เคยคิดไหม? เมื่อใด เรา “แก่เฒ่า” เฝ้าหวังไว้ให้ใครดูแล พ่อแม คู่ชีวิต และ ลูกหลาน คือ “ธง” สำหรับใครหลายคน แต่อาจมีบางคนคิดว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ดีที่สุดแล้ว และเคยคิดต่อไปอีกไหมว่า “ก่อนลมหายใจสุดท้าย” เคยมี
“จิตสาธารณะ” ประโยชน์ใดแก่สังคม หรือ เคยมี “เมตตาธรรม” กับเพื่อนมนุษย์ และ สัตว์ร่วมโลก หรือไม่?
MThai News ขอพาท่านผู้ชมสัมผัสเรื่องราวชีวิตจิตสาธารณะ-เมตตาธรรมของ คุณยาย ยุพิน ธรรมวงษ์วัย 90 ปี อยู่บ้านเลขที่ 127/68 หมู่ที่ 8 ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ซึ่งเดินหลังค่อมมาเปิดประตูบ้านต้อนรับด้วยหน้าตายิ้ม
แย้มสดใส ภายในบ้านคุณยายเต็มไปด้วยความสงบร่มรื่น กลางบ้านมีเตาถ่านก่อไฟต้มข้าวเสมือนรอใคร ทั้งที่คุณ
ยายบอกว่า บ้านหลังนี้ได้อาศัยอยู่เพียงลำพัง หลังคู่ชีวิต “คุณตา” จากไปอย่างสงบเมื่อ 8 ปีที่แล้ว
ระยะเวลาหลายปีที่อยู่คนเดียว อยู่ได้อย่างไร?
คุณยาย เล่าว่า ครอบครัวไม่มีทายาท มีแต่หลานของญาติพี่น้อง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด นานครั้งแวะเวียนมาหา
ที่มาเยียมเยียนบ่อยสุด ก็มีเพียงแต่หลานชาย แต่ก็ไม่ได้อยู่นอนด้วย เพราะติดงานและบ้านอยู่ต่างจังหวัด
ส่วนความเป็นอยู่ อยู่ได้เพราะ “ความพอเพียง” และ “ความประหยัด” เนื่องจากไม่มีรายได้ ไม่มีเบี้ยผู้สูงอายุ อาศัย
ข้าวของเก่าๆในบ้านไปขาย ได้มาไม่กี่บาทก็เก็บหอมรอมริบรวมไว้กับเงินเล็กๆน้อยๆที่หลานให้ ส่วนเรื่อง
อาหารการกิน คุณยายเป็นคนรักสุขภาพมาก ในแต่ละมื้อ ทานเพียงแต่ข้าวผสมกับผักที่ปลูกไว้ริมรั้วบ้าน นานครั้งจะ
จ่ายตลาดซื้อกับข้าว

ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน บริหารจัดการอย่างไร?
หากไม่นับรวมค่าอาหารสัปดาห์ละไม่กี่ร้อยบาท คุณยายบอกว่า ค่าใช้จ่ายอื่นแทบไม่มี เพราะบ้านเป็นของตัวเอง
ค่าน้ำ-ค่าไฟ ไม่ต้องเสีย เพราะใช้ต่ำกว่าเกณฑ์ โดยเฉพาะไฟฟ้า คุณยายแทบไม่เปิดใช้เลย เพราะใช้ตะเกียงน้ำมันช่วยนำทางความสว่าง ใช้พัดคลายร้อนแทนพัดลม ไม่มีตู้เย็นไร้การแช่อาหาร ใช้ไฟเพียงอย่างเดียว คือ
ชาร์ตแบตโทรศัพท์ เพื่อคอยรับสายหลานๆโทรมาถามไถ่ในแต่ละวัน
โรคภัยไข้เจ็บ?
เรื่องโรคประจำตัว คุณยายเป็นโรคโลหิตจางกับต้อกระจก ซึ่งตอนนี้แทบไม่ต้องไปหาหมอเองแล้ว เนื่องจากรับ
ประทานผักเป็นประจำ อาการดังกล่าวก็ทุเลาลงบ้าง มีเพียงแต่โรคชรา สร้างอุปสรรคในการเคลื่อนไหว ซึ่งในบาง
ครั้งถึงขั้นลื่นล้มภายในบ้าน โชคยังดี ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง
“ก็อยู่คนเดียว มันก็ต้องลื่นล้ม เดินชนนู่นนี่บ้าง แก่แล้ว สายตาไม่ค่อยดี ยิ่งตอนกลางคืนมืดมาก เพราะไม่เปิดไฟ ใช้
ตะเกียงน้ำมันส่องแทน เพื่อนบ้านก็ห่วง กลัวจะไฟไหม้ เพราะบ้านนี้ จุดไฟ-ตั้งเตาเอา แต่ก็ระวังนะ ไม่เคยมีเหตุหรอก
ไม่ต้องห่วงยาย ยายอยู่ได้ อยู่มานานแล้ว”

พูดคุยกับคุณยายอยู่นาน สัมผัสได้ว่า คุณยายเป็นคนอารมณ์ดี คุยสนุก ความจำเป็นเลิศ ทุกเรื่องราวของชีวิตสามารถ
เล่าได้เป็นฉากเป็นตอน ไม่มีหลงลืม การเคลื่อนไหวยังคล่องแคล่วทุกอิริยาบถ หลังที่โก่งค่อมกลับไม่ใช่อุปสรรคแต่
อย่างใด และที่สำคัญเคล็ดลับสุขภาพดีของคุณยาย ไม่ใช่สิ่งที่หายากจากแดนไกล เพียงแค่ ทานผัก-ผลไม้
สวดมนต์ และ เมตตาค้ำจุนสัตว์
อยู่คนเดียว เหงาไหม?
คำถามนี้ ไม่มีผลต่อใบหน้าแสนยิ้มแย้มของยายชรา แต่ “แววตา” ตรงกันข้าม เพราะความเศร้าเข้ามา
ปะปนกับคราบน้ำตา แม้ปากบอกไม่เป็นไร เชื่อว่า “ใจ” ไม่คิดเช่นนั้น ภายใต้ความเข้มแข็งกลับยังแฝง
ความโหยหาคิดถึงหลาน-ญาติมิตรอยู่เสมอ
“ยายก็เหงาบ้าง ตามประสาคนแก่ นานทีหลานมาหา ก็คิดถึง คุยกันก็ได้ไม่นาน เพื่อนบ้านแวะมาให้ข้าวบ้างน้ำบ้าง
ก็คุยกันผ่านๆ โชคดีที่มีพวกเขา จึงได้คุยกับเขา มีพวกเขาเป็นเพื่อน จึงหายเหงาไปได้บ้าง”
อาหารที่ต้มผ่านเตาถ่าน ที่แท้เป็นของ?
หากไม่ลองสังเกตุบ้านคุณยาย ก็จะไม่ทราบว่า คุณยายไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่ยังมีสมาชิกอีก 39 ตัว อาศัยร่วมชาย
คาในบ้านหลังนี้ สมาชิกที่ว่า คือ “แมวจรจัด” ที่ถูกทอดทิ้งและคุณยายได้เข้าช่วยเหลือและเก็บมาเลี้ยง ขณะที่บางตัวก็
พเนจรเดินโซซัดโซเซเข้ามาให้คุณยายช่วยเหลือ หนำซ้ำบางตัวยังเคยได้รับบาดเจ็บจากน้ำมือคนใจร้าย ก็ได้คุณ
ยายหาสมุนไพรมาช่วยสมานบาดเเผล
เปิดใจ…คุณยายยุพิน
คุณยายเล่าว่า เเรกๆช่วยแมวไว้เพียง 10 ตัว นานไปก็มีแมวทยอยมาให้ช่วยเหลือ เมื่อรวมยอดก่อนหน้านี้มีกว่า 50
ตัว และบางตัวได้ล้มหายตายจากไป เหลือเพียง 39 ตัว ซึ่งในจำนวนนี้ มีบางตัวเป็นโรคและแก่มากแล้ว ด้วยจำนวน
แมวที่เพิ่มมากขึ้น จึงได้รวบรวมเงินเก็บทั้งหมด ไปหาซื้อกรง เพื่อจัดสรรเป็นที่อยู่สำหรับแมวทุกตัว โดยจัดที่อยู่
หน้าบ้าน 10 ตัว และ อีก 29 ตัว ได้จัดให้อยู่ในบ้านชั้น 1 ซึ่งชั้นนี้ ทำเป็นที่อยู่ของแมวโดยเฉพาะ
ส่วนชั้น 2 เป็นที่เก็บของเก่าๆ ส่วนที่นอนคุณยายนั้นนอนรวมแทรกตัวกับของเก่าเหล่านั้น โดยคุณยายบอกว่า ไม่
ห่วงเรื่องการนอนของตนเอง ขอให้แมวทั้งหลาย ได้มีที่นอนพักพิงอาศัยอย่างสบายใจก็เพียงพอแล้ว
“หน้าบ้านกับในบ้านชั้น1 เป็นที่อยู่ของแมวทั้งหมด ส่วนยายนอนรวมกับพวกของเก่าๆชั้น2 นอนได้ไม่อึดอัด ยายอยู่
ยังไงก็ได้ แค่ให้พวกเขามีที่นอนที่อาศัยก็อิ่มใจแล้ว”
ส่วนอาหารที่คอยอุ่นไว้กับเตาถ่านตลอดนั้น นั่นคือ อาหารของ “เหล่าเจ้าเหมียว” ซึ่งเมนูแต่ละวันจะทำเป็นข้าวต้ม
ผสมตับไก่ใส่หัวอาหารแมวผสม คุณยายบอกว่า ค่าอาหารของเหล่าเหมียว อยู่ที่ประมาณสัปดาห์ละ 300 กว่าบาท
ขณะที่เรื่องรายได้นำมาซื้ออาหารแมวนั้น ก็มาจากการขายของเก่าแก่ของคุณตา อาทิ วิทยุเก่า เตียงไม้ เศษเหล็ก และ
ขณะนี้เหลือเพียงไม่กี่ชิ้น และเงินเก็บก็เริ่มหมดลงๆ จึงเกิดคำถามว่า….
จะสามารถเลี้ยงชีพตน-ชีพแมวไปได้อีกสักเท่าไร?
คุณยายตอบด้วยความมั่นใจว่า ไม่ต้องห่วง เชื่อว่าจะสามารถหาทางออกได้ หากขายของเก่าในบ้านหมดเกลี้ยง เงิน
เก็บร่อยหรอ ก็ยังพอมีหนทาง ด้วยการโทรไปหาหลาน ให้หลานนำเงินมาช่วยเหลือ เพราะหลานเป็นคนจิตใจดี
เช่นกัน ส่วนจะร้องขอความช่วยเหลือไปยังใครหรือหน่วยใดนั้น คุณยายไม่ต้องการ เพราะเป็นคนเกรงใจคนมาก อยากขอ
ต่อสู้ด้วยตนเอง ไม่หวังพึ่งพาใคร
และหากหมดสิ้นแล้วหนทาง ก็จะตอบรับคำขอของหลานชาย ที่จะพาไปอยู่ด้วยที่ต่างจังหวัด แต่คุณยายมีข้อแม้
“หากยายไป แมวทั้งหมดนี้ต้องได้ไปด้วย” ซึ่งหลานชายก็ตอบรับคำมั่นเป็นอย่างดี

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องให้ใครช่วย ยายขอต่อสู้ด้วยตัวเอง ยายเชื่อต้องรอดทั้งคนทั้งแมว หากสิ้นทาง ก็คง ต้องพึ่งหลานชาย ไปอยู่กับเขา แต่เขาต้องสัญญาว่าแมวทั้งหมดนี้้ต้องได้ไปด้วย”
เรื่องราวทั้งหมดนี้ของคุณยายยุพิน บ่งบอกถึงความเป็น “นักต่อสู้” แม้ตัวเองจะชราภาพ-อยู่โดดเดี่ยวเพียงใด ก็ไม่ร้องขอความช่วยเหลือ ขอยืนหยัดพึ่งพาตนเองจนถึงที่สุดก่อน รวมไปถึงเรื่องของการช่วยเหลือสัตว์ร่วมโลก ที่บ่งบอกความมี “เมตตาธรรม” แม้ตนเองจะอยู่ยากลำบากเพียงได ก็พร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ “ให้ข้าวให้น้ำให้ที่พักอาศัย” และที่สำคัญ ไม่ว่าภายหน้าจะ “อดอยากปากแห้ง” อย่างไร ก็จะไม่ทอดทิ้งสัตว์เหล่านี้
“จำไว้นะ จิตใจเรา ต้องเข้มแข็ง สำคัญที่สุด ถ้าเรายังพอช่วยตัวเองได้อยู่ พึ่งตัวเองก่อน อย่าไปลำบากคนอื่น เราต้องเกรงใจ เพราะเขาก็คงลำบากไม่น้อยกว่าเรา และจำให้มั่น เกิดมาเป็นมนุษย์ต้องมีเมตตาธรรมช่วยสรรพสัตว์ ไม่ต้องสนว่าเราลำบากปากแห้งแค่ไหน จงสนว่าพวกเขาจะอยู่รอดอย่างไร ทำได้เท่านี้ ตายไปก็ไม่เสียใจใดๆแล้ว”
อย่างไรก็ตาม คุณยายยุพินไม่ต้องการความช่วยเหลือใดๆ เพียงต้องการถ่ายทอดเรื่องราวสะท้อนสู่สังคมว่า หากท้อแท้สิ้นหวัง หรือเผชิญชะตากรรมลำบากใดอยู่ ก็ขอให้มี “จิตใจเป็นนักสู้” และ หากชีวิตยังเหลือพื้นที่แห่งความสุข จง “มีเมตตา” แบ่งปันพื้นที่นั้น ให้กับ เพื่อนร่วมโลก ที่พวกเขา…ยังตกทุกข์ได้ยาก
ชัยพัฒน์ แกล้วทนงค์ รายงาน / ธเนตร พุทธิตระกูล ถ่ายภาพ
แจ้งเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ช่วยเหลือสังคม ได้ที่ news.mthai.com@gmail.com
ติดตามสกู๊ปข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com
MThai News


