มติ ครม.ปิด ‘โครงการรถคันแรก’ สิ้นเดือนนี้

มติ ครม.! ปิด ‘โครงการรถคันแรก’ 30 ก.ย.นี้ ยอดจองกว่า 1ล้านคัน ได้เงินช่วย 90,000 ล้านบาท

วันที่ 8 ก.ย.58 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบปิดโครงการรถยนต์คันแรกวันที่ 30 กันยายน 2558 หลังจากเลื่อนเวลาระยะหนึ่งแล้ว และที่ผ่านมาเจ้าของรถจองสิทธิ์ไว้จำนวน 10,000 คน และได้ใช้สิทธิ์เพียง 3,000 คน

'โครงการรถคันแรก' Rows of Mitsubishi Motors Corp. Mirage vehicles are parked on a pier prior to their shipment to Japan at the company's facilities in Laem Chabang, Thailand, on Friday, July 13, 2012. Thailand's Finance Ministry last month raised its economic growth forecast for a second time this year to as much as 6.2 percent after exports and manufacturing improved in May. Photographer: Dario Pignatelli/Bloomberg via Getty Images

โดยมีการซื้อรถจริง 2-5 คันต่อเดือน ยอดรวมทั้งโครงการรถยนต์คันแรกมีประชาชนจองซื้อรถกว่า 1 ล้านคัน เป็นเงินช่วยเหลือประมาณ 90,000 ล้านบาท ส่วนข้อเสนอภาคเอกชนให้ปลดล็อคการถือครองจาก 5 ปี เหลือเพียง 3 ปีนั้น ต้องศึกษาให้เหมาะสมเนื่องจากต้องแก้มติ ครม.เดิม.

ข้อมูล tnamcot

ข่าวที่เกี่ยวข้อง >>> 

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News

โอละพ่อ!ด.ญ.ไลน์ถูกลักพาตัว ที่แท้หนีเที่ยว

ผกก.วังตะเคียน เผย กรณี ด.ญ.13 ปี ไลน์บอกถูกลักพาตัว โอละพ่อ ที่แท้หลอกแม่ หนีเที่ยวกับแฟน

พ.ต.อ.สุชาติ ปราณี ผกก.สภ.วังตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า จากกรณี ด.ญ.บี (นามสมมุติ) วัย 13 ปี ได้ส่งข้อความทางไลน์มาว่า ถูกลักพาตัวขึ้นรถตู้ไป ขณะขับขี่รถจักรยานผ่านที่จอดรถหน้าที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลวังตะเคียน

missgirl_1

โดยข้อความบนไลน์เป็นลักษณะขอความช่วยเหลือ ว่า ถูกลักพาตัวขึ้นรถตู้สีขาวเขียนข้างรถ “รถรับส่งนักเรียนชั้น ม.ต้น” จากนั้นได้มีการสับเปลี่ยนรถขึ้นรถเก๋ง และรถกระบะ โดยมีชายร่างกายกำยำ รวม 2 คน คอยบังคับพร้อมกัน เมื่อขึ้นมาบนรถตู้ได้ พบว่า ยังมี ด.ญ.อื่น ๆ รวมอีก 6 คน ถูกรถตู้ดังกล่าว ลักพาตัวขึ้นมาอยู่บนรถก่อนหน้านี้ด้วย พร้อมกับถูกชายในรถซ้อมและตบตี โดยเหตุเกิดขึ้นท้องที่ สภ.วังตะเคียน นั้น

ล่าสุด เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นการแต่งขึ้น เนื่องจากเด็กสาวได้ออกมาเที่ยวเตร่กับแฟนหนุ่มจนดึก แล้วไม่กล้ากลับเข้าบ้าน จึงให้แฟนหนุ่มมารับกลับ แล้วไลน์หลอกมารดาว่าถูกลักพาตัว และแฟนหนุ่มได้ยอมรับว่า ด.ญ.บี หลอกมารดา แต่ขณะนี้กลับบ้านไปแล้ว ส่วนคนที่โพสต์แชร์แจ้งคนหายนั้น จะได้สอบสวนต่อไป

cats

ภาพจาก เฟซบุ๊ก เรารักแปดริ้ว Welove8riew.com

MRT ห้ามเดินบนบันไดเลื่อน รีบเชิญใช้บันไดปกติ

MRT รณรงค์ห้ามเดินบนบันไดเลื่อน หากรีบเชิญใช้บันไดปกติ ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

เป็นข้อถกเถียงกันมานานว่า แท้จริงแล้วเราควรปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติตัวอย่างไรขณะอยู่บนบันไดเลื่อน บางคนบอก “ยืนชิดขวา-เดินชิดซ้าย” ส่วนอีกคนบอก “ยืนชิดซ้าย-เดินชิดขวา” อ้างนานาประเทศที่เคยไปมา (หรือฟังปากต่อปาก) ว่าที่นั่นทำโง้นที่นี่ทำงี้ ทั้งที่จริงแต่ละประเทศแม้ไม่ได้ถึงขั้นออกกฎหมาย แต่ประชากรต่างก็มีจิตสำนึก หรือวิธีรณรงค์ที่แตกต่างกันออกไป

บันไดเลื่อน, รณรงค์ให้จับราวบันไดเลื่อน, รถไฟฟ้าใต้ดิน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ใช้ทวิตเตอร์ @TonsTweeting โพสต์ภาพรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ติดป้ายรณรงค์ “กรุณางดเดินบนบันไดเลื่อน” ทำให้ประเด็นนี้ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันอีกครั้งบนโลกโซเชี่ยล

ทางจส.100 สอบถามนายชัชพร ตรีวิมล ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยและคุณภาพ รฟม. เปิดเผยว่า ตั้งแต่รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2547 มีการประชาสัมพันธ์ผ่านเสียงตามสายภายในสถานีอยู่เป็นประจำว่า ให้ผู้โดยสาร “ยืนจับราวบันไดเลื่อน

แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา พบว่าผู้โดยสารมีพฤติกรรมการเดินบนบันไดเลื่อนมากขึ้น ส่งผลให้มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนบันไดเลื่อนสูงขึ้นตาม จึงกำหนดแผนประชาสัมพันธ์ติดป้าย “กรุณายืนจับราวบันไดเลื่อน” ตั้งแต่ต้นปี 2558 แต่ยังไม่เห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ยังคงมีอุบัติเหตุบนบันไดเลื่อนเกิดขึ้นเฉลี่ยปีละ 50 ครั้ง

บันไดเลื่อน, รณรงค์ให้จับราวบันไดเลื่อน, รถไฟฟ้าใต้ดิน

ต่อมาจึงเพิ่มการติดสติ๊กเกอร์บริเวณบันไดเลื่อนเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นำร่องก่อน 8 สถานี โดยติดไปแล้วที่สถานีพระราม 9 สุขุมวิท และสีลม ส่วนอีก 5 สถานี อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ สถานีหัวลำโพง ศูนย์วัฒนะธรรม ลาดพร้าว จตุจักร และพหลโยธิน

โดย รฟม. มองว่าการเดินหรือวิ่งบนบันไดเลื่อนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดอุบัติเหตุทั้งกับตนเองและผู้อื่น และหากผู้โดยสารเร่งรีบสามารถเดินบนบันไดปกติได้โดยไม่กระทบสิทธิ์ผู้อื่น ทั้งนี้บันไดเลื่อนของ รฟม. มีความเร็ว 0.70 เมตร/วินาที เป็นมาตรฐานของระบบสถานีขนส่งมวลชนที่ต้องการระบายผู้โดยสาร ซึ่งจะเร็วกว่าความเร็วของบันไดเลื่อนตามห้างสรรพสินค้า

หากมองในมุมของบริษัทผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการบันไดเลื่อน ในข้อแนะนำ (Instruction) จะระบุไว้ชัดเจนว่า “ให้ผู้ใช้บันไดเลื่อนยืนจับราวบันได และงดเดินหรือวิ่งบนบันไดเลื่อน” บางบริษัทระบุถึงขั้นว่า “ให้ยืนตรงกลางบันไดเลื่อน

เพราะจะทำให้บันไดเลื่อนไม่รับน้ำหนักเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งมากจนเกินไป ซึ่งจะส่งผลด้านการสึกหรอในระยะยาว อีกทั้งหากมีการวิ่งทำให้เกิดแรงกระเทือน อาจทำให้บันไดเลื่อนต้องหยุดทำงานฉุกเฉินได้

สำหรับในต่างประเทศ “ญี่ปุ่น” เป็นประเทศหนึ่งที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุด แม้ในอดีตจะมีข้อถกเถียงกันอยู่บ่อยครั้งเรื่องการยืนชิดฝั่งหนึ่งและเว้นที่ให้คนเดินอีกฝั่งหนึ่งตามแต่ป้ายจะบอก เพราะแต่ละเมืองไม่เหมือนกัน โตเกียวชิดซ้าย โอซาก้าชิดขวา แต่ปัจจุบันที่ญี่ปุ่นเองก็ปรับเปลี่ยนการรณรงค์ให้ “ยืนจับราวบันไดเลื่อนและไม่เดินหรือวิ่ง” แล้วเช่นกันตั้งแต่ปี2547

โดยให้เหตุผลด้านการกระทบสิทธิ์ความปลอดภัยของผู้อื่น ซึ่งผู้ที่รีบสามารถใช้บันไดปกติแทนได้ ขณะที่ประเทศอื่น เช่น ฮ่องกง รณรงค์ให้ยืนจับราวบันไดมานานแล้วเช่นกัน ส่วนอังกฤษจะมีป้ายบอกชัดเจนว่าให้ยืนนิ่ง หรือให้ยืนชิดขวาเดินชิดซ้าย

ดังนั้นแม้ว่าการรณรงค์ให้ “ยืนจับราวบันไดเลื่อน” ดูเหมือนจะเป็นธรรมกับทุกคนมากที่สุด แต่ไม่ได้แปลว่าเหมาะสมกับทุกพื้นที่เสมอไป เมื่อเป็นคนละพื้นที่ย่อมไม่สามารถเหมือนกันได้ทั้งหมด

อาจมีปัจจัยอื่นเป็นเหตุเป็นผลสนับสนุนให้ปฏิบัติอย่างอื่น เช่น ข้อจำกัดของขนาดพื้นที่ ความรวดเร็วในการระบายผู้โดยสาร และจำนวนบันไดปกติที่รองรับในแต่ละสถานี ฯลฯ อย่างกรณีรถไฟฟ้า BTS ที่มีการรณรงค์ให้ “ยืนชิดขวา-เดินชิดซ้าย”

หันกลับมาที่ตัวเรา แล้วต่อไปนี้ควรทำอย่างไร? คำตอบนี้แท้ที่จริงง่ายมากครับ “เริ่มที่ตัวคุณ” การจะให้ผู้อื่นมาคิดเหมือนกันกับเราทุกเรื่องคงเป็นไปไม่ได้ อยู่ในสถานที่ไหนก็เคารพกฎกติกาของสถานที่นั้น หากคุณยืนบนบันไดเลื่อน แล้วมีคนรีบเดินมาต่อหลังคุณเพื่อจะแซง ถ้าไม่ลำบากจนเกินไปก็หลีกทางให้เขาเถอะครับ

ไปขวางทางก็คงไม่มีประโยชน์อะไร (เขาคงจะรีบจริงๆ ถึงขั้นคอขาดบาดตายก็เป็นได้) ส่วนในมุมกลับกันหากเป็นตัวคุณที่รีบมากๆ (จนรอบันไดเลื่อนที่มีความเร็วกว่าปกติไม่ได้) ก็ขอให้คุณใช้บันไดธรรมดาดีกว่าครับ ไม่เป็นการไปรบกวนสิทธิ์ของผู้อื่นด้วย แต่คราวหลังแนะนำว่าคุณออกจากบ้านเร็วขึ้นหน่อยดีกว่าครับจะได้ไม่ต้องรีบร้อนจนเกินไป เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองครับ

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก จส.100

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News