกัดผู้อพยพรายหนึ่ง ซึ่งเป็นชายวัยกลางคนที่มีเด็กอยู่ในอ้อมกอด ที่กำลังวิ่งหลบหนีเจ้าหน้าที่อยู่ในขณะนั้น จนกระทั่งเสียหลัก ล้มหัวคะมำไปกับพื้นทั้งยังมีคลิปอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่า เธอพยายามทำร้ายผู้อพยพด้วยการเตะ และใช้เท้าถีบผู้อพยพรายอื่นๆ อีกหลายคน

หลังจากนั้นไม่นาน บรรณาธิการประจำสถานีข่าว เอ็น 1 ทีวี ได้มีประกาศออกมา เพื่อแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่า ได้มีการพิจารณาให้ ‘เปรตรา’ ช่างภาพสาวที่ปรากฏอยู่ในคลิปวีดีโอดังกล่าว พ้นสภาพการเป็นพนักงานในที่สุด

พร้อมกันนี้ หน่วยงานด้านผู้ลี้ภัย ประจำองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นซีไอ ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องราวดังกล่าว เนื่องจากตำรวจตระเวนชายแดนที่ประจำอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะต้องรับมือกับผู้ลี้ภัยจำนวนมากมายมหาศาล ยังคงขาดความเข้าใจในการรับมือกับผู้อพยพเหล่านี้อย่างแท้จริง

เนื่องจากการควบคุมสถานการณ์ในวิกฤตเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะผู้อพยพ มีทั้งเด็ก และสตรี รวมไปถึงผู้สูงวัย ที่ไม่สมควรใช้ความรุนแรงในการจัดการกับวิกฤตที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่เป็นชาวซีเรียที่หลบหนีความขัดแย้ง หรือการถูกข่มเหงมีจำนวนมากถึง 4 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ผู้ลี้ภัยในขณะนี้ เป็นปัญหาที่น่ากังวลใจ เนื่องจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคยุโรปหลายประเทศ ไม่ประสงค์จะรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไว้ในดินแดนของตนเอง แต่การตัดสินใจ หรือดำเนินการใดๆ ต่อปัญหาดังกล่าว ย่อมมีผลต่อการการยอมรับของประชาคมโลก ที่มักจะอ้างถึงหลักมนุษยธรรม การปฏิเสธการขอลี้ภัยอาจเป็นสัญญาณของการส่งผลกระทบร้ายแรงในอนาคตได้

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ที่มา mashable

คลิปจาก Youtube @Shareable Videos

พิธีการสุดโหด!! ทำมัมมี่ตัวเองฆ่าตัวตาย

วันนี้ทีมข่าวเอ็มไทยรอบโลก ได้นำเอาเรื่องราวสุดพิศวง ที่เกิดขึ้นในอดีตกาล มานำเสนอ เกี่ยวกับวิธีการทำมัมมี่ ที่ไม่ธรรมดา เนื่องจากเป็นการทำมัมมี่ด้วยตัวเอง และเริ่มทำในขณะที่ตนเองยังคงมีชีวิตอยู่

ทำมัมมี่ตัวเอง,ญี่ปุ่น,มัมมี่,ฆ่าตัวตาย

วิธีดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า Sokushinbutsu หรือ Self-Mummification ซึ่งเป็นการถือปฏิบัติของพระสงฆ์ในประเทศญี่ปุ่นและจะมีการฝึกฝนอย่างเข้มงวด ตามหลัก ยามากาตะ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 11 – 19 กินระยะเวลานานหลายร้อยปี

เพราะความเชื่อว่าจะเป็นหนทางไปสู่การตรัสรู้ แต่กระนั้นวิธีการดังกล่าว ไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาในนิกายใด ๆ ทว่าแนวคิดดังกล่าว มีการเผยแพร่ไปยังประเทศต่าง ๆ อาทิ จีน มองโกเลีย รัสเซีย หรือแม้กระทั่ง ไทย ก็มีการปรากฏให้เห็นในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ได้มีการระบุว่า แนวคิดและจุดมุ่งหมายในการทำ Sokushinbutsu หรือ Self-Mummification คือการขจัดความความต้องการทางกายภาพ ซึ่งเป็นหนทางไปสู่ความทุกข์ทรมาน การเอาชนะความต้องการและกิเลสเหล่านี้ รวมถึงการทำสมาธิ เป็นหนทางไปสู่การตรัสรู้และความสุขอย่างแท้จริง

จุดเริ่มต้นของการใช้วิธีการทำมัมมี่ตนเอง ซึ่งเป็นการกำหนดเวลาตายของตัวเองล่วงหน้า เริ่มจากการรับประทานแค่ธัญพืช เป็นระยะเวลายาวนานถึง 3 ปี ต่อจากนั้นจึงเริ่มออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อขจัดไขมันทั้งหมดในร่างกายออกไป

หลังจากนั้นอีก 3 ปี ผู้ที่ต้องการทำมัมมี่ตนเอง จะเริ่มรับประทานเพียงเปลือกไม้ และไม่ดื่มอะไร นอกจากชาพิษที่มีกลิ่นเหม็น เพื่อให้ร่างกายขับสารต่าง ๆ ออกมาด้วยการอาเจียนจนหมดสิ้น และทำให้ร่างกายสูญเสียของเหลวอย่างรวดเร็ว จนไม่ต่างอะไรจากผู้ที่ตายทั้งเป็น

หลังจากเสร็จสิ้นการทรมานตนเองจนได้ที่แล้ว ต่อมาผู้ปฏิบัติจะต้องคลานเข้าไปในหลุมฝังศพแคบ และปล่อยให้ร่างกายเหนื่อยอ่อนล้า ในท่านั่งขัดสมาธิ และปล่อยให้เสียชีวิตไปเองจากภาวะขาดอาหาร โดยหลุมฝังศพจะถูกปิดตาย และให้ร่างกาย กลายเป็นซากตายแห้งเองตามธรรมชาติ ซึ่งครั้งหนึ่งในแดนอาทิตย์อุทัย เคยได้รับความนิยมและมีการปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย

หลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเปิดเผย ก็ทำให้พิธีที่เกิดขึ้นกลายเป็นความอัปยศในด้านพิธีกรรมที่ไม่อาจรับได้ รัฐบาลญี่ปุ่นออกมากวาดล้าง พร้อมทั้งออกกฎหมายกำหนดให้การใช้วิธี Self-Mummification เป็นวิธีการฆ่าตัวตายที่ผิดกฎหมาย ในช่วงศตวรรษที่ 19 จวบจนถึงปัจจุบัน

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

ทำมัมมี่ตัวเอง,ญี่ปุ่น,มัมมี่,ฆ่าตัวตาย

ทำมัมมี่ตัวเอง,ญี่ปุ่น,มัมมี่,ฆ่าตัวตาย

MThaiNews
ที่มา  atlasobscura