วิจารณ์แซด! รถตู้ตำรวจกลับรถ ในที่ห้ามกลับ

วิจารณ์แซด! รถตู้ตำรวจกลับรถ ในที่ห้ามกลับ 

บนโลกออนไลน์ ได้มีการแชร์ภาพการกระทำผิดกฎจราจรของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เป็นผู้รักษากฎหมายแต่กลับทำความผิดเสียเอง

โดยเป็นภาพของรถตู้สีขาวคันหนึ่งที่ด้านท้ายติดสติกเกอร์ข้อความระบุว่าเป็นรถตู้ในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังกลับรถในจุดที่มีป้ายห้ามกลับรถอยู่  ซึ่งเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในย่านรามอินทรา

12195761_1516881468623280_8950680983015572414_n

โดยเจ้าของภาพว่าไม่เพียงแต่ฝ่าฝืนป้ายเตือน แต่รถคันนี้ยังขับปาดหน้าอีกด้วย จึงได้นำภาพมาแชร์ลงบนโลกออนไลน์ ซึ่งได้มีสมาชิกเฟซบุ๊คได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยมองว่า

ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามกฎหมายด้วย รวมถึงมองว่าหากเป็นคนธรรมดาขับรถแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเจอ อาจจะโดนแจกใบสั่งไปแล้วก็ได้ รวมถึงมีความคิดเห็นว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชนไม่ใช่ทำแบบนี้

อย่างไรก็ตามชาวสังคมออนไลน์ส่วนหนึ่งมองว่า หากมีคลิปยืนยันว่ารถคันดังกล่าวเลี้ยวเข้าซอย ไม่ได้กลับรถน่าจะไม่มีความผิด ซึ่งอยากให้คนมองกันสองมุม รวมถึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบเอาผิดกับเรื่องนี้ด้วย ไม่อยากให้ปล่อยละเลย

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

ตั้ง อาชีวะ โพสต์ถึงตร. เคยไล่ล่าตน แต่โดน 112 เอง

ตั้ง อาชีวะ โพสต์FB ถึงตร.เคยตามล่า สุดท้ายโดน112เอง

จากกรณีการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนเอี่ยวกับคดีหมิ่นเบื้องสูง เครือข่ายหมอหยอง ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในปัจจุบันนี้

ล่าสุดที่เฟซบุ๊คของนายเอกภพ เหลือรา ผู้หลบหนีคดีหมิ่นเบื้องสูง ที่ขณะนี้หนีการจับกุมไปอยู่ที่นิวซีแลนด์ได้โพสต์ข้อความ แสดงความคิดเห็นว่า ตนไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรกันขึ้น บุคคลที่เคยประกาศว่าจะล่าตน จะทำเรื่องขอส่งตัว จะเอาตัวของตนกลับไทยไปรับโทษ

12189918_511329672367314_3744903392462149441_n

แต่ตอนนี้กลับหนีออกไปอยู่ต่างประเทศโดน 112 กันถ้วนหน้า ซึ่งขณะนี้กำลังหาที่หลบลี้ภัย ตัวอย่างเช่น อดีต คนใหญ่คนโตใน สตช.เคยคิดโปรเจคว่า “ลุยคุยนิวซีแลนด์ เร่งลากคอ ตั้ง อาชีวะ กลับไทย” ตอนนี้เขาได้ลาออกจากราชการแล้วลี้ภัยอยู่ที่ยุโรปตามข่าวลือ หรือเก็บตัวเงียบแล้ว

กับอีกรายหนึ่งวิ่งออกทางตะเข็บชายแดน (จะรอดเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งเรื่องนี้แปลกที่ใครล่าตนก็โดนกันเองหมด เอาเป็นว่าตนให้กำลังใจพวกเขา แม้ว่าจะเคยไม่ชอบในพฤติกรรมที่พวกเขาเคยทำ แต่ก็รักและเคารพในฐานะที่พวกเขาเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเหมือนกัน

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

กยศ.เร่งตามหนี้ อึ้ง! หมอ-พยาบาล เบี้ยวชำระสูงสุด

กยศ. เร่งติดตามหนี้ที่ค้างชำระ เผย อาชีพแพทย์-พยาบาล ซึ่งต้องมีงานทำแน่นอน แต่มียอดค้างชำระสูงสุด

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2558 น.ส.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางกยศ. ได้ทยอยโอนเงินค่าเล่าเรียน รวมถึง ค่าครองชีพให้แก่ผู้ที่ทำเรื่องกู้ กยศ. และ ผู้ที่กู้กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 แล้ว โดยเป็น ผู้กู้กยศ. จำนวน 597,746 ราย แบ่งเป็นผู้กู้รายเก่า จำนวน 489,422 ราย และ รายใหม่จำนวน 108,324 ราย ส่วนผู้กู้ กรอ. มีจำนวน 90,131 ราย แบ่งเป็นผู้กู้รายเก่า จำนวน 54,625 ราย และ รายใหม่ จำนวน 35,506 ราย

กยศ.

โดยในส่วนของกยศ. มีผู้ที่ครบกำหนด และ อยู่ระหว่างชำระหนี้จำนวน 2,185,133 ราย ส่วนผู้ที่ค้างชำระหนี้มีจำนวน 1,205,626 ราย ซึ่งทางกยศ. จะต้องเร่งติดตามให้ชำระหนี้ดังกล่าวต่อไป ส่วนกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ให้ควบรวมกองทุน กยศ. และ กรอ. เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อรองรับร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อการศึกษา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเข้าสู่การพิจารณาของครม. โดยเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด และ หากมี พ.ร.บ.ออกมาก็จะสามารถแก้ปัญหาที่เป็นข้อพกพร่องในการกู้ยืมของทั้งสองกองทุนได้

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพบว่า สาเหตุสำคัญของผู้ที่ไม่มาชำระหนี้ อันดับแรก คือ ไม่มีงานทำ ไม่มีเงิน ต่อมาคือ มีเงิน มีงานทำ แต่ตั้งใจไม่มาชำระหนี้ ซึ่งสถิติสาขาที่มีผู้ค้างชำระมากที่สุดคือ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ อยู่ที่ประมาณ 72% ส่วนกลุ่มแพทย์อยู่ที่ 51% และ กลุ่มสาธารณสุข-พยาบาลอยู่ที่ 57%

โดยจำนวนผู้กู้กรอ.ตั้งแต่ปี 2549 มีทั้งหมดจำนวน 345,100 ราย ใช้งบประมาณรวม 18,074 ล้านบาท ครบกำหนดชำระจำนวน 267,184 ราย เป็นเงิน 10,318 ล้านบาท ค้างชำระ จำนวน 190,700 ราย เป็นเงิน 7,243 ล้านบาท และที่น่าตกใจคืออาชีพแพทย์และพยาบาล มียอดค้างชำระมากที่สุดเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น โดยต่อไปจะต้องเพิ่มความเข้มข้นสำหรับระบบติดตามหนี้ให้มากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก  มติชน

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News