ดราม่ากระฉ่อน หน้าที่สื่อมวลชน VS ความเหมาะสม…?

ด้วยความที่ปัจจุบันการแข่งขันด้านสื่อมวลชนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีมีความก้าวไกล ปัจจุบันมีพื้นที่สื่อใหม่เกิดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็น ทีวีดิจิตอล ทีวีดาวเทียม เคเบิ้ลทีวี หนังสือพิมพ์ออนไลน์ วิทยุออนไลน์ วิทยุท้องถิ่น

และโดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ผู้ชม หรือ ผู้อ่าน มีทางเลือกในการรับข้อมูลเพิ่มมากขึ้น หากเป็นข้อมูลด้านข่าวสาร ความรวดเร็วถือเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ถ้าสื่อช่องใดสามารถนำเสนอข้อมูลได้ก่อนที่อื่น ๆ ย่อมเป็นผลดีกับผู้ประกอบการเอง เพราะมันอาจส่งผลต่อเรตติ้ง ดังนั้นจึงเกิดการแข่งขันในการหาข้อมูลสูงขึ้นไปด้วย

MThai ข่าวภาคซ่าส์ วันนี้ จะมาพูดถึงกรณีนักแสดงชื่อดัง ปอ ทฤษฎี ป่วยเป็นไข้เลือดออก จนต้องนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเป็นระยะเวลานาน ซึ่งทางผู้สื่อข่าวเองก็ได้ไปปักหลักทำข่าวที่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดเป็นกระแสวิพากษณ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องความไม่เหมาะสม

cats

ซึ่งทางผศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นถึงกรณีนี้ว่า อยากขอให้นักข่าวที่มาคอยทำข่าว ปอ ทฤษฎี นึกถึงสิทธิคนไข้รายอื่น ๆ บ้าง เพราะทางโรงพยาบาลต้องอำนวยความสะดวกให้กับนักข่าว อีกทั้งยังมีการส่งเสียงดังในโรงพยาบาล จนทำให้คนไข้หรือญาติคนไข้รายอื่น ๆ ได้รับผลกระทบ

gds

ผศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน

หลังจาก ผศ. พญ.เยาวนุช โพสต์ข้อความผู้คนต่างเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก บ้างก็เห็นด้วยกับความคิดของ ผศ. พญ.เยาวนุช ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่า การที่สื่อไปเฝ้าทำข่าวอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ย่อมทำให้ผู้ชมที่คอยติดตามข่าว ปอ ทฤษฎี ได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากกว่าการนั่งเทียนเขียนข่าว

อย่างไรก็ตามทาง รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ว่าอาจจะเกิดความเข้าใจผิดบางอย่าง และโรงพยาบาลมีบุคลากรจำนวนมากก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ในการทำงานร่วมกัน ก็พยายามคุยกันให้อยู่ตรงกลางระหว่างทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่ และการทำงานของสื่อมวลชน

ซึ่งที่ผ่านมา โรงพยาบาลก็มีเหตุที่ต้องทำให้ผู้สื่อข่าวเข้ามาทำงานในโรงพยาบาลหลาย ๆ ครั้ง ทั้งเหตุการณ์ทางการเมือง และเหตุการณ์อื่น ๆ ซึ่งต่างฝ่ายต่างทำงานร่วมกันมาโดยตลอด ก็ไม่ได้มีอะไรที่จะต้องขัดแย้งกัน

“การทำงานของสื่อในบริเวณชั้น 9 นั้น ก็มีการแบ่งพื้นที่ให้สื่อได้ทำงาน มีการกั้นทางเดิน และไม่ได้ขวางในส่วนที่ต้องทำงาน ซึ่งทีมแพทย์ที่ทำการรักษาคุณปอ ก็แฮปปี้ดี ไม่ได้มีอะไร ส่วนอะไรที่ดูเหมือนว่าจะมีการขัดกัน ก็สามารถพูดคุยกันได้ ไม่อยากให้ขยายความไม่เข้าใจเพียงบางส่วนออกไป เชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจดีและจุดหมายเดียวกัน” รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว

MThai News

ปลุกชาวเน็ตค้านกม. ไม่พกใบขับขี่ปรับหนึ่งหมื่น

ปลุกชาวเน็ต ค้านกฎหมาย ไม่พกใบขับขี่ ปรับ 10,000 บาท

แฟนเพจ ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้โพสต์ข้อความแจ้งว่า กฎหมายลืมใบขับขี่ หรือไม่พกใบขับขี่ มีโทษปรับ 10,000 บาท ซึ่งสูงกว่า ขับรถฝ่าไฟแดง หรือ เมาแล้วขับ จุดประสงค์ที่แท้จริง ในการแก้กฎหมายครั้งนี้ ก็เพราะประชาชนไม่จ่ายค่าปรับใบสั่งจราจร ทางตำรวจจราจรก็เลยแก้กฎหมาย ด้วยการหาเหตุยึดใบขับขี่ เวลาออกใบสั่ง โดยตั้งข้อหาไม่พกใบขับขี่ มีโทษปรับ 10,000 บาท และนอกจากนี้ยังแก้กฎหมายให้สามารถยึดรถได้ไว้ตรวจสอบ

12279143_841824782604084_5246838097791171749_n

โดยวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2558 เวลา 10.30 น. ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ถ.พระราม 6 กทม. อยากให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน มาร่วมกันขอให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ชี้แจงข้อสงสัยถึงรายได้สินบนเปอร์เซ็นต์นำจับจากใบสั่งจราจรทั่วประเทศ ว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน มีขั้นตอนในการตรวจสอบอย่างไร

และพรบ.อะไร มีรางวัลสินบนนำจับ กี่เปอร์เซ็นต์ และขั้นตอนการเบิกจ่าย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน มีการตรวจพบเจอการทุจริตบ้างหรือไม่ ครั้งนี้พี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนจะได้รู้กันสักที ว่าเงินค่าปรับ ปีละหลายร้อยล้านบาท ไปอยู่ที่ใคร และทำไมถึงไม่เอามาพัฒนาระบบการจราจร หรือซื้อเครื่องมือในการตรวจสอบต่าง ๆ

รวมถึง การยกเลิกด่านลอย เพราะถูกจับได้ว่า ยัดข้อกล่าวหาให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกรูปแบบ เพื่อมุ่งหวังเปอร์เซ็นต์สินบนนำจับใบสั่งจราจร การตรวจวัดควันดำของตำรวจจราจรกลาง ก็ถูกจับได้ว่า มีการเขียนใบสั่งล่วงหน้า เหลือแค่เติมเลขทะเบียน และการวัดควันดำ ก็ถูกจับได้ว่าขี้โกง โดยไม่ใช้มาตรฐานของกรมควบคุมมลภาวะ

ทั้งนี้อยากให้มีการออกมาต่อสู้คัดค้านกฎหมายอัปยศ ลืมหรือไม่พกใบขับขี่ มีโทษปรับ 10,000 บาท ครั้งนี้ จะต่อสู้กัน เพื่อไม่ให้ตำรวจจราจรแก้กฎหมายเพื่อรังแกประชาชน ที่ผ่านมา ตำรวจจราจรถูกจับได้ในเรื่องการทุจริตมากมาย ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องประชาชนต้องกล้าลุกขึ้นมาสู้กับความไม่ถูกต้องในครั้งนี้ เสร็จจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เวลา 13.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล จะมีการจัดกิจกรรม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคืนความสุขให้กับประชาชน

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

มอบตัวแล้ว! แท็กซี่ทำร้ายบิ๊กไบค์บนสะพาน

มอบตัวแล้ว! แท็กซี่โหดใช้มีดฟันบิ๊กไบค์ไม่ยั้ง หลังทะเลาะวิวาทกัน บนสะพานพระราม 9

จากกรณีที่โลกออนไลน์มีการเผยแพร่คลิปชายหญิงคู่หนึ่ง ซึ่งขับขี่รถบิ๊กไบค์ ซ้อนกันมา กระทั่งเกิดเหตุทะเลาะกับแท็กซี่คันหนึ่ง บนสะพานพระราม 9 ตามข่าวที่เคยนำเสนอไปแล้วนั้น อ่านต่อได้ที่ นาทีระทึก! แท็กซี่โหดฟันคนขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ยั้ง ที่สะพานพระราม 9

มอบตัวแล้ว! แท็กซี่โหดทำร้ายบิ๊กไบค์ บนสะพานพระราม 9

ล่าสุด วันนี้(27 พ.ย. 58) เวลา 13.30 น. นายเสน่ห์ นามเงิน อายุ 54 ปี คนขับรถแท็กซี่ ได้เข้ามอบตัวใน สน.มักกะสัน พร้อมยอมรับว่าเป็นผู้ใช้มีดฟันจริง แต่เป็นการป้องกันตัว เผยว่า ก่อนเกิดเหตุกำลังขับเปลี่ยนเลน แต่บิ๊กไบค์มาด้วยความเร็วบีบแตรใส่ พร้อมชูนิ้วกลางให้ ทำให้ตนไม่พอใจจะขับไปสอบถาม

จากนั้น ทั้งคู่ได้จอดรถ ขณะกำลังเปิดประตูกลับถูกคนขับบิ๊กไบค์ถีบเข้ามาอย่างจัง และเข้ามาทำร้าย จึงหยิบมีดยาวที่เก็บได้เมื่อคืนวันลอยกระทงมาป้องกันตัว จากนั้นจึงรีบขับรถออกไป ก่อนที่จะเอามีดไปทิ้งในแม่น้ำเจ้าพระยา บนสะพานพระราม 7

ทั้งนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้ง 2 ข้อหากับคนขับแท็กซี่คือ ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และพกอาวุธในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ส่วนคนขับแท็กซี่ก็ได้เข้าแจ้งความคนขับบิ๊กไบค์ข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยได้ให้ไปตรวจร่างกายก่อนทำการดำเนินคดีต่อไป

ขอบคุณภาพ Tanakorn Ritu‎

ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News