กฟน.เตือนระวัง! เรียกเก็บเงิน เพื่อฝากเข้าทำงาน

กฟน. เตือนระวังมิจฉาชีพเรียกรับเงินหรือหลอกลวง เพื่อฝากเข้าทำงานเป็นพนักงานการไฟฟ้านครหลวง ยันทุกการคัดเลือกเป็นไปอย่างโปร่งใส

วันนี้(1 พ.ย. 58) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เตือนประชาชนที่สมัครสอบเข้าทำงาน อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพเรียกรับเงิน หรือหลอกลวงทำให้หลงเชื่อ เพื่อช่วยเหลือให้ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานการไฟฟ้านครหลวง ยืนยันทุกกระบวนการในการคัดเลือกเป็นไปอย่างโปร่งใส หากผู้ใดพบการเรียกรับเงินโปรดแจ้งศูนย์ดำรงธรรมการไฟฟ้านครหลวง กระทรวงมหาดไทย หรือที่หมายเลข 1130 โดยทันที

กฟน.เตือนระวังมิจฉาชีพ! เรียกเก็บเงิน เพื่อฝากเข้าทำงาน

นายชาญ ปัทมะวิภาค ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร การไฟฟ้านครหลวง เปิดเผยว่า ตามที่การไฟฟ้านครหลวงได้มีการเปิดรับสมัครพนักงาน ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจสมัครเข้ามาเป็นจำนวนมาก จากการเปิดรับสมัครพนักงานดังกล่าว การไฟฟ้านครหลวงมีความห่วงใยประชาชน

ทั้งนี้ จึงขอเตือนว่าอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพเรียกรับเงินเพื่อช่วยเหลือ หรือหลอกลวงอ้างช่วยให้ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานการไฟฟ้านครหลวง เนื่องจากทุกกระบวนการในการคัดเลือกเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการเรียกรับเงินใด ๆ นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมในการสมัครสอบอย่างแน่นอน

หากประชาชนพบเห็นผู้ใดเรียกรับเงินดังกล่าว สามารถแจ้งการไฟฟ้านครหลวงได้ทันทีที่ ศูนย์ดำรงธรรมการไฟฟ้านครหลวง กระทรวงมหาดไทย บริเวณ ชั้น 1 อาคารสำนักงานใหญ่การไฟฟ้านครหลวง เพลินจิต และ ณ ที่ทำการการไฟฟ้านครหลวงเขต ทั้ง 18 เขต หรือแจ้งได้ที่ MEA Call Center หมายเลขโทรศัพท์ 1130 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา การไฟฟ้านครหลวง (MEA)

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

‘โอ๊ค’ โพสต์ให้กำลังใจ ‘ยิ่งลักษณ์’ คดีจำนำข้าว

ไม่ใส่เสื้อแดง!? ‘โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร’ โพสต์ให้กำลังใจ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาคดีจำนำข้าว

วันนี้ (1 พ.ย.) นายพานทองแท้ ชินวัตร หลานชายของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์รูปภาพลงบนอินสตาแกรม พร้อมระบุข้อความให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ต้องหาคดีจำนำข้าว โดยระบุว่า..

ไม่ใส่เสื้อแดง!? ‘โอ๊ค’ โพสต์ให้กำลังใจ ‘ยิ่งลักษณ์’ ปมคดีจำนำข้าว

“ให้กำลังใจ แบบไม่ใส่สีแดง (วันนึง) นะครับอาปู #เชื่อฟัง99.99%”
ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

ไอเอสอ้างอยู่เบื้องหลัง เครื่องบินรัสเซียตกในอียิปต์

ไอเอสอ้างอยู่เบื้องหลัง เหตุเครื่องบินรัสเซียตกในอียิปต์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตยกลำ 

จากรายงานของเอเอฟพี กองกำลังรัฐอิสลามหรือไอเอสได้ออกมาอ้างว่า ตนคือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เครื่องบินของเมโทรเจ็ต (โคกาลีมาเวีย) สายการบินของรัสเซียตกเมื่อวานนี้(31 ต.ค.) จนทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือ 224 รายเสียชีวิตทั้งหมด ขณะที่อียิปต์ตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้ของข้ออ้างดังกล่าวของกลุ่มก่อการร้าย

ไอเอสอ้างอยู่เบื้องหลัง เครื่องบินรัสเซียตกในอียิปต์

โดยเครื่องบินที่ประสบเหตุเป็นเครื่องบินแอร์บัส A321 ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับผู้โดยสารชาวรัสเซีย 214 คน ชาวยูเครนอีก 3 คน และลูกเรืออีก 7 คน เดินทางออกจากเมืองชาร์ม เอล-ชีค ทางตอนใต้ของคาบสมุทรไซนายในอียิปต์ เพื่อมุ่งหน้าไปยังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของรัสเซีย ก่อนที่จะขาดการติดต่อกับศูนย์บังคับการบินหลังขึ้นไปได้ 21 นาที ขณะบินอยู่ที่ระดับความสูงราว 30,000 ฟุต

เจ้าหน้าที่อียิปต์กล่าวว่า ซากของเครื่องบินลำดังกล่าวถูกพบอยู่ห่างจากเมืองเอล-อาริช ทางตอนเหนือของแหลมไซนายไปราว 100 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่สามารถพบกล่องดำและได้ส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบแล้ว ขณะที่สถานทูตรัสเซียประจำกรุงไคโรได้ยืนยันว่าผู้ที่เดินทางมาพร้อมกับเครื่องบินลำดังกล่าวทั้งหมดเสียชีวิต

ไอเอสอ้างอยู่เบื้องหลัง เครื่องบินรัสเซียตกในอียิปต์

หลังเกิดเหตุ กลุ่มกองกำลังสาขาของไอเอสในอียิปต์ได้ออกมาอ้างว่า ตนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ เพื่อแก้แค้นรัสเซียที่ทำการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มไอเอสในซีเรีย แต่กลุ่มสาขาของไอเอสในอียิปต์ไม่ได้กล่าวว่า ลงมือโจมตีเครื่องบินลำดังกล่าวด้วยวิธีการใด

ขณะที่นายชารีฟ อิสมาอิล นายกรัฐมนตรีของอียิปต์ เปิดเผยว่า ผู้เชี่ยวชาญได้ยืนยันเครื่องบินลำดังกล่าวไม่อาจถูกยิงตกได้จากระดับความสูงขนาดนั้น ซึ่งบีบีซีรายงานว่า นายอิสมาอิลกล่าวว่าอุบัติเหตุครั้งนี้น่าจะเกิดจากปัญหาขัดข้องทางเทคนิคมากกว่า และรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของรัสเซีย นายมักซิม โซโคลอฟ กล่าวว่า ข้ออ้างของกลุ่มก่อการร้ายไม่มีความน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ บีบีซีได้รายงานคำสัมภาษณ์ภรรยาของผู้ช่วยนักบินลำดังกล่าว ซึ่งอ้างว่าสามีของเธอได้บ่นถึงสภาพทางเทคนิคของเครื่องบินหลายประการที่จะต้องตรวจสอบ ก่อนที่เครื่องบินจะเดินทางออกจากชาร์ม เอล-ชีค และสื่อท้องถิ่นรัสเซียก็รายงานว่า ทางการรัสเซียได้เริ่มทำการสอบสวนเพื่อเอาผิดทางอาญากับสายการบินฐานละเมิดกฎการบินแล้ว

ทั้งนี้ มีผู้เชี่ยวชาญทางการทหาร 3 คนได้ให้ความเห็นว่า กลุ่มไอเอสในไซนายไม่มีขีปนาวุธแบบพื้นสู่อากาศที่จะสามารถโจมตีเครื่องบินที่บินด้วยระดับความสูงถึง 3 หมื่นฟุตได้ แต่พวกเขาก็มิได้ตัดความเป็นไปได้ที่กลุ่มก่อการร้ายจะทำการโจมตีด้วยการวางระเบิด หรือการโจมตีด้วยขีปนาวุธในกรณีที่เครื่องบินได้ลดระดับลงหลังขาดการติดต่อกับศูนย์ควบคุม
ขอบคุณข้อมูล/ภาพ มติชน

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News