สาวทอมกินยาฆ่าตัวตาย หลังแฟนสาวผูกคอดับ

สลด! สาวทอมเครียดกินยาฆ่าตัวตาย หลังแฟนสาวผูกคอดับ ที่บ้านพักย่านถนนวังสิงห์คำ จ.เชียงใหม่

วันนี้ 18 พ.ย. ตำรวจ สภ.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุมีคนเสียชีวิตในรถโดยไม่ทราบสาเหตุ บริเวณริมถนนข้างบ้านหลังหนึ่ง ถนนวังสิงห์คำ ซอย 1 ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กข 3224 พิจิตร จอดอยู่ พบศพผู้เสียชีวิต คือ น.ส.วศา (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี

กินยาฆ่าตัวตาย

จากการชันสูตรพลิกศพในเบื้องต้นไม่พบร่องรอยของการถูกทำร้ายแต่อย่างใด และพบขวดน้ำชายี่ห้อหนึ่ง ซึ่งภายในนั้นได้พบสีของน้ำชาลักษณะแตกต่างจากขวดที่วางขายปกติ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้ก็พบจดหมายลาตายที่ผู้ตายได้เขียนไว้เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ที่ผ่านมา

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าผู้ตายนั้นมีลักษณะนิสัยเป็นสาวหล่อ หรือ ทอมบอย ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา แฟนสาวก็ได้ผูกคอตายที่บ้านหลังที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านที่ย่าผู้ตายได้สร้างไว้ให้ โดยสาเหตุที่แฟนสาวฆ่าตัวตายนั้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า อาจจะเกิดมาจากการหึงหวง จากนั้นผู้ตายก็เกิดความเครียดสะสมมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดเหตุสลดดังกล่าว

อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งขวดน้ำชาที่พบไปตรวจเพื่อดูว่ามีตัวยาอะไรผสมบ้างหรือไม่ รวมถึงส่งศพผู้ตายไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แน่นอนอีกครั้ง ก่อนจะมอบศพให้ญาติผู้ตายนำกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

ขอบคุณ ข่าวสด

ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

ว้าวๆๆ! สิงคโปร์ล้ำ จัดปาฐกถายิงด้วยโฮโลแกรม

ร้องว้าวดังๆ  สิงคโปร์โคตรล้ำ จัดปาฐกถา ยิงด้วยโฮโลแกรมทางไกล จากอเมริกา

สำนักข่าวสเตรทไทมส์ของสิงคโปร์ รายงานข่าวการศึกษาสุดก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย  Nanyang Technological  หรือ NTU ได้มีการจัดงาน ปาฐกถาพิเศษ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์คาร์ลเอ็ดวิน วีแมน จากมหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ด ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านฟิสิกส์ เจ้าของรางวัลโนเบล ได้กล่าวขึ้นพูดให้ความรู้แก่ผู้เข้าฟัง

12243237_10153121235552115_1001069659179576284_n

โดยเป็นงานบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโยีการศึกษา  ซึ่งความพิเศษของการบรรยายในครั้งนี้อยู่ตรงที่ผู้พูดอยู่ห่างไกลถึงสหรัฐฯ และใช้เทคนิคยิงตรงด้วยโฮโลแกรมมายังสถานที่จัดงานและมีปฏิสัมพันธ์กับคนในงานเหมือนอยู่ในสถานที่จริง

ซึ่งกว่าจะเป็นการบรรยายผ่านโฮโลแกรมแบบนี้ได้ทางมหาวิทยาลัยต้องเตรียมงานนานกว่า 5 เดือนและทดสอบความเร็วของอินเตอร์เน็ตให้เสถียรด้วย โดย ศ.วีแมน เผยว่า  “บ่อยครั้งที่เทคโนโลยีถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเองมากกว่าที่จะคิดเกี่ยวกับวิธีที่จะสามารถส่งเสริมการเรียนรู้”

อย่างไรก็ตามงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของสิงคโปร์ รวมถึงให้ความสำคัญในการพัฒนาการศึกษาด้วย โดยปัจจุบันสิงคโปร์เป็นชาติอันดับ 1 ของอาเซียนที่มีความสามารถทางการศึกษาที่ก้าวไกลติดอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว

PHOTO: YEO KAI WEN

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

ฝันอีกไกลหรือใกล้เป็นจริง? นโยบายบ้านคนจน 6 แสน ผ่อน4พัน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหากยังจำกันได้ MThai ข่าวภาคซ่าส์ได้นำเสนอเรื่องดอกเบี้ยรถยนต์และการเปิดให้กู้เงินของธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ให้คนฝันมีบ้านกู้ผ่านได้ง่ายขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นโครงการดังกล่าวก็สำหรับคนชนชั้นกลางที่ฝันอยากจะมีบ้านและราคากู้ส่วนใหญ่บ้านก็เป็นล้านกันทั้งนั้น ล่าสุดมีข่าวดีจากทางรัฐบาลว่ามีการเตรียมตัวไฟเขียวโครงการบ้านคนจนเพื่อให้คนรายได้น้อยได้มีบ้านและกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้ MThai ข่าวภาคซ่าส์จะพาไปลัดเลาะโครงการนี้ว่าฝันอีกไกล หรือ ใกล้เป็นจริงแล้ว

โครงการบ้านคนจนนี้มีที่มาจาก การที่ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พร้อมกับสมาคมสังหาริมทรัพย์ ได้ประกาศนโยบายบ้านคนจน ซึ่งเป็นคนละโครงการของบ้านยั่งยืนหรือบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ  ซึ่งนโยบายบ้านคนจนนี้ระบุว่า จะเป็นบ้านหรือคอนโดมิเนียมก็ได้แต่ต้องราคาไม่เกิน 6แสนบาท และต้องสามารถผ่อนได้เดือนละไม่เกิน 4,000 บาท ซึ่งจำกัดว่าคนที่จะซื้อบ้านโครงการนี้ได้จะต้องมีรายได้ครัวเรือนไม่เกินละ 15,000 บาท

สาเหตุที่ต้องแยกโครงการนี้ออกมาจากบ้านเอื้ออาทรเพราะมีการมองเห็นจุดอ่อนของ บ้านเอื้ออาทรที่ติดปัญหาเรื่อง ทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ไกล ทำให้เพิ่มค่าครองชีพในการเดินทาง รวมถึงสภาพแวดล้อมและสังคมที่เสื่อมโทรมด้วย ซึ่งงานของการเคหะปัจจุบันถือว่ามีความล่าช้าในการเพิ่มจำนวนบ้านของโครงการเพราะตั้งแต่ปี 2519 นับตั้งแต่มีการเดินหน้าโครงการของการเคหะแห่งชาติ เพิ่งจะสร้างบ้านไปได้แค่ 709,256  หน่วยเท่านั้น

โดยโครงการบ้านคนจนนี้ มุ่งหวังยกระดับให้เป็นโฉมใหม่ของบ้านคนจน คือ ทำเลดีสาธารณูปโภคน้ำไฟฟ้าและรถเมล์เข้าถึงมีบริการหลังการขายที่ดี รวมถึงการดึงบริษัทเอกชนด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เข้ามาเป็นผู้ร่วมโครงการ รับรองได้ถึงความมีมาตรฐานน่าอยู่ของโครงการแน่นอน

ตามแผนแม่บทโครงการนี้มีแผนกำหนดเวลา 10 ปี (2559-2568) จะต้องสร้างบ้านได้มากถึง 2.7 ล้านหน่วย  ถามว่าคนจนจะคุ้มมั้ย หากทำโครงการนี้ มีการคาดการณ์ว่าปัจจุบัน มีคนที่เช่าบ้านอยู่ประมาณ 4.5 ล้านครัวเรือน  ถือว่าเยอะกว่าจำนวนที่จะสร้างเท่าตัวเลย แต่ก็ช่วยทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ เปลี่ยนจากเอาเงินไปจ่ายค่าเช่ารายเดือน เอามาผ่อนบ้านดีกว่า ได้บ้านและได้สิ่งแวดล้อมด้วย

แต่ถ้าถามว่า บ้านถูกขนาดนี้แล้วเอกชนจะได้กำไรอะไรล่ะ ? คำตอบง่ายๆ คือ โครงการนี้จะถูกรวมเข้าไปอยู่ใน CSR ของบริษัทนั้นสามารถใช้ในการลดหย่อนภาษีได้ด้วย ซึ่งบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องทำให้คุ้มทุน ไม่หวังผลกำไร และถ้าหากให้บริหารจัดการโดยเอกชนก็จะมีรายได้จากค่าส่วนกลางของหมู่บ้านอีกด้วย ซึ่งรัฐบาลจะเป็นผู้จัดหาที่ดินให้อีกด้วย ทำให้ลดต้นทุนในการก่อสร้างเข้าไปอีก

หากมองในแง่ของไอเดียแนวคิดถือว่าเป็นฝันของคนอยากมีบ้านเลยทีเดียวแต่ทั้งนี้ก็ยังพบอุปสรรคอีกมากมาย เพราะทำได้ยาก ในแง่ของกำลังของเอกชนในการสร้างบ้าน ความพร้อมของคนซื้อเองที่มีรายได้ต่ำไม่แน่นอน รวมถึงที่ดินที่มีทำเลดีอย่างที่รัฐบาลว่าก็ไม่ได้มีเยอะและจัดสรรได้ง่ายขนาดนั้น

ยิ่งไปกว่านั้นนับวันโครงการอสังหาริมทรัพย์เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นดอกเห็ดและราคาสูงหลักล้านขึ้นไปแล้ว เอกชนคงไม่อยากเสียเวลากับการลงทุนที่ได้เพียงภาพลักษณ์และการลดหย่อนภาษี สู้เอาเวลาไปขยายโครงการจะได้กำไรมากกว่า อีกแง่หนึ่้งก็คือหากต้องมาร่วมงานกับรัฐบาลก็จะมีความซับซ้อนของระบบราชการเข้าไปด้วย ทำให้งานไม่คล่องตัว นี่ก็กลายเป็นอุปสรรคของโครงการบ้านคนจน

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องคอยจับตาดูว่าโครงการนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่ ? ซึ่งจะมีการประชุมเรื่องความคืบหน้าของโครงการอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้อีกครั้ง แต่อย่าลืมว่า ของถูก ของฟรี ไม่มีในโลก ทุกอย่างต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงอยู่แล้ว ใครอยากได้บ้านโครงการนี้ หากเปิดให้จองจริงๆ คงจะต้องแย่งชิง ไขว่คว้ากันหน่อย รวมถึงต้องรอว่า ฝันจะเป็นแค่ฝันหรือไม่ ? และรัฐบาลที่มาสานต่องานจากรัฐบาลคสช. ยังจะเก็บโครงการนี้ไว้หรือเปล่า ?

MThai News