เข้าท่า! หนุ่มโพสต์แนะป้องสิทธิ์ซื้อของออนไลน์

หนุ่มโพสต์แนะปกป้องสิทธิ์ หากถูกเบี้ยวซื้อของออนไลน์ ชี้ฟ้องได้โดยไม่ต้องมีทนาย 

วันนี้ (2 ก.ย.) ในโลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อข้อความของหนุ่มคนหนึ่ง ที่ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว @Boonlong Noragitt เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเตือนสติและให้ผู้คนรักษาสิทธิประโยชน์ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการส่งซื้อของทางออนไลน์ โดยข้อความดังกล่าวระบุว่า

ซื้อของออนไลน์

“วันนี้ขอดราม่าเล็กๆ แต่มีสาระ”

ผมไม่ค่อยมีเวลา ชอบนั่งซื้อของทางเน็ต เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ในไทยยังไม่มีการขายของทางเน็ต ได้แต่ซื้อใน eBay มาสิบกว่าปีก่อน ตอนนี้ไทยเรามีการขายของทางเน็ตกันเพียบ ผมก็ซื้อตามปกติ และไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย จนกระทั่งได้ไปซื้อของจากค่ายดังของเยอรมัน บริษัท ล. โฆษณาในทีวีน่าเชื่อถือ

ในครั้งสุดท้ายที่ซื้อ ปรากฏว่าสั่งของ ๒ ชิ้นๆ ละ ๙๐๐ บาท พอมาส่งเราก็จ่ายเงินไป ๑,๘๐๐ บาท เปิดกล่องดูมีของแค่ชิ้นเดียว แถมใบส่งของเป็นคนอื่น แต่ของอย่างเดียวกัน ผมก็ถ่ายรูปของในกล่อง พร้อม Delivery Note ส่งให้ดู เจ้าหน้าที่รับปากว่าจะติดต่อในทันที….เงียบหายไปสามวัน มีคนจากบริษัทอะไรไม่รู้โทรมาสอบถาม ผมก็เล่าเรื่องแล้วก็…เงียบ

หายไปอีก ๑๐ วัน ก็มีเจ้าหน้าที่ บริษัท ล. โทรมาแล้วก็…เงียบ หายไปอีก ๕ วัน ก็มีเจ้าหน้าที่โทรมาอีก ผมเลยบอกว่า “ผมเป็นผู้บริโภคที่ดี จ่ายเงินก่อนเห็นสินค้า (ตามกฎของคุณ) ได้เงินผมไปแล้วสินค้าได้ไม่ครบ

เพราะคุณส่งผิด เวลาผ่านเป็นเดือนยังไม่เรียบร้อย แค่ส่งของให้ผมอีกชิ้นมันยากหรือครับ ความผิดของคุณทำไมผมต้องมารับกรรมนั้นด้วย ผมให้เวลา ๗ วัน เกินจากนั้นไปเจอกันในศาล” เจ้าหน้าที่ก็วางสายไปอย่างไม่พอใจ เพราะได้ยินเสียงแข็งๆ ของผมที่เริ่มมีอารมณ์

เย็นวันที่ ๗ ผมก็นั่งพิมพ์ภาพที่ถ่ายส่งให้ดูตอนเปิดกล่อง หลักฐานอย่างอื่นไม่มีอะไรเลย เช้าวันรุ่งขึ้นเดินไปศาลแขวงในเขตที่ผมนั่งสั่งซื้อหน้าคอมทางอินเทอร์เน็ต พูดยากจัง 555 ศาลที่มีเขตอำนาจเหนือบ้านผมนั่นเอง เพื่อให้เจ้าพนักงานศาลช่วยจัดการให้

เริ่มเข้าสาระครับ
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคบัญญัติให้ต้องมีเจ้าพนักงานศาล ทำหน้าที่ร่างฟ้องให้ผู้บริโภคเรียกกันว่า “เจ้าพนักงานคดี” ช่วยค้นหาหลักฐานทางทะเบียนของจำเลยให้ กรณีนี้คือหนังสือรับรองบริษัท ศาลจะนัดเร็วครับ ประมาณ ๓๐ วันได้เจอกัน ไม่เสียค่าธรรมเนียม ไม่ยุ่งยากอะไรเลย เพราะกฎหมายนี้สร้างเพื่อคุ้มครองใครครับ….แน่นอน ผู้บริโภค

เจ้าพนักงานศาลร่างคำฟ้องให้ผมเสร็จเรียบร้อยโดยไม่ต้องมีทนายความ ให้ผมลงชื่อในเอกสารหลายอย่าง แล้วพาไปยื่นที่เคาเตอร์รับฟ้อง ได้วันนัดเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

หลังจากได้รับคำฟ้องผมแล้ว บริษัท ล. โทรหาบอกจะคืนเงิน ๙๐๐ บาท ผมบอกว่าตอนนี้จะตกลงอะไรให้ไปคุยกันในศาล เลยได้ส่งอีเมล์ให้ผม บอกว่าได้รับของที่ผมส่งคืนแล้ว ๒ ชิ้น ผมก็เริ่มฉุนเล็กน้อย จะเอามาเป็นทริกในคดีหรือเปล่าว่าผมคืนของเอง ไว้เจอกัน ส่งสองสามครั้ง แถมส่งข้อความมือถืออีกต่างหาก ทีอย่างนี้ดำเนินการรวดเร็วฉับไวในทันที

ในวันศาลนัด ทางบริษัท ล. เตรียมทนายความที่จ้างจากนอกบริษัท ล. นิติกรของบริษัท และผู้จัดการ เตรียมเอกสารมาปึกใหญ่ ศาลถามว่าคุณไม่ส่งของใช่ไหม เขาก็ขอไกล่เกลี่ย

ในห้องไกล่เกลี่ย ผู้จัดการก็ขอโทษ ทนายเริ่มรู้ว่าผมเดินไปตรงไหน ทนายความในและนอกห้องพิจารณาก็ทักทายยกมือไหว้ เรียกท่าน หน้าบัลลังก์ก็รู้จัก พอรู้สถานะเราการพูดคุยก็ง่ายขึ้นเยอะ ทนายความไม่โย้เย้เรื่องมากตามสไตล์ ในที่สุดก็ยอมตามฟ้องทุกประการ จ่ายเงินคืนให้ผม ๙๐๐ บาท พร้อมค่าเสียเวลาค่าโมโหอีก ๒๐,๐๐๐ บาท หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ๑๕ วัน แถมคูปองลดราคามาอีก ๑,๐๐๐ บาท ผมก็เอาเงินที่ได้ไปทำบุญ

อยากให้รู้ว่า…..
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคนั้น บัญญัติไว้สำหรับผู้บริโภค ไม่ต้องมีทนายความ ไม่ต้องหาหลักฐานของฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจ มีเจ้าพนักงานศาลร่างคำฟ้องให้เรียบร้อย แถมหากต้องสืบพยาน ศาลถามให้ ไม่ต้องรู้อะไรมากครับ แค่รู้ว่าเราเสียหาย เสียเปรียบอย่างไร คุ้มครองไม่ว่าเรื่องการซื้อขาย การให้บริการ สินค้าไม่ดี ไม่มีคุณภาพ ส่งของไม่ครบ สินค้ามีปัญหากับเนื้อตัวร่างกาย เรียกว่าได้หมด

แถมหน้าที่นำสืบตามที่เราฟ้องตกกับฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจ ที่สำคัญไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และค่าส่งหมายเลย สรุปง่าย ๆ ไม่เสียสักบาทแล้วกัน คนไทยยังรู้เรื่องนี้น้อย แถมยังยอมเสียเปรียบอย่างไม่น่าเชื่ออีกจำนวนมาก หากเราโดนกระทำและเสียหาย การนิ่งเฉย คือการทำลายระบบ เพราะเราไม่ต่อต้านผู้ไม่สุจริต กลับสนับสนุนให้เขาเหิมเกริมกล้าปฏิบัติแย่ๆ กับลูกค้าอีกนับจำนวนไม่ถ้วน

การกระทำของผมในครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ทำให้เขาไม่กล้าไปปฏิบัติแย่ ๆ กับประชาชนอีกจำนวนมาก นั่นคือสิ่งที่ผมชนะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

ข้อมูลข่าวจาก เพจ @

Boonlong Noragitt

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

ขาโจ๋พร้อมไหม? สรรพากรเตรียมดึงเยาวชนวัย 15 เข้าฐานภาษี

กรมสรรพากร เตรียมเสนอร่างกฎหมายภาษีฉบับใหม่ ดึงผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปี เข้ายื่นแบบแสดงรายได้

วันนี้ (2 ก.ย. 58) นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เผยขณะนี้กำลังพิจารณาร่างกฎหมายแนวทางแก้ปัญหาการเสียภาษีและเตรียมเสนอไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังภายในปีนี้ โดยมีแนวคิดจะเสนอเป็นร่างกฎหมายฉบับใหม่ เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ๆ

ทั้งนี้เพื่อต้องการเชื่อมโยงข้อมูลกับทะเบียนราษฎร และให้ประชาชนยื่นแบบแสดงรายได้เพื่อนำข้อมูลรายได้ภูมิลำเนานี้ไปใช้ สำหรับจัดสรรสวัสดิการแก่ประชาชนอย่างเหมาะสม และทำได้ตรงกับความจำเป็นของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

57

โดยสมมุติว่า ผู้มีรายได้มีพ่อแม่ ซึ่งได้สิทธิ์เบี้ยคนชราเดือนละ 600 บาท/คน ทั้งที่เขาสามารถดูแลพ่อแม่ได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องขอรับเบี้ยคนชรา ตรงนี้ก็สามารถลดภาระรัฐได้ และยังสามารถนำเงินตรงนี้ไปดูแลคนอื่น ๆ ที่จำเป็นแทนได้ ซึ่งอาจให้เพิ่มเป็นคนละ 2,000 บาทก็ได้

เบื้องต้นคาดว่าจะให้ผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยตามกฎหมายแรงงาน เข้ายื่นแบบแสดงรายได้ แม้ว่าคนกลุ่มนี้อาจมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่จะให้สิทธิประโยชน์จูงใจ เช่น ถ้ารายได้ไม่ถึงเกณฑ์จะได้ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟรี ใช้น้ำฟรี ไฟฟรี 50 หน่วย ซึ่งรายละเอียดพวกนี้ต้องเคาะอีกทีเพราะต้องคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดก่อนว่าจะมีหน่วยงานใดเข้าร่วมบ้าง เพราะการยื่นแบบไม่จำเป็นต้องยื่นที่กรมสรรพากรเท่านั้น สามารถยื่นที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ก็ได้ หรือหน่วยงานรัฐอื่น ๆ

ขอบคุณข้อมูล ประชาชาติธุรกิจ

ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy

MThai News

คสช.ยันลายนิ้วมือผู้ต้องสงสัยสระแก้วโยงระเบิด

คสช. แถลงยืนยัน ลายนิ้วมือผู้ต้องสงสัยจากสระแก้ว เชื่อมโยงห้องพักซุกระเบิดหนองจอก อาจเป็นคนวาง ขอ ปชช. ส่งภาพเหตุการณ์มาให้

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงความคืบหน้าศูนย์ติดตามสถานการณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ว่า ที่ประชุมพิจารณามอบเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมให้กับญาติผู้เสียชีวิต โดยมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

ระเบิดราชประสงค์, มือระเบิดราชประสงค์

ได้มีมติให้ใช้เงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อจ่ายให้กับญาติผู้เสียชีวิตชาวไทย ซึ่งจะทำให้ได้รับเงินช่วยเหลือในจำนวนเดียวกับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ นอกจากนี้ ในส่วนของกรุงเทพมหานคร กำลังดำเนินการให้การช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยใช้เงินจากโครงการ “รวมกันเราทำได้” หรือ “Together We Can” จ่ายให้กับญาติผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บด้วย

พร้อมกันนี้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงว่า ผลจากการตรวจสอบลายนิ้วมือของผู้ต้องสงสัยที่จับได้ที่ จ.สระแก้ว เหมือนกับวัตถุพยานที่พบในอพาร์ตเมนต์ที่หนองจอก จึงทำให้มั่นใจว่า ผู้ต้องหาดังกล่าว มีความเชื่อมโยงกัน

และมีความเป็นไปได้ ที่อาจจะเป็นคนวางระเบิดหรือเคลื่อนย้ายระเบิดในวันดังกล่าว จึงอยากขอความร่วมมือประชาชน ที่ถ่ายภาพชายสวมเสื้อสีฟ้าจากภาพก่อนเกิดเหตุของเจ้าหน้าที่ ติดต่อมายัง 1599 เนื่องจากเป็นไปได้สูงว่าจะถ่ายภาพคนร้ายเสื้อเหลืองได้